|
|
Test
Drive: Honda S2000
Can it stay above all other roadsters?

ก่อนอื่นๆเลยต้องขอสวัสดีปีใหม่ย้อนหลังแก่สมาชิกชาว
Motortoday ทุกคนครับ ขอให้ปีใหม่นี้สมาชิกทุกคนมีความสุขมากๆ หวังสิ่งใดก็จอให้สมหวังในทุกๆเรื่องและปราศจากโรคภัยไข้เจ็บนะครับ
หลังจากที่บทความ Test Drive ห่างหายไปนานกว่า 2 เดือน ซึ่งไม่ใช่ความผิดใครหรอกครับ
เป็นความผิดผมเองที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างมาทดสอบรถหรือนั่งเคาะแป้นพิมพ์สักเท่าไร
เพราะติดภารกิจหลายอย่าง ยังไงก็ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วย เอาเป็นว่าจะพยายามหาเวลาว่างมานั่งพิมพ์บทความให้อ่านกันมากขึ้นละกันครับ
ส่วนพระเอกของเราในคราวนี้ อาจจะไม่ใช่ supercar เหมือนที่ผ่านๆมาก็จริง
แต่ก็มีความน่าสนใจในตัวมันเองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน อีกอย่างคือ เคยมีสมาชิกหลายคนอยากให้เอารถ
sport ของ Honda มาลองบ้าง แล้วเผอิญสบโอกาสเหมาะ ได้มีเวลาไปสัมผัสกับเจ้า
S2000 รถ roadster เพียงหนึ่งเดียวของ Honda เข้าพอดี... คราวนี้ใครที่อยากรู้ว่าเจ้า
S2000 มันขับสนุกไหมให้อารมณ์เป็นอย่างไร ก็ลองอ่านดูละกันนะครับ

มาเริ่มที่ประวัติของเจ้า S2000 กันก่อนดีกว่า ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า 2000
นั้นก็หมายถึงมันออกมาในช่วงใกล้ๆจะเข้าปี millennium โดยทางวิศวกร F1 ของ
Honda ต้องการจะสร้างรถสปอร์ตที่ให้อารมณ์และ technology จากสนามแข่งออกมาให้ขับเล่นบนถนน
โดยผลิตรถ concept ออกมาในรหัส SSM Concept Car หลังจากผลิต concept car
ออกมาสำรวจกระแสตอบรับ ผลที่ได้เป็นที่น่าพอใจ มีคนอยากได้อยู่มากมาย ทาง
Honda เลยตัดสินผลิต roadster ที่มี technology จากสนามแข่ง Formula 1 ออกมาในรหัส
S2000 (แต่เท่าที่ลองดูๆยังหาไม่เจอว่าอะไรที่เอามาจากรถ Formula 1 บ้างนอกจากปุ่ม
start กับหน้าปัดที่เป็น digital) โดยในปีแรกตั้งกำลังการผลิตไว้ที่ 15,000
คัน โดยจะส่งไปขายตลาดอเมริกาที่ชื่นชอบรถประเภทนี้ถึง 5,000 คัน ส่วนส่งมาบ้านเรากี่คันนี่ไม่ทราบเหมือนกัน
รู้แต่ว่าไม่ประสบความสำเร็จในยอดขายอย่างรุนแรง

โครงสร้างตัวถังทาง Honda บอกว่าเจ้า S2000 มันทันสมัยมากๆในสมัยนั้น เพราะเป็น
"hybrid monocoque body" และ "high X-bone frame” แปลให้ฟังแล้วอาจจะงงๆว่ามันมีดีตรงไหน
เอาเป็นว่าไอ้ตัวถังเหล็กแบบนี้ทาง Honda เคลมว่ามันสามารถให้ความแข็งแรงได้เท่าๆกับรถที่มีหลังคาทั่วๆไป
รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง จริงหรือไม่ ไม่สามารถทราบได้ เพราะยังไม่ได้ลองเอาไปชนดู

