Test Drive: Mercedez Benz SL500
Yes, it's the "Paradon" car...



          จริงๆแล้ว ท่านเจ้าของได้รถคันนี้มาก็นานโข ว่าจะเอามาเขียนถึงอยู่ตั้งหลายครั้ง แต่ว่าก็ไม่ได้เขียนซะที เพราะมัวแต่สนองนโยบายสินค้า OTOP ของรัฐบาล ที่ให้แปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้า นั้นก็คือการดองสินค้า ก็ดองมานานจนเค็มได้ที่นี่แหละครับ ถึงได้เอามาเขียนถึงกัน สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกถึงแม้จะไม่ค่อยเกี่ยวก็คือ เป็นที่น่าแปลกที่พอขับรถคันนี้ไปที่ไหน คนที่เห็นจะเข้ามาถามว่านี่รถเบนซ์รุ่นภราดรหรือเปล่า แถมไม่ใช่โดนถามแค่ครั้งเดียว แต่ไม่ว่าขับไปที่ไหน ไม่ว่าจะเป็น car care ร้านกาแฟ ร้านอาหารเพื่อน คำถามที่ได้ยินก็คือนี่ใช่รุ่นภราดรหรือเปล่า จนตอนนี้ถ้ามีคนถามว่านี่เบนซ์รุ่นอะไร ผมจะบอกไปว่ารุ่นภราดร เพราะตอนแรกผมก็เคยบอกว่ารุ่น SL500 แต่พอบอกไปแล้วทำหน้างงๆก็ต้องบอกต่อว่ารุ่นที่ภราดร หรือ พี่บอลขับไง นั้นแหละคนถามถึงจะถึงบางอ้อ เอาเป็นว่าถ้าวันหนึ่งมีโอกาสคุยกับผู้บริหาร DaimlerChrysler (Thailand) เดี๋ยวจะไปเสนอว่าให้เปลี่ยนรถรุ่นนี้ไปเป็นชื่อรุ่นภราดร คนไทยจะจำได้ง่ายกว่าเยอะ เพราะปัจจุบัน Benz มีหลาย class เยอะยังกะเก้าอี้โรงหนัง เวลาไปเลือกที่นั่งหน้า counter แต่จะทำให้ขายดีขึ้นรึเปล่านี่ผมไม่รู้



โดยปัจจุบัน SL 5th generation มีนำเข้ามาขายทั้งหมด 3 รุ่นผ่านทาง DaimlerChrysler โดยได้แก่ SL350 SL500 และแรงสุด SL55 AMG โดยไอ้สองรุ่นแรกนี่ช่วงหลังๆ ยังมีให้เห็นเยอะหน่อย แต่ว่าไอ้เจ้า SL55 AMG นี่เคยเห็นแค่ 2 คันคือสีเงิน 1 คัน สีดำ 1 คัน ส่วนที่ผ่านทางผุ้นำเข้าอิสระนี่ไม่รู้ แต่คาดว่าคงมีไม่ถึง 10 คัน เพราะราคาแพงบ้าเลือดระดับ 16 ล้านกว่าๆ

ซึ่งเศรษฐีบ้านเราเห็นราคาแบบนี้ก็หนีไปซื้อ Porsche 911 Turbo หรือไม่ก็เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยซื้อ Ferrari F360 Modena กันหมด เคยถามคนที่ขับ Ferrari เหมือนกันว่าไม่สน SL55 AMG บ้างเหรอ ส่วนใหญ่จะบอกว่ามันแพงไป แถมขับแล้วไม่รู้หรอกว่ามันแตกต่างจาก SL500 ตรงไหน ไอ้เรื่องแรงหนะยอมรับ แต่ว่าขับFerrari หรือ Porsche แล้วดูหล่อกว่าเยอะ อันนี้ก็นานาจิตตังครับ แต่ถ้าเอามาให้ผม ผมเอาหมดแหละ


Engine Aluminum V8 SOHC 3 Valve/Cylinder
Cylinder Capacity 4,966 cc
Max. Power 306 bhp @ 5,600 rpm
Max. Torque 460 Nm (339 lb-ft) @ 2,700 - 4,200 rpm
Weight/Power Ratio 61.62 bhp / litre
Transmission FR
Gear Box 6-Speed Automatic
0-100 6.2 sec
0-400 - sec
0-1000 - sec
100-0 - sec
Top Speed 250 km/h (limited)
Length 4,535 mm
Width 1,815 mm
Height 1,298 mm
Weight 1,845 kg


Exterior



ต้องสารภาพว่าครั้งแรกที่เห็น SL500 เมื่อเกือบๆ 2 ปีก่อนในงานแสดงรถ แถบจะเป็นลมเพราะว่ามันสวยเหลือเกิน ดูดีกว่า SL เก่าแบบหน้ามือเป็นหลังตีน เส้นสายดูsmooth ขึ้นตั้งแต่หน้าจรดหลัง ติอยู่อย่างเดียวคือมันแพงมหาโหด สิ่งที่ประทับใจอันดับหนึ่งก็คือผมชอบรถที่มีระบบ Vario Roof (หลังคาแข็งพับได้) ชอบมาตั้งแต่ใน SLK แล้ว สิ่งต่อมาก็คือมันไม่ได้เป็นรถที่มีภาพลักษณ์ของรถสปอร์ตที่ให้อาเสี่ยพุงพลุ้ยขับอีกต่อไป วัยรุ่นก็ขับได้

