|
Test
Drive: Subaru Impreza WRX STI '03
ความสำเร็จจาก WRC

ครั้งที่แล้วสัญญาว่าจะเขียนเกี่ยวกับ
new Impreza เพราะไม่งั้นเดี๋ยวจะถูกพวกแฟนเครื่อง Boxer หาว่าลำเอียง หรือมีใจให้กับพวก
Evo หรือเปล่า ในทางกลับกัน ผมกลับถูกพวกแฟน Evo หาว่าไม่ยุติธรรมที่จะเอา
STI ตัวใหม่มาเปรียบเทียบกับ Evo7 เพราะว่าควรจะเอาเจ้า STI ตัวใหม่ไปเปรียบเทียบกับ
Evo 8 ถึงจะดูเหมาะสมกันมากกว่า อย่างไรก็ดีผมหวังว่าบทความของผมครั้งนี้จะช่วยบอกเล่าถึงความรู้สึกจากการขับรถทั้ง
2 ยี่ห้อที่เป็นคู่กัด กันมาตลอดได้ว่ามันแตกกต่างกันอย่างไรเพื่อเป็นประโยชน์กับแฟนๆทั้ง
2 ค่าย
ก่อนอื่นเลย ผมต้องขอแสดงความยินดีกับแฟนๆของ Subaru ที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน
World Rally Championshipโดยได้ champ ประเภท นักขับประจำปี 2003 ด้วยความเหนียว
บวก กับฝีมือ และโชค ทำให้เขาเป็น Champ อย่างเหนือความคาดหมาย หลังจากที่
Subaru ไม่ได้ champ ในประเภทนี้มาเป็นเวลาหลายปีทีเดียว นอกจากนี้ผลงานในปี
2004 ก็ยังดูดีมีอนาคตมากกว่าของ Mistubishi อยู่มากเพราะ Petter Solberg
ยังคงมีคะแนนสะสมในทุกช่วงทดสอบพิเศษ
กลับมาที่พระเอกของเราในครั้งนี้ดีกว่า โดยผมได้มีโอกาสอยู่กับเจ้า STI
ตัวใหม่ หรือที่บ้านเรา เรียกว่า ตัวตาเหยี่ยว หรือว่าตัวตาหยดน้ำ เป็นเวลาหลายวันเลยทีเดียวครับทำให้ผมได้รู้สึกว่าSTI
ตัวใหม่นี้ได้รับการปรับปรุงขึ้นในหลายๆจุดไม่ว่าจะเป็นทางด้านพละกำลัง
รูปลักษณ์ และ ความสะดวกสบาย ซึ่งเดี๋ยวจะเหล่าให้ฟัง ก่อนอื่นมาดู spec
ของรถคันนี้กันก่อน
| Engine |
Alluminium Boxer-4 Turbocharged |
| Cylinder Capacity |
1994 cc |
| Max. Power |
280 bhp @ 6000 rpm |
| Max. Torque |
394 Nm @ 4400 rpm |
จะเห็นว่าเครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุงให้มีความทนทานมากขึ้น โดย ลูกสูบเป็น
แบบ Forged ทางด้านแรงบิดมีมากขึ้น อันเนื่องมาจาก turbo ที่ได้รับการออกแบบใหม่โดยทางฝั่งไอเสียเป็นแบบ
Twin Scroll ช่วยให้ boost มาเร็วขึ้น
เนื่องจากจะช่วยลดความต้องการปริมาณไอเสียให้น้อยลง นอกจากนี้ระบายแรงดันไอเสียได้ดีแม้ในรอบเครื่องที่สูง
รวมถึง header แบบ 4-2 ที่ได้รับการออกแบบใหม่ส่งผลให้มีแรงบิดสูงถึง 40
กก.-ม. ส่วนแรงม้ายังคงถูกล็อกไว้ที่ 280 แรงม้าเท่าเดิมตามกฏหมายญี่ปุ่น
เพราะถ้าจำไม่ผิดที่ประเทศอังกฤษมีตัว 300 แรงม้า พร้อมกับเครื่อง 2500 CC.