รูปร่างหน้าตาภายนอกนับว่าออกแบบมาได้โดนใจวัยรุ่นสมัยนู้นจนถึงสมัยนี้พอสมควร
เพราะตอนนั้นเจ้า S2000 แทบจะไร้คู่แข่งสัญชาติเดียวกัน การออกแบบภายนอกตามสไตล์รถ
roadster เด๊ะๆ คือหน้ายาว ตูดสั้นๆ ไม่มีหลังคา และเบาะรวมถึงตำแหน่งที่นั่งคนขับอยู่ใกล้ฐานล้อหลัง
ด้านหน้านับว่าเป็นรถสปอร์ตที่หน้าตาเป็นมิตรมากที่สุดรุ่นหนึ่ง คือดูรวมๆแล้วเหมือนกับรถมันยิ้ม
ไฟหน้าแบบทรงเหลี่ยมดูสวยดี ภายในโคมไฟหน้าเป็นแบบ projector (ของตัวปี 2004
ก็เป็นแบบ projector xenon แต่จุดแตกต่างคือไฟเลี้ยว ในตัวปี 2004 ไฟเลี้ยวจะเป็นดวงกลมๆสีส้มอยู่ภายในโคม
ซึ่งทางเจ้าของคันนี้ก็สั่งมาเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้ใส่ เพราะรอกล่องควบคุมอยู่)
มาพร้อมกับกันชนหน้าที่เปลี่ยนใหม่ไปใช้ของ model ปี2004 จะต่างกับตัว model
ปี 2000 ตรงที่ชายล่างซ้ายขวาของกันชนปี 2004 จะมีเส้นยกขึ้นมา ทำให้ด้านหน้าดู
sport มากกว่าตัวปี 2000 ที่กันชนจะเรียบสนิท

ทางด้านข้างดูดีๆจะเห็นว่ารถมันหน้ายาวๆเรียบๆอีกเช่นเคย คันนี้เปลี่ยน mag
ไปใช้ของ Mugen รุ่น MF10 Mirror Face ขนาด 17 นิ้ว สวยและแพง มาพร้อมกับยาง
Yokohama AVS ES100 เส้นข้างก็เป็นเส้นเรียบๆลากตั้งแต่หลังปลายซุ้มล้อหน้าไปเชิดขึ้นตรงก่อนซุ้มล้อหลัง
ทำให้รถดูเตี้ยกว่าความเป็นจริง โดยไม่ต้องใส่สเกิร์ต ส่วนตัวผมมันก็สวยดี
รถแบบ roadster เนี่ยถ้าจะให้สวยส่วนใหญ่ต้องมองด้านข้าง ตอนเปิดหลังคานี่แหละ

ทางด้านท้ายไฟท้ายเป็นแบบโคมใสมีไฟเบรกกับไฟถอยทรงกลมอยู่ด้านใน ถ้าเป็นตัว
model ปี 2004 ไฟท้ายตรงไฟเบรกรอบๆจะเป็น LED ล้อมเป็นวงกลมตามสมัยนิยม เพิ่มความเป็นสปอร์ต
(เจ้าของสั่งมาแล้วเหมือนกันแต่ยังไม่ได้ใส่) ส่วนกันชนหลังคันนี้เปลี่ยนไปใช้ของปี
2004 เรียบร้อยแล้วครับ จุดสังเกตก็คือมันจะมีเส้นสายตรงขอบด้านข้างกันชนเว้าเข้ามาเหมือนกับด้านหน้า
แล้วก็เว้าตรงปลายท่อไอเสียมากกว่าตัวปี 2000 เอาเป็นว่าเส้นพวกนี้ช่วยแก้ความเลี่ยนได้ดีพอสมควร
ท่อไอเสียออกสองฝั่งตามประเพณีรถสปอร์ต แต่ถ้าในยุคที่มันพึ่งออกก็ถือว่านำสมัยพอสมควรนะ
เพราะว่าในยุคนั้นรถที่ท่อไอเสียออกสองฝั่งส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่รถสปอร์ตเครื่องใหญ่ๆจากยุโรปละก็หมดสิทธ์