ทางด้านหน้าเห็นปุ๊บก็รู้ว่าเป็น Benz กระจังหน้าเป็นเหล็กสี่ใหญ่คล้ายรุ่นที่แล้วพร้อมทั้งแปะ logo Benz อันเท่ากะทะหอยทอด สงสัยกลัวคนจะไม่รู้ว่าเป็น Benz ไฟหน้าแบบเลนช์ใสทรงเลขแปด เป็นแบบ Bi-Xenon มาให้จากโรงงาน เหมือนกับ C-Class แต่ดูเพรียวกว่า พร้อมกับระบบฉีดน้ำล้างโคมไฟหน้า ฝังอยู่ในกันชน
ทางด้านนั้นดูเพรียวกว่าเดิมเยอะมากทั้งๆที่ตัวรถมีมิติใหญ่ขึ้นอันนี้ต้องชมคนออกแบบว่าทำได้ดีจริงๆ ไม่เหมือนกับรถบางยี่ห้อที่ยิ่งออกใหม่ยิ่งใหญ่จนเหมือนกับลูกระเบิด



ทางด้านข้างหากนำมาจอดคู่กับ SL เก่า แถบอยากจะเอา SL เก่าไปถ่วงน้ำเพราะมันดูเก่าน่าเกลียดขึ้นมาทันที อันนี้ว่าไม่ได้เพราะออกแบบต่างกันตั้ง 12 ปี
เส้นขอบประตูที่ลาดขึ้นไปทำให้ตัวรถดูสปอร์ตขึ้นมากถึงมากที่สุด แก้มหน้าถูกฝังไว้ด้วยครีบระบายความร้อนตามเอกลักษณ์ของ SL กระจกมองข้างแน่นอนว่าต้องมีไฟเลี้ยวตามสไตล์ โดยทาง Benz โฆษณาว่ามันทำให้ผู้ร่วมทางเห็นได้ชัดเจนขึ้น อันนี้จริงหรือเปล่าผมไม่ทราบ ทราบแต่ว่าเวลาที่มันโดนรถคันอื่นพาไปเนี่ยคุณเสียตังค์มากขึ้นแน่นอน



ล้อแม็กให้มาขนาดเท่ากันทั้งล้อหน้าและล้อหลังคือเป็นแบบ 17 นิ้วกับยางขนาด 255/45 R17 ซึ่งหน้าตาธรรมดาๆ ไม่ได้ดูสวยอะไร ถ้าอย่างจะเท่ห์ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเป็น option เสริม โดยคราวนี้จะได้ ล้อขนาด 18 นิ้ว ของ AMG หน้าหลังต่างขนาดกัน ซึ่งไม่ได่เพิ่มเงินแค่ไม่กี่หมื่น แต่ว่าต้องเป็นหลักแสน คนส่วนใหญ่เลยยอมใส่ล้อเดิมๆ ถ้าไม่พอใจก็ไปใส่ของยี่ห้ออื่นแทนซึ่งราคาก็ไม่ได้ถูกกว่ากันสักเท่าไร อย่างว่าแหละครับอยากหล่อก็ต้องเสียตังค์เสริมสวยกันหน่อย

ทางด้านท้าย ไฟท้ายก็ทรงเหมือนกับ Benz ทั่วไปคือทรงตัว D แต่ว่าในรุ่นนี้จะเป็นกรอบแดงหมดทั้งอัน แต่ถ้าเป็น SL55 AMG จะเป็นแถบสีดำคาดยาวตรงไฟเลี้ยวกับไฟถอย หลอดไฟเบรกเป็นแบบ LED ตามสมัยนิยม ท่อไอเสียทรงรีปล่อยออกมาทั้งสองฝั่ง แต่ถ้าเป็น SL55 AMG จะเป็นสีท่อ โดยปลายท่อไอเสียเป็นทรงกลม ซึ่งจะเพิ่มความดุดันไปอีก



สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ SL ตัวนี้ก็คือมันสามารถเป็นทั้งรถ coupe และ roadster ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยใช้เวลาเพียง 16 วินาที น้อยกว่า SLK ซะอีก ข้อเสียก็คือคุณไม่สามารถพับหลังคาได้ขณะที่รถเคลื่อนที่ นอกจากนี้หากจะผับเก็บหลังคาจำเป็นที่จะต้องดึงผ้าใบที่อยู่ในฝากระโปรงหลังให้มา lock เรียบร้อยก่อนมิฉะนั้นจะไม่สามารถพับหลังคาเก็บได้ ไอ้ผมครั้งแรกก็กดอยู่ตั้งนาน เข้าเกียร์ P ก็แล้ว เหยียบเบรกก็แล้ว ทำไมถึงยังไม่ยอมพับอีก จนต้องไปเปิด manaul ถึงจะฉลาดขึ้น ซึ่งหลังคามาตรฐานจะเป็นเหล็ก ถ้าอย่างเทห์ไม่กลัวร้อนก็ต้องจ่ายตังค์เพิ่มเพื่อเปลี่ยนหลังคาเป็นแก้ว คราวนี้แหละเท่ห์แน่ แต่ร้อนชิบ