 |
รูปลักษณ์ภายนอกของ STI ตัวใหม่นั้นถูกปรับให้ดูดุดันมากกว่าตัวก่อนที่หน้าตาเหมือนกระต่ายตกใจ
หรือที่พวกเราเรียกว่าตัวตากลมเยอะทีเดียว ทางด้านหน้า ไฟหน้า ฝากระโปรง
กันชน และ แก้มข้างได้รับการออกแบบใหม่ ทำให้หน้าตาดูดีไม่ต้องพึ่งฝีมือหมอจากยันฮีให้เปลืองเงิน
โดย Scoop หรือ จมูกบนฝากระโปรงได้รับการขยายให้ใหญ่ขึ้นอีก 30 มม.เพื่อให้ดักลมไปเป่า
intercooler ได้มากขึ้น ไฟหน้าเป็น HID หรือที่เรียกว่า Xenon ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่ารถสมัยนี้ใครไม่มีเป็นตกยุค
โดยในโคมไฟฟน้าเป็นที่อยู่ของไฟทั้งหมดตั้งแต่ไฟสูงไฟต่ำและไฟเลี้ยวแตกทีรับรองมีเฮ
เมื่อเปิดฝากระโปรงจะพบกับเครื่อง EJ 20 ที่มองยังไงก็ยังดูรกรุงรังในสายตาผม
สงสัยกลัวว่าถ้าทำให้เรียบร้อยแล้วจะไม่รู้ว่าเป็นเครื่อง Boxer โดยเอกลักษณ์ก็คือคอท่อไอดีสีแดง
พร้อมกับ Inter ลาย STI กันคนไม่รู้ว่าแรง
|

 |
เมื่อมองทางด้านข้างจะเห็นว่าตัวรถนั้นโป่งล้อถูกเน้นเป็นเหลี่ยมสันมากขึ้น
ล้อMag ขนาด 17 นิ้ว ลาย10 ก้าน สีทองตามพิมพ์นิยมของ STI พร้อมด้วย
brake Brembo สีทองจากโรงงานทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้า 4 pot ด้านหลัง 1 pot
เหมือนกับตัวที่แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะ เบรกไม่อยู่ มือเปิดประตูเป็นแบบ
Grip ดึงเข้าหาตัวซึ่งในปัจจุบันรถ ญี่ปุ่นหันมาใช้รูปแบบนี้มากขึ้น
กระจกเป็นแบบ flameless เอกลักษณ์ของ Subaru ทำให้รถดู sport และแตกต่างจากรถ
sedan ทั่วไปบนท้องถนน
มาทางด้านท้าย ไฟท้ายได้รับการปรับเปลี่ยนนิดหน่อย พร้อมทั้งกับ spoiler
หลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้นพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แต่ยังคงปรับไม่ได้เหมือนเดิมสงสัยกลัวว่าถ้าปรับได้แล้วจะมีคนมือซนไปปรับเล่น
ส่วนทางด้านท่อไอเสียนั้น ปลายท่อเป็น โครเมียม แวววาวพร้อมทั้ง Logo
STI มาให้ดูดีทีเดียว
|

เมื่อเปิดประตูเข้ามาดูภายในสิ่งแรกที่เห็นก็คือเบาะสีฟ้าตัดดำดูสดใสเข้ากับสีรถเป็นที่สุด
ทรงคล้ายๆเดิม พร้อม logo STI บนเบาะ console ได้รับการปรับปรุงให้ดูดีมีราคามากขึ้นพร้อมทั้งตกแต่งด้วย
aluminium ทำให้ดู Sport ขึ้นเป็นกอง ต่างกับตัวก่อนๆ
(version 4-6) ที่ดูเชยระเบิด พวงมาลัย 3 ก้านได้รับการออกแบบใหม่พร้อมทั้งตกแต่งด้วย
aluminium ให้เข้ากับ console มี logo STI สีชมพูอยู่ตรงกลางพร้อมด้วย Airbag