เมื่อเปิดกระโปรงหน้าดูจะพบ กกน.สีแดง เฮ้ย ไม่ใช่! เครื่องยนต์ที่วัยรุ่นบ้านเราชอบเรียกกันว่าฝาแดงในรหัส
F20 C วางตามยาว ขับเคลื่อนล้อหลัง ผิดแผกแปลกแยกจากพี่ๆน้องๆชาว Honda ทั่วไปที่มักวางขวางขับเคลื่อนล้อหน้า
โดยไอ้เครื่อง รหัส F20C นี่แหละได้รางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมขนาดไม่เกิน
2000 cc. ตั้งกี่ปีติดไม่รู้จำไม่ได้ แต่ที่แน่ๆคือมันเป็นเครื่องยนต์ NA
ที่ผลิตแรงม้าต่อลิตรได้มากที่สุดในโลกบวมๆใบนี้ คือมีความจุแค่ 1,998 cc.
แบบ Double Over Head Camshaft (DOHC)ใช้ระบบหัวฉีด PGM-FI เหมือนกับที่ใช้ในแมงกะไซค์
125 cc. มีระบบ Variable Valve Timing ที่เรียกกันว่า V-Tec เหมือนกับรถบ้าน
Honda Civic ทั่วๆไป แต่สร้างแรงม้าได้มากถึง 250 แรงม้า ตกแล้วคือลิตรละ
125 แรงม้า มากกว่า Enzo ที่ผลิตได้ 108 ตัวและ 360 ที่ผลิตได้ 111 ตัว)
ถ้านึกไม่ออกว่ามันมากขนาดไหน ลองไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบขวดนมออกมาหนึ่งขวดแล้วนึกดูว่าขวดนมนั้นผลิตม้าได้ตั้ง
125 ตัวนั้นแหละครับ แต่ทุกอย่างมันต้องมีข้อด้อยอยากรู้ต้องอ่านต่อไปเดี๋ยวจะบอก
ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดาแบบ 6 speed ลงสู่ล้อหลัง ช่วงล่างเป็นแบบ double
wishbone ตามสไตล์ Honda ระบบเบรกเป็นแบบ disc brake สี่ล้อพร้อม ABS caliper
เบรกแบบ pot เดียว ไม่ได้เป็น Brembo ครับ
| Engine |
[F20C] L4 DOHC VTEC |
| Cylinder Capacity |
1,998 cc. |
| Max. Power |
250 bhp @ 8,300 rpm |
| Max. Torque |
218 Nm @ 7,500 rpm |
| Weight/Power Ratio |
125 bhp/litre |
แน่นอนว่าเมื่อเป็น roadster คันเล็กจะให้ภายในห้องโดยสารใหญ่เหมือนกับ
Series7 ก็คงไม่ได้ มันต้องออกแนวแคบๆเบียดๆ เหมาะแก่การเอาไปรับสาวๆเป็นที่สุดเพราะมันนั่งได้แค่สองคน
(รับได้เฉพาะสาวหุ่นดีๆด้วย) ไม่ต้องเผื่อรับว่าที่พ่อตากับแม่ยายมาให้เป็นก้างขวางคอ
ไม่มีที่นั่งด้านหลังแม้กระทั่งสำหรับหมา คนตัวใหญ่ๆอาจจะไม่ชอบ วัสดุภายในส่วนใหญ่ที่ใช้มักเป็น
plastic ตามสไตล์รถญี่ปุ่นดูไม่ค่อยสมราคาเท่าไร ยังดีที่ได้แผงประตูข้างกับเบาะนั่งเป็นหนังแบบ
semi-bucket seat ไม่ใช่ของ Recaro เหมือนกับในพวก Type R ทั้งหลาย พวงมาลัยทรงสามก้านขนาดเล็ก
หน้าปัดเป็นแบบ digital ถามว่ามันดูเท่ห์ไหม ตอบไม่ได้ครับ แล้วแต่จะชอบ
แต่ถ้าถามผม ผมกลับไม่ค่อยชอบหน้าปัดแบบนี้มันดูยาก ดูนานๆแล้วปวดลูกกะตา
ขอแบบเข็มโง่ๆดีกว่าอ่านง่ายดี

ที่ถูกใจผมมากที่สุดเห็นจะเป็นสวิชท์ต่างๆของวิทยุมันมากระจุกอยู่บน console
ที่ด้านขวามือของคนขับหมด ดีครับทำให้เราสามารถควบคุมวิทยุทุกอย่างได้เพียงคนเดียว
ไม่ต้องให้สาวๆที่ชอบกดเปลี่ยนคลื่นวิทยุมาคอยแย่งกดให้เสียอารมณ์ ข้างสวิทช์วิทยุมีtechnology
เพียงหนึ่งเดียวที่ถ่ายทอดมาจาก F1 เท่าที่ผมพอจะหาเจอในรถคันนี้นั้นก็คือปุ่มสตาร์ท
สมัยนั้นถือว่าเท่ห์มาก ไม่ต้องบิดกุญแจ ใช้กดปุ่มเอา แต่สมัยนี้ไม่ค่อยเท่ห์เท่าไรแล้ว
เพราะมันมีขายทั่วไปในราคาไม่กี่พันบาท ถ้าอยากเอาถูกๆไปบ้านหม้อก็ได้
ส่วนทางซ้ายมือของพวงมาลับเป็นที่อยู่ของสวิชท์ปรับอากาศครับ ช่องแอร์ทรงสี่เหลี่ยมดูธรรมดาๆแต่ต้องแบบนี้แหละถึงจะเป่าโดน
ไม่เหมือนไอ้พวกช่องแอร์ทรงกลมใน 360CS ที่ไม่ว่าจะบิดยังไงก็เป่าไม่ค่อยจะโดนตัว