ห้องเก็บของใต้ฝากระโปรงท้ายนั้นทาง Benz โฆษณาว่ามีความจุมากขึ้น แม้ว่าจะพับเก็บหลังคาแล้วก็ตามก็ยังใหญ่กว่ารุ่นที่แล้ว ซึ่งถ้าวัดจากปริมาตรความจุมันก็จริงอยู่หรอก แต่ถ้าจะเอามาใส่ของชิ้นใหญ่ๆยาวๆ ผมก็ยังยืนยันว่ารุ่นที่แล้วใส่ได้มากกว่า โดยรุ่นที่แล้วผมสามารถเอาถุงกอล์ฟใส่ลงไปได้สองถุง ซึ่งจะเต็มพอดีในกรณีที่ไม่ได้พับเก็บหลังคา แต่พอรุ่นนี้ไม่ว่าผมจะพยายามด้วยปัญญาอันน้อยนิดของผมยังไงก็ไม่สามารถเอาถุงกอล์ฟลงไปได้สองถุง จะตะแคงก็แล้ว วางตามยาวก็แล้ว ตามขวางก็แล้วมันก็ใส่ได้แค่ถุงเดียว สาเหตุก็เพราะว่าห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายของรุ่นนี้มันมีส่วนเว้าส่วนโค้งมาก ไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมเหมือนกับในรุ่นที่แล้ว เอาเข้าจริงๆก็เลยไม่สามารถเอาอะไรชิ้นใหญ่ๆใส่เข้าไปได้ สรุปถ้าขับคันนี้ไปออกรอบก็ต้องไปคนเดียว ไม่สามารถไปพร้อมกับเพื่อนได้ ไม่งั้นก็ต้องให้เพื่อนนั่งกอดถุงกอล์ฟไป ยิ่งถ้าพับหลังคานี้ยิ่งแล้วใหญ่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ๆนี่ลืมไปได้เลย


Interior



ภายในโดยรวมออกแบบได้สวยงาม และ แน่นอนว่ารถระดับ top ของ Benz ภายในสามารถเลือกตกแต่งได้ตามใจผู้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นสีเบาะ วัสดุหนังที่ใช้ทำเบาะ สี console อุปกรณ์ที่ใช้ตกแต่ง console สามารถเลือกใส่ได้ตามทุนทรัพย์ ห้องโดยสารมีขนาดความกว้างมากกว่าตัวเก่าอย่างเห็นได้ชัด นับว่าเป็นรถสปอร์ตที่นั่งสบายที่สุดรุ่นหนึ่ง แถมยังมีที่เก็บของตามหลืบตามซอกอีกเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นข้างประตูทั้งสองฝั่ง ใต้ console หน้า console กลาง

โดยภายในของคันนี้เลือกสีเบาะเป็นสีแดง พร้อมระบบปรับไฟฟ้า 12 ทิศทางมี memory 3 จุด พร้มกับระบบนวด กันคนขับเมื่อยยามต้องเดินทางไกลๆ โดยใช้หนัง nappa ซึ่งเนื้อของหนัง nappa นี้จะละเอียดนุ่มน่านั่ง ยิ่งกว่านั่งตักสาวๆ มหาลัยซะอีก console และหน้าปัทม์ถูกออกแบบมาสำหรับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนกับ ฺBenz ทุกรุ่นก็คือสีของหน้าปัทม์ ซึ่งสีหน้าปัทม์ของ SL จะเป็นสีฟ้าออกม่วงให้อารมณ์เกย์ๆ แน่นอนว่าต้องเป็นแบบ optitron พวงมาลัยทรงสี่ก้านพร้อมระบบ multi-function ดูธรรมดาๆ แผง console เอียงลาด โดยข้างบนเป็นเครื่องเสียง ที่หากจะต้องการให้เป็นระบบ command ด้วยต้องเสียตังค์เพิ่มเอาเอง ถัดลงมาเป็นระบบปรับอากาศ ซึ่งต้องขอชมคนออกแบบที่สามามรถออกแบบให้หน้าตาดูดี มีราศีแต่สามารถใช้งานได้ง่าย ขนาดปัญญาลิงแบบผมดูปุ๊บก็รู้ว่าต้องเปิดปิดยังไง