ป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ดูดีกว่าตัว WRX ธรรมดา ที่เป็นพวงมาลัย 4 ก้านดูเชยๆหน่อย
 |
หน้าปัทม์เป็นวงกลม 3 วงทันสมัยและดูดีกว่าตัวธรรมดาและรถ
sedan ทั่วไปเยอะ หากไม่บิดกุญแจจะมองไม่เห็นอะไรดูมืดๆ ต้องบิดกุญแจก่อนถึงจะเห็นตัวเลขและเข็มสีแดง
โดยเข็มกวาดขึ้นลงก่อน คล้ายกับการทำงานของ เกจ์ วัด DEFI (ส่วนในตัว
WRX ธรรมดาจะเป็นเข็มเหมือนกับรถทั่วไป) โดยตรงกลางเป็นวัดรอบพร้อม shift
light ขนาดเล็กตรงกลางกันลากรอบเกินและไม่ต้องไปขอเงินพ่อติดshift-light
ให้เสียตังค์เพิ่มแต่อย่างใด โดยด้านขวาถึงจะเป็นความเร็วซึ่งก็มีแค่
180 km/h ตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น) |
 |
แป้นเหยียบทั้งหมดในรุ่นนี้เป็น aluminium มาจากโรงงาน
ที่ Console กลางก็ได้รับการตกแต่งด้วย aluminium เช่นเดียวกันพร้อมกับคันเกียร์
6 speed ที่ทางญี่ปุ่นอ้างว่าได้รับการพัฒนาให้มีความแข็งแรงมากขึ้นโดยมีสลักให้ยกเพื่อเข้าเกียร์ถอยกันคนเข้าเกียร์ผิดโดยหัวเกียร์และเบรกมือได้เดินด้วยด้ายสีแดง
พร้อมด้วยสวิทช์กระจายแรงขับระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง หรือที่เรียกว่า
C-Diff ให้ปรับเล่นได้เองแล้วแต่ผู้ขับขี่จะชอบ ทางฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าก็มีระบบ
Airbag มาให้ด้วยเช่นกัน แผงประตูข้างพรมและทางด้านหลังถูกตกแต่งด้วยผ้าสีน้ำเงินเช่นเดียวกันกับเบาะหน้า
ซึ่งถ้าเป็นตัว WRX ธรรมดาจะเป็นสีเทาดำ (ในตัวใหม่ที่เป็น Limited Edition
ฉลองแชมป์โลกของ Petter Solberg ก็เป็นสีเทาดำเช่นกัน) |
เอาละได้เวลาลองขับกันเสียที เมื่อบิดกุญแจไปที่ start สิ่งแรกที่ทำให้ผมตกใจก็คือความเงียบภายในห้องโดยสาร
เงียบกว่าตัวเก่าเยอะมากๆ เงียบกว่า Evo7 เสียอีก ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจวัยรุ่นที่ชอบเสียงท่อดังๆ
หรือแฟนๆเครื่อง Boxer เพราะมันเงียบจนแทบไม่ได้ยินเสียงรอบเดินเบาของเครื่องแต่อย่างใดหากต้องการเสียงดังๆ
คงต้องไปเสียตังค์เพิ่มเปลี่ยนท่อ แต่ถ้าหากคุณเป็นแฟน Subaru แต่ไม่ชอบความโวกเวกของรุ่นก่อนๆละก็คงถูกใจคุณละครับ
เบาะนั่งไม่ค่อยกระชับเนื่องจากปีกเบาะด้านข้างไม่สูงเหมือนกับพวก Recaro
ข้อดีก็คือ นั่งสบายและขึ้นลงสะดวกไม่ต้องโหนกันเป็นชะนีให้ลำบากแต่อย่างใด
ข้อเสียก็คือไม่ค่อยกระชับซึ่งอาจจะไม่ค่อยถูกใจวัยรุ่นที่ชอบความลำบากเท่าไร