Console เกียร์ถือว่าค่อนข้างหนา ทำให้ห้องโดยสารรู้สึกแคบ ตรงกลางเป็นที่อยู่ของเกียร์แบบ
6 speed พร้อมหัวเกียร์อะลูมิเนียม ถัดลงมาเป็นสวิทช์ไฟฉุกเฉิน อยู่ข้างๆสวิทช์ควบคุมระบบประทุนผ้าใบไฟฟ้า
ย้ำครับว่าไฟฟ้า ไม่ใช้ manual เหมือนในรถสปอร์ตราคา 41 ล้านนามว่า Murcielago
Roadster ที่ต้องใช้คนสี่คนช่วยกันติดและกินเวลา 25 นาที ส่วนหลังคาแข็งของเจ้า
S2000 นั้นมีมาให้แต่ต้องใช้คนยกมาติดเอง
จุดแตกต่างระหว่างเจ้าตัวปี 2000-2003 กับตัว 2004 ก็คือถ้าเป็นตัวปี
2004 เท่าที่ทราบห้องโดยสารจะกว้างกว่านี้อีกเล็กน้อย แล้วก็มีการใช้อะลูมิเนียมเข้ามาตกแต่ง
พร้อมกับเบาะหนังแบบทูโทนครับ

เอาละหลังจากสำรวจรอบคันก็ได้เวลาไปลองขับเจ้า Honda S2000 ซะที เปิดประตูกระโดดขึ้นรถ
การขึ้นลงไม่ได้ลำบากยากเย็นแสนเข็นเหมือนกับ supercar หรือพวกรถสปอร์ตเบาะ
bucket seat ทั่วๆไป เบาะของเจ้า S2000 นั่งได้สบายดีครับ แม้จะไม่กระชับรัดติ้ว
แต่ก็พอไหว ปรับเบาะสักสองสามทีก็พอดี ตำแหน่งนั่งไม่ได้เตี้ยเกินไปเหมือนกับพวก
Lotus Elise ที่นั่งลงไปทีนึกว่ามีแต่พนักพิง ต้องเอาตูดไปกองกับพื้น แต่ขอเสียคือไอ้ความที่เบาะนั่งมันไม่ต่ำนี่แหละ
ถ้าให้คนตัวสูงๆมานั่งรับรองว่าหัวพ้นกระจกแหงมๆ บิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง
On ทิ้งไว้สองสามวินาทีแล้วกดปุ่มสตาร์ทขนาดใหญ่สีแดงตรงด้านขวามือของหน้าปัด
แป๊บเดียวเครื่องยนต์ก็ติด เสียงเครื่องยนต์รอบเดินเบาเป็นยังไงนะเหรอครับ
เหมือนกับ Honda รถจ่ายกับข้าวทั่วไปนั้นแหละ เหยียบคันเร่งดูสองสามที
ก็ได้แต่หน้าเบ้ เสียงมันไม่ได้อารมร์เอาซะเลย

