| Engine |
60° V12 48-Valve with Dry Sump |
| Cylinder Capacity |
6,192 cc |
| Max. Power |
580 bhp @ 7500 rpm |
| Max. Torque |
ุ650 Nm (479.4 ft-lbs) @ 4000 - 5400 rpm |
| Weight/Power Ratio |
- kg/bhp |
เท่าที่รู้รถคันนี้มีอยู่ 2 คันในประเทศไทยที่ออกจากที่แห่งนี้ (Infini Automotive)
สีเหลือง 1 คัน สีบรอนซ์ 1 คัน ส่วนที่ออกจากจากที่อื่นๆนั้นผมไม่รู้ครับ
เอาเป็นว่ารถรุ่นนี้มีไม่ถึง 5 คันในเมืองไทย โอกาสที่จะเห็นตัวเป็นๆ บนท้องถนนนั้นยากกว่าเห็น
พอลล่า เทเลอร์ เสียอีก
โดยส่วนตัวผมเองค่อนข้างจะมีอคติ กับ Lamborghini อยู่บ้าง เนื่องจากรุ่นก่อนหน้านี้
(Diablo) เวลาขับแต่ละทีมันแสนจะเหนื่อย เนื่องจาก clutch ที่แข็ง, ตำแหน่งการนั่งที่ออกมาในแนวรถแข่งที่
เหมือนจะให้ลิงขับมากกว่าคนขับ คือพวงมาลัยอยู่ห่างไกลเหลือเกินปรับยังไงก็ไม่พอดี,
ประตูแบบกรรไกร (Scissors Doors) บวกกับกาบบันไดประตูที่กว้างทำให้ขึ้นลงแสนลำบาก
ที่ขึ้นชื่อลือชาที่สุดเห็นจะเป็นมุมมองของกระจกด้านข้างและหลัง ที่มีเหมือนกับไม่มีคือมันใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย
เรื่องถอยเข้าถอยออกตามห้างสรรพสินค้านั้นไม่ต้องพูดถึง แค่ถอยออกจากบ้านก็จะแย่อยู่แล้ว
พูดง่ายๆคือมันไม่สามารถใช้งานได้ทุกวันนั้นเอง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ Ferrari
กับ Porsche ที่ออกมาในยุคไล่ๆกันขับง่ายกว่ากันเยอะ

ส่วนรุ่นปัจจุบัน Murcielago (พวกทางยุโรปอ่านว่า มอร์-ที-เอ-ลา-โก ส่วนทางอเมริกาอ่านว่า
เมอร์-ซี-เอ-ลา-โก ซึ่งถ้าเปิด dictionary มันจะแปลว่าค้างคาวชนิดหนึ่ง
แต่จริงๆแล้วชื่อของรถรุ่นนี้มาจากชื่อวัวกระทิงที่ทนทรหดมากตัวหนึ่งในสเปน
ซึ่งถูกมาทาดอร์เอาดาบแทงเป็นสิบเล่มแล้วก็ยังไม่ยอมล้มลง ยังคงพยายามไล่ควิดต่อไปจนคนในสนามขอให้ไว้ชีวิตกระทิงตัวนี้ไว้
ตามประเพณีของ Lamborghini ก็จะเอาชื่อวัวกระทิงที่สำคัญๆในอดีตมาเป็นชื่อรถทุกๆรุ่นนั้นเอง
ดังนั้นเมื่อรถรุ่นนี้ออกมาจึงเอาชื่อวัวกระทิงตัวนี้มาตั้งเป็นชื่อรถ
ประวัติของ Lamborghini เดียวจะเอามาเหล่าให้ฟังอีกที เดี๋ยวจะหมดมุขหากิน)

จะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาภายนอกยังคงเค้าโครงของรุ่น Diablo อยู่ คือเป็นทรงลิ่ม
เหมือนกับนำรุ่นที่แล้วมาเกลาใหม่ให้มันดูเรียบเนียน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วรถคันนี้ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดโดยฝีมือของนักออกแบบชาว
Belgium ชื่อ Luc Donckerwolcke ภายใต้การดูแลของ Audi ไม่ใช่ฝีมือการออกแบบจากสำนักใน
Italy อย่าง Zagato, Bertone หรือ Italdesign แต่อย่างใด
โครงสร้างของ Murcielago เป็นแบบ Spaceframe พื้นรถเป็นแบบ Honey Comb
(รังผึ้งอะลูมินัมอัลลอย) ขอดีก็คือมันสามารถทนแรงบิดได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้
Murcielago มีความแข็งแรงมากกว่า Diablo ถึง 60% ชิ้นส่วนหลักที่ใช้ประกอบตัวถังจะเป็น
Cabonfiber เป็นส่วนใหญ่ ถ้าจำไม่ผิดจะมีแค่หลังคาและประตูเท่านั้นที่ยังคงเป็นเหล็ก
Exterior