หน้าปัทม์สีแดงพื้นดำดูสวยงามชัดเจนดีแม้ว่าจะมีแสงสว่างมากแต่ก็ยังคงเห็นได้ชัดเจน

เมื่อ วอร์มเครื่องได้สักพักจนเข็มความร้อนขึ้นมา ก็ได้เวลาออกไปลองกันเสียที
เมื่อเหยียบ clutch เพื่อเข้าเกียร์ 1 clutch นั้นนิ่มกว่าของ Evo7 นิดหน่อยแม้จะไม่ได้นิ่มเหมือนกับรถจ่ายกับข้าวอย่าง
Civic หรือ Altis แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับน่าประทับใจทีเดียวเมื่อเทียบกับความแรงของรถระดับนี้ที่โดยปกติมักจะแข็งจนน่องบวม
ค่อยๆปล่อย clutch ออกพร้อมทั้งเดินคันเร่งรถเคลื่อนตัวออกไปอย่างนิ่มนวลการเปลี่ยนเกียร์ในรอบต่ำไม่มีปัญหารถเงียบมากถึงมากที่สุดเท่าที่ลองใช้งานแบบปกติถือว่าน่าประทับใจครับ
แอร์เย็นการเก็บเสียงอยู่ในขั้นดีมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Evo
ช่วงล่างออกแนวหนึบหนับมากกว่าจะเป็นแบบกระแทกกระทั้นกระเด้งกระดอนเท่าที่ลองขับดูในช่วงถนนที่ไม่ค่อยเรียบ
(จริงๆแล้วก็ไม่ค่อยจะเรียบทั่วทั้งประเทศไทยอยู่แล้ว) นับว่าดีครับไม่ทำให้หัวสั่นคลอนมากเท่าไรผู้ปกครองนั่งได้คนแก่นั่งพอได้ไม่กระแทกกระทั้นจนเกินไป
ซึ่งโดยปกติรถแนวนี้มักจะมีช่วงล่างที่กระด้างกว่านี้
ในสภาพการจราจรติดขัดเหมือนถนนติดกาวเท่าที่ลองใช้อยู่หลายชั่วโมงปัญหาเรื่องความร้อนของเครื่องไม่มีครับ
เข็มความร้อนยังคงนิ่งไม่ออกอาการงอแงแต่อย่างใด แอร์รถญี่ปุ่นนั้นไม่ต้องห่วงขึ้นเชื่อเรื่องความเย็นฉ่ำอยู่แล้ว

เมื่อทำความคุ้นเคยกับรถจนดีแล้ว ผมก็เริ่มลองสมรรถณะที่แท้จริงของรถเสียที
โดยเส้นทางที่ผมเลือกคงไม่พ้นทางด่วนอีกเช่นเคย เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วผมก็เข้าเกียร์
1 เลี้ยงรอบอยู่ที่ประมาณ 3500 rpm ปล่อย clutch ออกพร้อมทั้งเหยียบคันเร่งจนสุด
แรงดึงจาก turbo ก็เริ่มทำงานทันทีรถเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ผมกลับผิดหวังเพราะคิดว่ามันน่าจะดึงหนักกว่านี้
อย่างไงก็ตามแม้ว่าจะดึงไม่หนัก (ดึงน้อยกว่า Evo7 ซะอีก) แต่เข็มวัดรอบก็กวาดขึ้นอย่างรวดเร็วอัตราเร่งไม่ได้ด้อยกว่าแต่อย่างใด
สิ่งที่หน้าแปลกใจก็คือการเก็บเสียงครับ ตอนแรกคิดว่าเมื่อใช้รอบสูงๆเสียงเครื่องน่าจะเข้ามาในรถแต่เอาเข้าจริงกลับเงียบมีเสียงเล็ดลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อยเมื่อถึง
6200 rpm เสียง shift light ร้องเตือนให้เปลี่ยนเกียร์ ผมสับเข้าเกียร์ 2
ทันที เกียร์ 6 speed สามารถสร้างความต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี แรงดึงมีอย่างต่อเนื่อง