เหยียบคลัทช์ น้ำหนักคลัทช์เบาหวิวเหมือนรถบ้าน เข้าเกียร์หนึ่ง ค่อยๆปล่อยคลัทช์รถก็เคลื่อนตัวออกไปแบบนิ่มๆ
ไม่ได้มีอาการกระชากใดๆ ได้แต่นั่งนึกในใจนี่ผมกำลังขับรถบ้านจ่ายกับข้าวที่สวมอยู่ในกระดองรถสปอร์ตหรือเปล่าเนี่ย
ตอนแรกกะจะขับแบบเปิดประทุนอวดสาวๆซะหน่อย แต่ไปๆมา เห็นสภาพอากาศบ้านเราบวกกับสภาพควัน
(พิษ) และรถติด ถ้าเกิดสาวๆเห็นผมขับรถเปิดประทุนจากที่สาวๆจะมองด้วยสายตาชื่นชม
กลับจะมองว่าไอ้หมอนี่บ้าหรือเปล่าหว่า ถ้าทางสติจะไม่ค่อยเต็ม บ่ายๆรถติดๆกลับมาเปิดประทุนขับรถดมก๊าซ
CO เล่น สงสัยอบากเป็นมะเร็งปอดกับโรคหอบ เลยตัดสินใจปิดประทุน วิธีปิดอย่างที่บอกไปก่อนหน้านั้นแล้วว่ามันเป็นประทุนไฟฟ้า
แค่กดปุ่มมันก็ปิดแล้ว อาศัยเวลาในการปิดไม่นานประมาณ 9 วินาที หลังจากนั้นต้อง
lock เอาเองทั้งสองฝั่ง ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเหมือนอย่าง Murcielago
Roadster

การขับขี่ในเมืองถ้าเกิดขับแบบเรื่อยๆเปื่อยๆ มันก็เหมือนกับรถบ้านทั่วไปแหละครับ
เสียงเครื่องนี่ Civic ชัดๆ เสียงลมและเสียงเครื่องรอดเข้ามาในรถมากพอควร
เสียงยางก็ดัง เนื่องมาจากคันนี้เปลี่ยนไปใช้ยางขอบ 17” ของ AVS ES100
ที่ขึ้นชื่อลือชาว่ามันหอนได้อารมณ์เหมือนหมา Siberian Husky ตอนหน้าหนาว
เท่าที่ลองขับวนเล่นอยู่ในเมืองสักพัก S2000 เป็นรถสปอร์ตที่ขับง่ายมากๆ
คือทุกอย่างมันเบาหย๋องไปหมด ไม่ว่าจะเป็นแป้นเบรก คันเร่ง คลัทช์ รวมไปถึงพวงมาลัย
และเกียร์ ขับในเมืองสบายไม่เหนื่อยไม่เมื่อย แต่ข้อเสียก็คือมุมมองมันไม่ค่อยดีนัก
มีจุดบอดให้เห็นค่อนข้างมากตอนปิดประทุน หลักๆก็คือมุมมองด้านหลัง ตรง
pillar C นั้นแหละครับ เวลาเปลี่ยนเลนจะมีมุมอับหันไปดูก็ไม่ค่อยเห็นเท่าไร
อีกอย่างก็คือห้องโดยสารค่อนข้างแคบ leg room มีน้อย สำหรับผมที่ตัวสูงกว่าคนแคระทั้งเจ็ดหน่อยหนึ่งมันไม่มีปัญหาหรอก
แต่ถ้าคนตัวสูงๆอาจจะลำบากหน่อย ในการใช้ความเร็วต่ำๆช่วงล่างถือว่านิ่มนะ
ถ้านับกับพวกรถสปอร์ตด้วยกัน นี่ขนาดใช้ mag 17” นะนี่ ยังไม่ได้กระแทกกระทั้นจนก้นระบม
โอเคว่ามันไม่ได้นิ่มระดับรถจ่ายกับข้างอย่าง Honda City หรือว่ารู้สึกว่ารถลอยอยู่เหนือถนนเหมือนกับ
Series 7 คิดว่าถ้า mag 16” ติดรถเดิมๆคงนิ่มกว่านี้โข

วนอยู่ในเมืองตั้งนาน จนเริ่มชินก็เลยลองหาทางว่างๆดู performance ของรถ
อยากรู้นักว่าไอ้เครื่อง 250 ม้านี่มันจะวิ่งดีสักขนาดไหน พอเจอทางโล่งๆปุ๊บ
ลองกระทกคันเร่งสวนลงไปที่เกียร์ 3 แถวๆ 4,500 rpm ผลที่ได้คือใบ้สนิท
ไม่ได้มีอาการดึงหรืออาการที่จะบอกให้รู้ว่าตูแรงนะเฟ้ยอะไรใดๆทั้งสิ้น
เอาใหม่คราวนี้ออกจากเกียร์หนึ่งเลย เปลี่ยนเกียร์ทุกๆ 5,500 rpm ผลที่ได้ก็คือเหมือนเดิมคือรถมันไม่ค่อยมีแรง
แม้ว่าจะมีแรงม้าถึง 250 แรงม้า แต่นู้นน..น... มันมาที่ 8,300 รอบ ส่วนแรงบิดที่แสนจะน้อยนิดเพียงแค่
218 Nm ก็มาที่รอบสูงปรี้ดเช่นกันคือ 7,500 rpm ลองจับ 0-100 ดูตอนที่เปลี่ยนเกียร์ที่
5,500 rpm ผลที่ได้คือเจ้า S2000 มันใช้เวลาตั้ง 11 วินาทีเศษๆ โอ้ว พระเจ้า
วิ่งดีกว่า Honda Civic 2.0 นิดเดียว