ถัดลงมาเป็นคันเกียร์หน้าตาธรรมดา มาพร้อมกับระบบเปลี่ยนเกียร์เองได้ตามสมัยที่เบนซ์ตั้งชื่อว่า ระบบone-touch (ชื่อยังกับถุงยางอนามัย) โดยหากต้องการเพิ่มเกียร์ก็ดึงคันเกียร์เข้ามาหาตัวเองทางขวา หากต้องการลดเกียร์ก็ให้พลักออกไปทางซ้าย โดยบนหัวเกียร์มีปุ่มสตาร์ท หากต้องการสตารทก็เหยียบเบรกแล้วกดปุ่ม ไม่ต้องอาศัยการปิดกุญแจ (แต่ยังต้องเสียบกุญแจอยู่นะครับ) ถ้าจะไม่ต้องเสียบกุญแจ ต้องเพิ่มเงินสำหรับ option keyless go คราวนี้จะเป็นการ์ดแทน ไม่ต้องใช้กุญแจอีกต่อไป ซึ่งก้ต้องเพิ่มเงินอีกเป็นแสนเหมือนกัน รอบๆคันเกัยร์เป็นพวกปุ่มเปิดปิดระบบelectronic ต่างๆ รวมถึงที่ปรับกระจกมองข้าง โดยที่เปิดปิดหลังคาจะอยู่ถัดลงมาติดกับที่วางแขน



สิ่งที่ผมไม่ชอบอย่างรุนแรงก็คือลายไม้ที่กระจายหลอกหลอนอยู่รอบคัน ดูแล้วขัดหูขัดตาเป็นที่สุด ยิ่งคันนี้รถสีดำเบาะสีแดงยิ่งหน้าเกลียดเข้าไปใหญ่ แทนที่จะเลือกใส่ลาย aluminium เหมือนกับ SL55 AMG เพราะไหนๆสีเบาะก็ใช่แล้ว ข้องใจมากจนอดรนทนไม่ได้ต้องไปสอบถามท่านเจ้าของว่าทำไมถึงเลือกแบบนี้ ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ทราบเหมือนกัน เพราะซื้อดาวน์ต่อมาจากเจ้าของคนแรกอีกที

ที่นั่งด้านหลังเป็นแบบ dog-seat ถ้าอยากจะนั่งก็ได้ แต่คงต้องขดกันเป็นลูกบอล ซึ่งจริงๆแล้วเหมาะแก่การเอาไว้วางของมากกว่าที่จะให้คนนั่ง เท่าที่ไปลองนั่งดูเอง ยอมรับว่าหากต้องนั่งอยู่ข้างหลังเกินกว่า10 นาทีผมยอมขึ้นรถเมล์ตอนชั่วโมงเร่งด่วนดีกว่าครับ


Engine



เครื่องยนต์ของ SL500 เป็นเครื่อง V8 ขนาด 5000 cc. หายใจเองไม่ได้พึ่งระบบอัดอากาศเหมือนกับ SL55 AMG มีแรงม้าแค่ 306 แรงม้า อย่างไรก็ดีจุดเด่นของเครื่องตัวนี้คือ มีแรงบิดให้ใช้ตั้งแต่ในรอบต่ำๆ ซึ่งสามารถพาตัวถังหนักระดับน้องๆช้าง ให้วิ่งไปข้างหน้าโดยไม่อืดอาดเท่าไร (ที่ผมบอกว่ามันน้องๆช้างก็เพราะว่ามันหนักเกือบ 2 ตัน) โดยแรงม้าทั้งหมดถูกส่งผ่านลงสุ่ล้อหลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 5-Speed มีระบบ electronic ยุบยับเต็มไปหมดตามสไตลืรถเยอรมัน เอาเป็นว่าผมไม่ได้คาดหวังว่าจะปรู๊ดปร๊าดตั้งแต่แรกแล้วเมื่อเห็นแรงม้าต่อน้ำหนัก แต่อย่างจะรู้ว่ามันดีกว่าตัวเก่าขนาดไหนเเอาเป็นว่าเดี๋ยวไปลองกันแล้วจะรู้


Testdrive



เสียบกุญแจ เหยียบเบรกค้างไว้ กดปุ่มสตาร์ท ใช้เวลาประมาณ 1 วินาทีกว่าเครื่องยนต์ก็ติด ยอมรับว่าเป็นเครื่อง V8 ที่เงียบมากๆ ยิ่งเวลาที่ปิดประตูแล้วยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่ ลองเหยียบคันเร่งสองสามครั้ง ผลที่ได้รับก็ยังเหมือนเดิมคือเงียบสนิท ไม่ได้ให้เสียงที่รู้สึกตื่นเต้นอยากให้กระทืบคันเร่ง เหมือนกับพวกเสียงเครื่อง V8 ของรถอิตาลี อย่างว่าแหละครับมันเป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้ขับกินลมชมวิว เวลาเดินทางไกลๆมากกว่าที่จะเป็นรถสปอร์ตแนว hardcore ที่ไว้ขับเพื่อความมัน

เมื่อลองนั่งดูจะรู้สึกได้เลยว่าเบาะมันนิ่มจริงๆ ภายในกว้างขวางระดับที่คนสองคนตัวใหญ่สามารถนั่งได้อย่างสบายๆ ไม่รู้สึกอึดอัด head room และ leg room มีมากขึ้นแบบรู้สึกได้ เมื่อปรับทุกอย่างเข้าที่แล้วก็ดึงเกียร์มาที่ตัว D เพื่อเอาเจ้า SL500 ออกไปขับเล่นดู performance กัน