เข็มวัดรอบกวาดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ทันไรเสียง shift light ก็ร้องเตือนอีกแล้ว
ในเกียร์ 3 แรงดึงก็ยังคงมีอยู่แต่ออกแนวไหลๆซะมากกว่า แต่ความเร็วและรอบเครื่องยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เผลอแป็ปเดียวก็หมดเกียร์ 3 อัตราเร่งในเกียร์ 4-5-6 ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
ต้องยกความดีความชอบให้กับ เกียร์ 6 speed และ แรงบิดที่มีมากนั้นเอง
ใช้เวลาเพียงนิดเดียว ก็ถึง 180 km/h และเลยไปได้อีกนิดรถก็สะดุด และความเร็วถูก
logไว้ตามกฎหมาย ญี่ปุ่นกำหนด ถ้าไม่ถูก lock ไว้ความเร็วสูงสุดหนเจะไหลไปได้ถึง
250++ แน่นอน เพราะในตัว version 6 เพื่อนผมเคยทำได้ถึง 250 km/h ทั้งๆที่เป็นแค่
เกียร์ 5 speed ทางด้านช่วงล่างที่ผมบอกว่านิ่มกว่าที่คิดนั้น แม้จะใช้ความเร็วสูงถึง
180 ก็ไม่ออกอาการงอแงให้หวาดเสียวท้องน้อยแต่อย่างใด การเก็บเสียงยังคงดีอยู่
ดีกว่า Evo7 อีกแม้จะใช้ความเร็วสูงเสียงลมที่เข้ามาในรถก็ยังคงมีน้อย
ในโค้งบนทางด่วนแม้จะใส่เข้าไปด้วยความเร็วสูงรถก็ยังคงนิ่งเกาะเหมือนติดกาวตราช้างไว้กับถนน
ขาดก็เพียงเบาะที่ไม่กระชับเท่าที่ควร รถมีอาการ understeer นิดๆ ในโค้งตามสไตล์รถขับสี่
แต่ก็สามารถดันรถออกจากโค้งได้ไม่ยากอันเนื่องมาจากแรงบิดที่มีมากขึ้น
ปัญหาเรื่องความร้อนนั้นไม่มีเลยแม้จะกระแทกกระทั้นคันเร่งมากและใช้รอบสูงๆอยู่ตลอดเวลาความร้อนก็ยังคงเท่าเดิม
 |
เรื่องระบบเบรกนั้นหายห่วง ชื่อ Brembo นั้นไว้ใจได้อยู่แล้ว
มาขนาดไหนก็เอาอยู่ไม่ต้องลุ้นให้ตัวโก่งว่าจะไปชนใครหรือเปล่า
การใช้งานบนถนนทั่วไปแบบมุดซ้ายเบียดขวานั้นคล่องตัวดีไม่มีปัญหา เจอลูกระนาดหรือคอสะพานก็ไม่ต้องเบรกให้คันหลังด่า
ช่วงล่างนิ่มกว่า EVO7 อย่างรู้สึกได้ แต่ที่ผมว่านิ่มนั้นหากไปเทียบกับรถจ่ายกับข้าวหรือคนที่ไม่เคยนั่งรถประเภทนี้มาก่อนอาจจะบอกว่าช่วงล่างแข็งก็เป็นได้
แต่ที่ผมบอกว่านิ่มนั้นผมหมายความว่า มันแข็งน้อยกว่ารถประเภทเดียวกัน
อัตราการบริโภคน้ำมันอยู่ในระดับที่รับได้ถ้าเทียบกับ performance ที่ได้รับ
อยู่ที่ประมาณ 7-8 กิโลลิตร ขับแบบซัดบ้างไม่ซัดบ้าง ประหยัดกว่ารถบ้างยี่ห้อเสียอีกที่อัตราเร่งและ
performance ก็ไม่ได้ดีอะไร แต่กินน้ำมัน ชิบ! |
โดยสรุป Subaru Impreza STI ตัวนี้สามารถตอบสนองความต้องการของคนที่มีรถ