คราวนี้เลยขออีกรอบ คราวนี้จะขับเหมือนกับพึ่งทะเลาะกับแฟนหรือโกรธใครสักคน
ประมาณว่าพ่อกระทืบไม่ยั้ง จอดรออยู่ริมๆทางด่วนรอรถว่าง พอว่างปุ๊บเลี้ยงรอบไว้ที่
6,500 rpm พอรถว่างปล่อยคลัทช์กระแทกคันเร่งสวนลงไปทันที เสียงล้อฟรีทิ้งดังเอี้ยดมีให้ได้ยินเล็กน้อย
สิ่งที่ได้รับกลับต่างจากเมื่อกี้แบบหน้ามือเป็นหลังเท้า รถพุ่งออกไปเสียงเครื่องยนต์
F20C ที่มาพร้อมกับระบบ V-Tec ทำงานแผดลั่น รอบเครื่องไต่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึง
8,300 rpm ผมยกคันเร่งสับเข้าเกียร์สองทันที รอบเครื่องยังอยู่ในช่วง power
band ที่ระบบ V-Tec ทำงานอยู่ตลอด จนสามารถสัมผัสกับแรงดึงได้ แม้ว่าจะไม่ได้ดึงอย่างรถ
turbo แต่ก็ถือว่าโอเคแล้วละครับ สำหรับรถเครื่อง NA ที่มีความจุแค่ 2,000
cc. เผลอแป๊บเดียวก็ถึง 8,300 rpm ผมสับเข้าเกียร์สาม เสียงเครื่องมันโหยหวนดีแท้
ถ้าคุณเปลี่ยนเกียร์ที่ 8,300 rpm เจ้า S2000 สามารถทำความเร็ว 0-100 ได้ในเวลาแถวๆ
6 วินาที ต่างกับการเปลี่ยนเกียร์ที่ 5,500 rpm ถึง 5 วินาทีเรียกว่าช้าเร็วต่างกันราวฟ้ากับเหวเหมือนความสวยของ
Paula กับ เจ๊ระเบียบรัฐ เสียงเครื่องยนต์ของ F20C เพราะที่สุดอยู่รอบช่วง
7,000-8,500 rpm มันโหยหวนให้อารมณ์ดีแท้ ใครที่แฟน Honda คงรู้ดีว่าไอ้เจ้าเสียงระบบ
V-Tec ทำงานนะเป็นอย่างไร ทำให้พอคุณเปลี่ยนเกียร์ขึ้น คุณอยากจะยิ่งกระทืบคันเร่งส่งให้ไปถึงรอบเครื่องตรงนั้นอีกครั้ง
เหมือนกับพวกผู้ชายซาดิสท์เลย ถามว่าเพราะขนาดไหนมันไม่ได้เพราะถึงระดับพวกม้าป่าหรอกครับ
แต่สำหรับเครื่องระดับ 2,000 cc. จากรถญี่ปุ่นแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ

อัตราเร่งที่ต่อเนื่องนี่ทำให้ผมสามารถพาเจ้า S2000 ไปถึงที่ระดับความเร็ว
200 ได้อย่างไม่ยากเย็น และไปถึงระดับ 230 ได้แต่ค่อนข้างอืดแล้ว เครื่องและอัตราทดเกียร์ยังมีเหลืออีกหน่อย
ทางโรงงานเคลมว่ามันวิ่งได้ถึง 240 แต่ไม่เอาแล้วครับกลัว เพราะรถคันนี้ช่วงล่างยังเดิม
ถนนบ้านเราก็ไม่เรียบ ขับๆอยู่นึกว่าไปวิ่ง rally วิ่งเร็วๆเข้าเลยมีอาการเหวอ
ตัดสินใจยกดีกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจในตัว เจ้า S2000 ก็คือเรื่องความความกระชับฉับไวของเจ้าคันเกียร์แบบ
6 speeds ที่แสนจะเข้าง่าย คล่อง และแม่นยำอยู่โข ดีกว่า Evo 8 เยอะ ไอ้คำว่าเข้าง่ายก็คือมันไม่ต้องออกแรงอะไรเลย
ใช้นิ้วสองนิ้วหนีบหัวเกียร์ก็เข้าได้ เท่าที่ได้ข่าวมารู้สึกว่าตัว model
ปี 2004 เกียร์ได้รับการปรับปรุงให้ยอดเยี่ยมกระเทียมดองมากกว่านี้อีก