การใช้งานในเมืองสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำครับว่าสอบผ่านแบบสบายๆ เหมือนกับเอาเด็กมหาลัยไปทำข้อสอบเด็กประถม เกียร์ออโต้แบบ 5-Speed ทำงานได้อย่างนุ่มนวล แป้นคันเร่งและแป้นเบรกทำงานด้วยระบบไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า drive by wire ทำให้แตะเพียงนิดเดียวก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้าแล้ว เครื่องยนต์ขนาด 5 ลิตรสามารถพาตัวถังที่หนักเกือบ 2 ตันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างไม่อืดอาด พวงมาลัยเบาหวิว และค่อนข้างไวพอสมควรซึ่งก็เหมาะแก่การขับในเมือง



ตำแหน่งการนั่งที่ถึงแม้ว่าพอนั่งลงไปจะต่ำว่าตัวที่แล้วแต่ มุมมองต่างๆถือว่าดีขึ้นและเมื่อเทียบกับรถสปอร์ตทั่วไปๆก็ถือว่าดีมากๆ ไม่มีมุมอับมากนักกระจกหลังขนาดใหญ่แม้ว่าจะลาดลงแต่ก็ไม่ได้ทำให้ทัศนะวิสัยเลวร้ายแต่อย่างใด ถ้าจะให้ติก้คือความยาวหน้ารถที่ค่อนข้างยาวมากเวลาตีวงเลี้ยวในซอยแคบๆจะค่อนข้างน่าหวดเสียวพอสมควร คราวนี้แหละครับถึงพึ่งเห็นประโยชน์ของระบบช่วยจอดทั้งหลาย

การเก็บเสียงดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นการปรับปรุงก็คือระบบหลังคาแบบ Vario Roof ที่เมื่อตอนเป็น hardtop ในรุ่น SLK เวลาวิ่งผ่านถนนที่ไม่ค่อยเรียยบจะมีเสียงก๊อกแก๊กให้รำคาญ แต่พอเป็น SL 500 เสียงเหล่านี้ได้หายไปซึ่งทำให้รู้สึกมีความสุขขึ้นอีกเยอะ นอกจากนี้เวลาฝนตกหนักๆก็ไม่มีการรั่วซึมของน้ำตรง Pillar A ที่รอยต่อเชื่อมกับหลังคาเหมือนกับใน SL รุ่นที่แล้ว

ระบบปรับอากาศทำงานได้ดีครับ เย็นจัดประหยัดไฟแต่ว่ายังคงมีเสียงทีดังเมื่อเปิดพัดลมสุดๆเหมือนเดิม ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมันต้องดังถึงขนาดนั้น เพราะเวลาเปิดสุดมันแถบจะเหมือนกับไปยืนอยู่ใกล้ๆเครื่องบิน



ที่เห็นได้ชัดคือรถคันนี้เวลาขับไปไหนก็ยังสามารถเรียกความสนใจจากผู้พบเห็นและผู้ร่วมใช้ถนนเป็นอย่างดี ประมาณว่าทำให้ผมหน้าตาดูดีมีราศีขึ้นอีกพอควรทั้งๆที่ปกติหน้าตาเหมือนกับคนขับรถ (ถ้าเป็น S500 หรือ Series 7 ก็จะยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่)

ลองวนเล่นในเมืองอยู่สักพักจนชินกับรถก็ตัดสินใจที่จะเอาเจ้า SL500 ไปลอง performance ดู มีอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกคือด้วยความที่ขอบกระจกตรงประตูมันลาดลง ทำให้เวลาเปิดกระจกจ่ายตังค์ค่าอะไรก็แล้วแต่ทำให้ต้องเอื้อมมือออกไปมากเป็นพิเศษ อันนี้เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวครับ สงสัยผมจะตัวสั้นแขนสั้นเองด้วย

เมื่อเจอถนนว่างๆ จอดรถจนหยุดสนิทแล้ว กระแทกคันเร่งลงไปจนหมดระบบ Traction Control ทำงานทันทีไม่มีเสียงล้อฟรีให้ได้ยิน เสียงเครื่องยังคงเงียบไม่มีอาการโวยวายให้ได้ยิน ผมได้แต่นั่งหน้าเบ้เพราะเสียงมันไม่เร้าใจเอาซะเลย รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แบบเรื่อยๆ แรงดึงพอสัมผัสได้จางๆ อย่างไรก็ดีต้องถือว่าโอเคแล้วละครับ เมื่อเทียบน้ำหนักตัวที่หนักอึ้งระดับน้องๆช้าง ใช้เวลาประมาณ 6 วินาทีกว่าๆ ในการทำเวลา 0-100 km/h ซึ่งช้ากว่า M3 และ 911 Carrera 2 อยู่ก้าวนึง เข็มความเร็วกวาดขึ้นแบบเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ช้า และ ใช้เวลาไม่นานในการทำความเร็วให้ทะลุ 200 km/h สิ่งที่น่าประทับใจไม่ใช่อัตราเร่งแต่คือการเก็บเสียง ณ ระดับความเร็วอย่างนี้เสียงลมในห้องโดยสารยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรถเปิดประทุนทั่วๆไป ยิ่งเมื่อเทียบกับตัวที่แล้วยิ่งแล้วใหญ่ เพราะตัวที่แล้วเมื่อเกิน 200 ใครโทรมา ทุกคนแถบจะนึกว่าผมอยู่ริมทะเลไปซะได้ เพราะต้องตะโกนคุยกัน