Performance ดีๆได้อย่างครบถ้วนครับ อัตราเร่งดีแม้จะไม่ดึงหนักอย่างที่วัยรุ่นชอบแต่สำหรับคนที่ชอบรถที่สุภาพกว่าตระกูล
Evo เจ้า STI นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว เพราะถึงแม้ว่ามันจะดึงไม่หนักแต่จริงๆแล้ว
0-180 นั้นไม่หนีกันเท่าไรหรอกครับ เผลอๆอาจจะดีกว่าด้วยเนื่องจากมี เกียร์
6 speed มาช่วย
Topspeed แฟนๆ Evo กับ Impreza คงจะรู้กันดีว่า topspeed Impreza ดีกว่ามาแต่ไหนแต่ไร
ช่วงล่างก็ไม่กระด้างเท่ากับ EVO7 แม้ว่าจะไม่ถูกใจวัยรุ่นที่ชอบช่วงล่างกระเด้งกระดอน
แต่หากนึกถึงความเป็นจริงแล้วละก็ช่วงล่างแบบนี้มันน่าใช้กว่ากันเยอะหากต้องขับบนถนนโลกพระจันทร์
เพราะแม้ว่าจะใช้ความเร็วสูงรถก็ไม่ได้มีอาการยวบยาบให้เห็น

ระบบเบรกเป็น Brembo เหมือนกันดังนั้นเรื่องประสิทธิภาพแทบจะเหมือนกันอย่างกับแกะ
การเก็บเสียงนั้น Impreza กินขาดเงียบกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ เบาะถึงแม้จะไม่กระชับเท่า
รวมถึงไม่ใช่ Recaro แต่มีข้อดีคือขึ้นลงสะดวกกว่ากันเยอะ หน้าปัทม์ออกแบบได้ดูดีทันสมัย
รูปทรงภายนอกก็ดูดีกว่าตัวก่อนที่เป็นตากลม แต่ถ้าไปถามผู้ปกครองหรือสาวๆแถว
Siam Square ละก็คงไม่ค่อยมีใครบอกว่าสวยแม้ว่ามันจะไม่ค่อยให้เห็นบนถนนสักเท่าไร
ซึ่งข้อดีก็คือมันจะไม่ถูกคนหาว่าเอา “พี่เอา taxi มาติด spoiler เหรอค่ะ”
ข้อดีอีกประการก็คือแรงบิดที่มากขึ้นทำให้รถคันนี้ขับได้ง่ายขึ้น ข้อเสียที่เห็นก็คือมันเป็นเกียร์
manual ครับ ฉะนั้นมันอาจจะไม่เหมาะกับชั่วโมงเร่งด่วนเท่าที่ควร ถึงแม้ผมจะบอกว่า
clutch มันนิ่มกว่ารถในระดับเดียวกัน แต่ถ้าให้ใช้งานในชั่วโมงเร่งด่วนละก็คงต้องคิดกันอีกหลายรอบ
ราคาในบ้านเราเคาะตัว Turbo WRX 210 แรงม้าไว้ที่ 2.19 ล้านบาท ส่วนตัว STI
แท้ๆ นั้นผู้นำเข้าอิสระนำเข้ามาทั้งคันอยู่ที่ 4.6 ล้านบาท หากคุณคิดจะซื้อตัว
WRX มาแปลงเป็น STI ละก็ไม่ยากหรอกครับแต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณกล้าจะเอามันมาแปลงหรือเปล่า
STI ทั้งคันจาก ญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 6-7 แสนบาทของครบหมดทั้งคันไม่ว่าจะเป็นเครื่อง
ช่วงล่าง ล้อ เบรกbodypart และภายใน นอกจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณละครับว่าจะต่อรองกับอู่ที่คุณไปทำว่าเขาจะคิดค่าย้ายของเท่าไร
รวมๆแล้วคุณก็ต้องมีเกือบ 3 ล้านบาท รวมตัวรถและค่าทำ นี้คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เราเห็น