ในโค้ง S2000 ค่อนข้างจะเกาะครับ แม้จะไม่ได้นิ่งแบบรถยุโรปที่มีระบบอิเล็คทรอนิคส์เยอะๆ
อย่าง SL55 AMG หรือ Gallardo แต่ก็ถือว่าเกาะพอควร และยังควบคุมได้ไม่ออกอาการให้หวาบหวิวสยิวท้องน้อยหากรู้
limit ของรถ อย่างไรก็ดีทั้งๆที่เบาะคนขับแถบจะนั่งอยู่บนฐานล้อหลังแล้ว
รถก็ไม่ได้มีอาการบอกก่อนล่วงหน้าเลยว่าจะ oversteer คือปลิวเข้าโค้งไป
ตอนแรกทำท่าว่าจะเข้าได้อยู่หรอก แต่ถ้าเข้าแรงไปนิดเดียวก็ท้ายออกแล้วออกเลย
ไม่ได้บอกอาการก่อน อีกอย่างพวงมาลัยแม้จะเบาหวิวและเหมาะที่จะขับในเมืองไม่ต้องสาวจนแขนแถบหลุด
แต่พอใช้ความเร็วสูงๆมันไม่ค่อยจะสื่ออาการให้รู้สึกใดๆทั้งสิ้น ยิ่งทำให้ไม่สามารถจับอาการที่จะ
oversteer ได้มากเข้าไปอีกและเป็นสาเหตุที่ทำให้ถ้าเกิดยังไม่รู้จักรถดีพอจะทำให้ไม่ค่อยกล้าเข้าโค้งแรงๆ
แต่ถ้าขับไปสักพักเดี๋ยวก็จะชินเองครับ แล้วจะค่อยๆกล้าเข้าโค้งแรงขึ้นไปเรื่อยๆเอง
ส่วนอาการ oversteer ก็แก้ได้ไม่ยาก ไม่ได้ over ทีแล้วเอาไม่อยู่เหมือนกับพวงเครื่องวางกลาง

ด้วยความที่เครื่องยนต์มันเล็ก และอัตราทดเกียร์ค่อนข้างชิดพอควร ทำให้เวลาต้องเดินทางไกลหรือใช้ความเร็วสูงๆรอบเครื่องจะค่อนข้างสูงและทำให้เสียงเครื่องค่อนข้างดังเข้ามาในรถมากจนน่ารำคาญ
ได้ข่าวว่าแม้ในตัว 2004 ที่ได้รับการปรับปรุงเรื่องเกียร์ก็ยังมีปัญหาตรงนี้อยู่เหมือนกัน
ระบบเบรกถือว่าอยู่ในเกณท์ที่น่าพอใจครับ แม้ว่าจะใช้ caliper แค่ pot
เดียวแต่จานเบรกก็ใหญ่พอควร นับว่าเอาอยู่สำหรับความแรงระดับนี้ แต่ถ้าจะให้ชัวร์เปลี่ยนไปใช้ผ้าเบรกแบบ
high friction หน่อยก็จะเพิ่มความมั่นใจไม่ต้องห่วงว่าจะไปมุดใต้ท้องสิบล้อมากขึ้น
โดยรวมผมว่า S2000 เป็นรถที่ขับสนุกครับ แต่อยู่ภายใต้ข้อแม้ที่ต้องขับแบบคุณไม่รักรถคันนี้
หรือพูดอีกในหนึ่งก็คือขับแบบไม่เสียดายรถ คุณถึงจะเข้าถึงความสนุกและ
performance ของมัน ปัญหาก็คือไอ้ความสนุกมันอยู่ที่ 7,000 รอบขึ้นไปนะสิ
แล้วปกติใครจะไปใช้รอบเครื่องที่สูงขนาดนั้น เห็นขับๆกันอยู่ปกติก็ไม่เกิน
5,000 rpm