ใช้เวลาไม่นานก็ไปถึงระดับความเร็ว 250 km/h ซึ่งถูกล็อกไว้ตามกฏหมายประเทศเยอรมันนี นับว่าสอบผ่านครับสำหรับอัตราเร่ง ไม่ได้ดีเด่นอะไร แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่แบบว่าสวยแต่รูปจูบไม่หอมเหมือนในรถบางรุ่น สิ่งที่โดดเด่นของ SL500 ในความคิดผมก็คือช่วงล่างและการเกาะถนน คือถ้าเป็นโฆษณษทาง TV ก็ต้องพูดว่า “โอ้....พระเจ้าคุณทำได้อย่างไรจอร์จ...มันยอดมากจริงๆ” คือรถสามารถรักษาความนิ่งไว้แบบแนบสนิทสนมกลมกลืนกับผืนโลกแม้จะใช้ความเร็วสูง แต่ก็ยังคงรักษาความนิ่มนวลไว้ได้อย่างดีเยี่ยมตามสไตล์รถอาเสี่ย

อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับระบบ ABC (Active Body Control) ที่จะส่งสัญญาณสภาพพื้นผิวถนน และแรงขับเคลื่อนรวมถึง traction ในแต่ละล้อ ไปที่ระบบช่วงล่างแบบ Electrohydraulic Active Suspension และปรับระบบ hydraulic ของช่วงล่างในแต่ละล้อให้สัมพันธ์กัน และทำให้ SL ยังคงเกาะถนนเหมือนกับตุ๊กแกเกาะเพดานบ้าน แถมยังปรับให้ความแข็งของช่วงล่างเหมาะสมกับสภาพถนนจนมันนิ่มเหมือนกับขับรถบ้านทั่วๆไปแม้จะใช้ความเร็วสูงๆก็ยังคงนิ่มแต่ไม่ยวบยาบจนน่ากลัวบนพื้นถนนที่ไม่ค่อยเรียบของกรุงเทพมหานคร

ลองเอารถพุ่งเข้าไปในโค้งด้วยความเร็วสูง รถมันก็วิ่งเข้าไปเหมือนกับก้อนอิฐที่เวลาคุณไถมันไปกับพื้นนั้นแหละ คือถ้าจะให้พูดมันเหมือนกับรถวิ่งเข้าไปตรงๆทังคัน มันทื่อๆยังไงก็ไม่รู้ ไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้นให้รู้สึกได้ แถบจะไม่ต้องใช้ฝีมือในการเข้าโค้งแต่อย่างใด เพราะระบบ ABC จะควบคุมทุกๆอย่างให้เหมาะสมของรถอยู่แล้ว ไม่มีทั้งอาการ understeer หรือ oversteer ให้รู้สึกเหมือนกับรถ FR ทั่วๆไป เป็นรถที่ขับง่ายมากๆแม้ว่าจะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงก็ตาม นี่ขนาดให้ล้อแค่ 17 นิ้วยังเกาะขนาดนี้ ถ้าเป็นล้อ 18 ไม่ต้องพูดถึงเลย เกาะติดหนึบยิ่งกว่าเวลาแฟนเกาะคุณซะอีก ผมลองพยายามทุกทางแล้วที่จะทำให้รถมันเสียอาการ ไม่ว่าจะทำยังไงก็ยังคงนิ่งสนิท จนหมดปัญญา ในความคิดผมคนที่ขับรถคันนี้ให้คว่ำได้ต้องเก่งมากๆทีเดียว



ถ้าหากอยากจะแสดงฝีมือในการควบคุมรถแนะนำให้ปิดระบบ ABC โดยกดปุ่มตรง console เกียร์ครับ แล้วระบบจะลดการควบคุมตัวรถลง ให้ผู้ขับได้แสดงฝีมือบ้าง อย่างไรก็ดีเท่าที่ลองปิดดูรถก็ยังควบคุมง่าย เข้าโค้งไปก็ยังทื่อๆ ไม่ได้มีอาการ oversteer ให้รู้สึก ไม่ได้แสดงอาการพยศเหมือนกับพวกรถ sport แท้ๆที่เวลาใช้ sport mode แล้ว character รถเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีน

อีกอย่างก้คือระบบเบรกที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า มันยิ่งทำให้รถคันนี้ปลอดภัยเข้าไปใหญ่โอกาศที่คุณจะไปชนท้ายคันอื่นนี่ผมแทบไม่เห็น ไม่ต้องใส่ยาง Turanza ER60 ก็เบรกอยู่ไม่ต้องกลัวจะไปชนหมาที่โดดออกมาฆ่าตัวตายประชดชีวิตที่ไหน