Evo7 เพราะรถ Evo 7-8
ตัวถัง Cedia รถใหม่ทำใหม่ทั้งคันราคาอยู่ประมาณ 2.2-2.4 ล้านบาทครับ

เรื่องอุปกรณ์และของแต่งไม่มีปัญหาอยู่แล้วสำหรับมีเต็มไปหมดไม่ว่าของใหม่หรือของมือสองอู่ที่รับซ่อมแซมก็หาได้ไม่ยาก
อย่างไรก็ดีราคา 2ล้านกว่าบาทสำหรับแปลง และ 4 ล้านกว่าสำหรับรถนำเข้าทั้งคันทำให้คุณมีตัวเลือกมากมาย
ก็แล้วแต่ชอบก็แล้วกันครับ หากคุณชอบเครื่อง Boxer อัตราเร่งดี ความเร็วปลายสูง
การเก็บเสียงดี New STI นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ แต่คุณควรจะมีรถอย่างน้อย
1 คันอยู่แล้วสำหรับใช้งานทุกวัน เนื่องจากรถคันนี้เป็นเกียร์ manual ยังไงก็ตามสำหรับคนที่กำลังสนใจระหว่าง
Evo7 และ New STI หวังว่าทั้งสองบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์กับท่านทั้งหลายครับ
แล้วพบกันใหม่ในโอกาสหน้าครับ
สนใจ impreza WRX STI ติดต่อ 02-936-6396
Article By Narun Lee

ขอขอบคุณอู่ซ่อมสีและตัวถังคุณภาพ 4 garage ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายภาพ
Acceleration
อัตราเร่งทันใจมาก แม้ว่าจะดึงไม่หนักเท่าที่คาดไว้และดึงน้อยกว่า
Evo7 แต่ดูอัตราเร่งจริงๆแล้วคิดเป็นวินาทีก็ไม่ได้แพ้ใครในเครื่อง
2000 |
9 |
Top Speed
Topspeed ถูก lock ไว้ที่ 180 แต่ความเป็นจริง ทะลุ 240 แน่นอน |
? |
Handling
ช่วงล่างนอกแนวหนึบหนับมากกว่ากระเด้งกระดอน ไม่กระแทกกระทั้นอย่างที่คิด
แต่ก็เกาะไม่แพ้ใครในทุกช่วงความเร็ว แรงบิดที่มากขึ้นทำให้สามารถดันรถให้ออกจากโค้งได้ง่ายขึ้น
|
9 |
Brake
Brembo อีกแล้ว ของเดิมก็แสนจะยอดเยี่ยมอยู่แล้วไม่ต้องไปดิ้นรนเปลี่ยนให้เสียตังค์ |
9 |
Looks
รูปร่างภายนอกดูดีขึ้นมากหากเทียบกับตัวก่อนและก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนหาว่าเอารถจ่ายกับข้าว
ไปใส่ spoiler |
7.5 |
Comfort
สบายกว่าที่คิด หากเทียบกับรถประเภทเดียวกัน การเก็บเสียงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
clutch และช่วงล่างก็ไม่ได้แข็งจนน่าเกลียด |
7 |
Daily Usage
หากจะใช้งานทุกวันก็สามารถทำได้ถ้าใจรัก แต่ก็คงไม่เหมาะที่จะเอาไปใช้ในชั่วโมงเร่งด่วนซักเท่าไร |
7 |
Value
ออกจะแพงไปซักนิดเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็นรถแปลงเหมือนกันแต่ performance
ไม่แตกต่างกัน หากเป็นรถแท้ทั้งคู่ราคาก็ไม่แตกต่างกันเท่าไร อยู่ประมาณ
4 ล้านบวกๆ
|
5.5 |
More Pictures


|