เรื่องอัตราการบริโภคน้ำมันไม่ได้แดกจนน่ากลัว เอาเป็นว่าพอรับได้ ถ้าเหยียบมากก็กินมาก
เรื่องความร้อนหายห่วง รถญี่ปุ่นเครื่อง standard ขับให้ตาย ลากให้ตายยังไงถ้ายังมีน้ำในหม้อน้ำอยู่เข็มความร้อนไม่มีกระดิก
อย่างที่เอาไปกระทืบอยู่นานโข รถก็ติดเข็มความร้อนก็ยังนิ่งสนิท แอร์ก็เย็นจัดประหยัดไฟ
หน้าตาความหล่อเหลาไม่ต้องห่วง เป็นรถที่ขึ้นชื่อว่าเปิดประทุนอย่าง roadster
เมื่อไรถือว่าดูดีมีชาติตระกูลพอสมควรอยู่แล้ว ขับไปไหนก็มีคนมองพอใช้ได้
อาจจะมองด้วยควาสงสัยก่อนว่านี่มันรถยี่ห้ออะไรหว่า เนื่องจากตอนที่ทาง
Honda ประเทศไทยเอาเข้ามาขายมันไม่ประสบความสำเร็จพอๆกับที่นักฟุตบอลไทยไปท้าแข้งที่อังกฤษยังไงยังงั้น

ช่วงล่างไม่ได้แข็งอะไรนักหนาเหมือนกับพวก Evolution ยังอยู่ในระดับที่พาคุณพ่อ
คุณป้า อากง อาม่า ขึ้นมานั่งแล้วไม่ต้องพาส่งโรงพยาบาลทีหลัง การใช้งานในเมืองอยู่ในระดับที่พอไหวครับ
จะมีให้รำคาญก็พวกเสียงที่เข้ามาในรถ อย่างพวกเสียงยางหรือเสียงเครื่องนั้นแหละครับ
เรื่องอะไหล่ คงต้องสั่งผ่านทางศูนย์ Honda เอาละครับ อะไหล่บางชิ้นอาจจะต้องสั่งจากต่างประเทศเอา
แต่ไม่มีปัญหาอะไรเดี๋ยวนี้ร้านรับสั่งอุปกรณ์นำเข้าและสินค้าจากญี่ปุ่นมีอยู่หลายร้าน
พวกอุปกรณ์ modify หรือของแต่ง ขึ้นชื่อว่า Honda แล้วไม่แห้งแล้งแน่นอน
ในประเทศญี่ปุ่นมีให้สั่งอยู่ตรึมไปหมด ให้ไล่เรียงทุกยี่ห้อสามวันก็คงไม่หมด

เรื่องราคานั้นอยู่ในระดับ 3 ล้านนิดๆ ตัวเลือกอื่นๆให้เลือกอยู่เต็มไปหมด
เผลอๆราคาจะไปปีนกับ NSX ซะด้วยซ้ำ S2000 จะมีดีกว่าก็ตรงที่ปีมันไม่เก่านั่นแหละ
ส่วนอื่นๆนั้นผมยังหาข้อดีกว่า NSX ไม่เจอ ถามว่าทำไมราคามือสองมันถึงแพงโลกแตกอย่างนี้
ก็เพราะว่าตอนที่มันเป็นรถมือหนึ่งมันขายไม่ค่อยออกครับ จะไปขายออกได้อย่างไรราคาตั้งปาเข้าไปตั้ง
3.99 ล้าน เกียร์ธรรมดา หลังคาผ้าใบ แถมยังเป็นแค่ Honda เจอ SLK 230 เข้าไปราคาถูกว่าเป็นแสนๆ
แถมหลังคาเหล็กพับได้ เกียร์ Auto ตราเบนซ์เรียบร้อยโลกเรียนเยาวราช อาเสี่ยที่ไหนจะไปเลือก
S2000 อีไม่รู้หรอกว่าไอ้ S2000 น่ะมันขับสนุกว่า SLK บาน เอาเป็นว่าใครสนใจจะหา
roadster ที่ขับสนุกๆ รถมีน้อยไม่ค่อยซ้ำใคร ไม่เกี่ยงเรื่องราคา (เพราะมันแพงน่าเกลียด)
S2000 ก็น่าสนใจอยู่นา
Article By Narun Lee


|