โดยระบบเบรกของ SL จะประเมินผลตั้งแต่ความเร็วในการยกเท้าออกจากคันเร่งหากคุณยกเร็วเท่าไรระบบก็จะยิ่งคิดว่ามันฉุกเฉินมากขึ้นเท่านั้น และเตรียมปรับแรงกดเบรกให้มากขึ้นก่อนที่คุณจะเหยียบแป้นเบรก และเมื่อคุณเหยียบแป้นเบรกลงไป ระบบก็จะประมวลผลถึงน้ำหนักและความเร็วที่ขึ้นกดลงมาเพื่อประเมินว่าการเบรกครั้งนั้นๆมันฉุกเฉินแค่ไหน และปรับการเบรกให้เหมาะสมกับสภาพสถานนการณ์ที่สุด โดยไม่ให้รถมีอาการหน้าทิ่มท้ายโด่งให้เห็น ทำให้ทุกๆครั้งที่เบรกยังคงนิ่มนวล คิดดูก็แล้วกันครับว่ามันฉลาดขนาดไหน



เท่าทีลองดูก็พอจะรู้สึกได้ครับ แม้ว่าจะไม่ชัดเจนแต่สิ่งที่รู้สึกก็คือรถไม่มีอาการหน้าทิ่มไปข้างหน้ามากเหมือนกับรถทั่วๆไปเวลาที่เบรกอย่างรุนแรง ข้อเสียก็คือระบบมันไม่ได้เพื่อมาสำหรับรถคันข้างหลังที่ตามมาดังนั้น ข้างหลังจะหยุดอยู่เหมือนกับที่เราหยุดหรือเปล่านี่ก็ต้องลองดูครับ

ลองเบรกแรงๆหลายครั้งอาการ fade ของเบรกพอจะเห็นบ้างแม้จะไม่มากนัก ถ้าขับในชีวิตประจำวันคงไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะเอาไปวิ่งเล่นใน circuit แนะนำว่าเปลี่ยนจะดีกว่าครับ ทางด้านระบบความร้อนไม่มีปัญหา อัดแถบตายเหยียบซะเละเทะขนาดนั้นเข็มความร้อนก็ยังคงนิ่งสนิทหายห่วง


สรุป



เท่าที่ลองขับดูข้อดีก็คือเวลาคุณขับรถคันนี้คุณจะรู้สึกว่าคุณเก่งอย่างกับนักแข่ง มีความมั่นใจขึ้นอีกเยอะ ไม่กลัวโค้งกล้าที่จะโยนรถเข้าไปในโค้งด้วยความเร็วสูงๆ เท่าที่เอารถวิ่งด้วยความเร็วสูงเป็นระยะทางยาวๆไปกลับกรุงเทพต่างจังหวัด นับว่าเป็นรถที่ขับสบายรุ่นหนึ่งครับ รถขับง่ายเบาะนั่งสบาย แถมยังมีระบบนวดในตัวยิ่งทำให้รถรุ่นนี้เหมาะแก่การจะขับไปเที่ยวไกลๆ ไม่เหมือนกับรถสปร์ตบางรุ่นที่ขับทีกลับบ้านแถบจะสลบ

ข้อเสียก็คือมันไม่มันเลยหากคุณเป็นคนที่ชอบปราบพยศรถหรือแสดงฝีมือในการขับขี่ ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เอาเป็นว่ารถคันนี้ผมไม่รู้จะติอะไรละกันทั้งๆที่ปกติบางคนบอกว่าผมมันเป็นอีลูกช่างติ

ศูนย์บริการนี่ไม่ต้องห่วงครับยุบยับเต็มไปหมด ซื้อจาก dealer ที่ไหนก็ซ่อมที่นั้นแหละครับ มีบริการ starcare ตั้ง 3 ปี ซ่อมฟรี ถ้ามีอะไรเสียก็เปลี่ยนให้ (ซึ่งจริงๆแล้วรถสมัยใหม่สามปีแรกขับให้ตายยังไงก็ไม่เสีย แต่พอหมด warranty แล้วนี่สิเริ่มมาแล้ว)



เรื่องรูปร่างหน้าตานับว่าหล่อเลยละครับขับไปไหนคนก็มอง ยิ่งถ้าใส่ bodypart สวยๆกับล้อแม็กนี่ยิ่งหล่อขึ้นไปใหญ่ ขนาดขับเดิมๆไปสยามสาวๆยังมองตาเป็นมันเชียว ของแต่งไม่ต้องห่วงครับขึ้นชื่อว่า Benz ไม่เคยขาดแคลนของแต่งไม่ว่าจะเป็นเสิรมหล่อหรือเสริมความแรง ไม่ว่าจะเป็น Brabus, AMG, Lorinser, Carlsson, Kleeman เชิญเลือกกันตามอัถยาศัยและทุนทรัพย์

เอาเป็นว่าใครกำลังหารถสปอร์ตที่สวยดูดี ขับสบายแรงแบบพอถูไถ ขับไปไหนก็ได้ราคาขายต่อไม่ตกหน้าเกลียด ศูนย์บริการเพียบ ของแต่งเยอะ SL500 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ คู่แข่งหลักๆของ SL500 ในระดับราคานี้เห็นจะหนีไม่พ้น Porsche 911 Cabiolet (body 996) กับ Maserati Spyder Cambiasso F1 ซึ่งราคาก็อยู่ในระดับเดียวกันคือ 11 ล้านกว่าบาท แล้วก็ รวมไปถึง Jaguar XK8 ซึ่งเคาะราคาค่าตัวอยู่ที่ 10 ล้านบาทมีถอนนิดหน่อย โดย996 นั้นเลิกผลิตไปแล้วเพราะว่าปลายปีนี้จะมีการนำเข้า 997 เข้ามาจำหน่ายแทน ส่วน XK8 นั้นก็ออกมานานเก่าเก็บเหลือเกิน



ถ้าจะให้พูดถึงความสนุกเท่าที่ลองสัมผัสมาแบบชั่วประเดี๋ยวประด๋าว Maserati กับ Porsche ขับสนุกและให้อารมณ์สปอร์ตกว่า SL500 อยู่เยอะที่เดียว เสียงเครื่องยนต์ของรถทั้งสองคันให้อารมณ์ได้น่าตื่นเต้นกว่า แต่ก็ไม่สะดวกสบายเท่า SL500 (ก็ให้ option ไม่สนน้ำหนัก แม้แต่เบาะนวดแบบ S-Class ยังมีให้) ดังนั้นใครชอบยี่ห้อไหนก็ลองไปติดต่อ dealer ขอทดลองขับดูก่อนก็ได้ครับ รถระดับนี้ผมว่ามันดีทั้งนั้นแหละ แต่ดีไปคนละแบบ ของอย่างนี้มันนานาจิตตังครับ


Article By Narun Lee






Acceleration
เครื่อง V8 ขนาด 5000 cc. อัตราเร่งน่าจะประทับใจมากกว่านี้ แต่นี่กลับออกแนวไปเรื่อยๆ ไม่ได้หวือหวาถ้าคำนึงถึงน้ำหนักรถที่หนักเกือบ 2 ตันก็พอให้อภัยได้ ถ้าจะเอาแรงสะใจคงต้องไปเพิ่มเงินอีก 4 ล้านซื้อ SL55 AMG แทน
7
Top Speed
ถูกล็อกอยู่ที่ 250 km/h ตามฟอร์มเลยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันไปสุดที่เท่าไร แต่ถ้าเอาจริงๆน่าจะได้ถึง 280 นะ
?
Handling
เป็นรถที่ควบคุมง่ายถึงง่ายที่สุด ไม่เคยขับรถอะไรที่ควบคุมได้ง่ายแม้จะใช้ความเร็วสูงในโค้งแบบนี้มาก่อน ต้องยกความดีความชอบให้กับระบบ ABC ที่ทำให้รถนิ่งสนิทไม่มีอาการใดๆในโค้ง
10
Brake
โอ้ว....จอร์จ ระบบเบรกอะไรมันจะฉลาดขนาดนี้ เบรกอยู่แน่นอนแถมยังมีการปรับแรงกดล่วงหน้าก่อนที่คุณจะเหยียบบเรกซะอีก ทำให้รถไม่มีอาการหน้าทิ่มไปข้างหน้าเวลาเหยียบเบรกอย่างรุนแรง แค่นี้ก็เยี่ยมแล้ว
10
Looks
สวยโ-ตร เมื่อเทียบกับตัวเก่านี่ยิ่งแล้วใหญ่ เป็น Benz sport ที่สวยที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นมา แถมหลังคาเหล็กพับได้อีกอะไรมันจะยอดเยี่ยมไปกว่านี้ ถ้าได้ bodypart สวยๆสักชุดกับล้อรับรองสาวๆแย่งกันขึ้นชัวว์
9.5
Comfort
เป็น Roadster ที่ขับสบายที่สุดตั้งแต่เคยขับมา การเก็บเสียงดี เสียงเครื่องยนต์เงียบกริบ เบาะนั่งกว้างแถมยังนุ่มเหมือนกับตักนักศึกษาสาว นอกจากนี้ยังมีระบบนวดให้ในตัวเวลาต้องเดินทางไกลๆ ขับๆ ไปตอนรถติดๆ จะหลับเอาหลายรอบแล้ว
10
Daily Usage
จะไป shopping ดูหนัง ทำงาน สามารถนำ SL 500 ไปได้อย่างสบายเกียร์ออโต้ทำงานได้อย่างนุ่มนวล ตัวรถไม่เตี้ยมากทำให้สามาถขับผ่านลูกระนาดได้โดยที่ใต้ท้องรถไม่ครูด ข้อด้อยที่พอจะเห็นก็คือหน้ารถที่ยาวทำให้อาจจะกะลำบากบ้างเวลาต้องเลี้ยวในที่แคบๆ แต่ถ้าใช้ไปสักพักก็ชินเอง
9
Value
แพงบ้าเลือดไปในความคิดผมกับราคาค่าตัว 12.5 ล้านบาท ทำให้ราคามันแพงกว่า supercar แท้ๆบางรุ่นเช่น Porsche 911 หรือ Maserati 4200GT ซะอีก แต่เชื่อหรือไม่ว่าตอนที่รถรุ่นนี้เปิดตัวเศรษฐีไทยจองหมดเกลี้ยง
7


More Pictures