สีของ Murcielago จะสามารถมองได้หลายเฉดตามมุมที่แสงตกและคนมอง ดังนั้นรถทั้งคันจะมองได้หลายเหลือง
จะเหลืองเข้ม เหลืองอ่อนก็แล้วแต่มุมที่คนนั้นๆมอง ส่วนทางด้านรูปร่างหน้าตา
รุ่นนี้หน้าตากลับดูสุภาพขึ้นเยอะ โคมไฟหน้าเป็นแบบฝัง ทรงคางหมู โดยเป็นแบบ
Bi-Xenon มาให้จากโรงงานซึ่งไปๆมาๆแทบจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของรถ sport
สมัยนี้ไปแล้ว ทางด้านมีที่ฉีดน้ำล้างไฟหน้าซ่อนอยู่เป็นแถบสีดำใต้โคมไฟหน้า
กันชนหน้า air-damp อยู่ 2 ช่อง เพื่อไประบายความร้อนให้กับระบบเบรก


ทางด้านข้างช่องดักอากาศที่ส่วนล่างยังคงมีความคล้ายคลึงกับ Diablo GT
ที่ต่างออกไปก็คือช่องดักอากาศด้านบนที่เสา C (C-Pillar) ที่เป็น active
spoiler หรือที่ Lamborghini เรียกว่า Variable Air-Flow Cooling System
(VACS) คือในยามปกติมันจะมีช่องให้อากาศไหลเข้าได้นิดหน่อย แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้น
ช่องนี้ก็จะเปิดมากขึ้นตามความเร็วของรถโดยเริ่มกางออกที่ 120 km/h และกางออกมากสุดที่
160 km/h ข้อดีของ VACS ก็คือมันสามารถช่วยดักอากาศไประบายความร้อนให้กับห้องเครื่องได้มากกว่าปกติถึง
80% เมื่อเทียบกับปกติ


อย่างไรก็ดีคุณสามารถที่จะควบคุมให้ระบบ VACS ทำงานได้จากภายในห้องโดยสารด้วยการกดปุ่มที่
console กลางใกล้ๆคันเกียร์ และเท่าที่สอบถามจากผู้ที่ใช้รถรุ่นนี้ ปกติก็จะให้
VACS เปิดอยู่ตลอดเวลาที่วิ่งใช้งานในกทม. เหตุผลก็คืออากาศในประเทศเรามันร้อนเหลือ
และระบบ VACS จะทำงานเต็มที่เมื่ออุณหภูมิของอากาศเกิน 32 องศาเซลเซียส
ซึ่งส่วนใหญ่อุณหภูมิในกทม. เราก็เกินอยู่แล้ว ถ้าเกิดนำไปซัดเล่นก็วิ่งเกิน
160 อีก ไปๆมามันก็เลยเปิดสุดอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นเวลาที่จอดแล้วดับเครื่องเท่านั้นเอง
ล้อ Mag ของ Murcielago นั้นผลิตโดยบริษัท Speedline เป็นแบบ Multipieces
โดยมีขนาด 18 นิ้วทั้งสี่ล้อ ซึ่งอาจจะดูธรรมดา เพราะรถญี่ปุ่นก็ให้ Mag
18 กันออกจะเยอะ แต่ถ้ามาดูความกว้างแล้วจะตกใจ โดยล้อหน้าขนาด 18”x8.5”
พร้อมยาง Pirelli P Zero Rosso ที่แพงโ-ตรขนาด 245/35ZR18 ส่วนล้อหลังขนาด
18”x13” กับยางรุ่นเดียวกัน ขนาด 335/30ZR18 แค่นี้ก็หล่อสุดๆแล้ว เพราะแค่ค่ายางกับ
Mag รวมกันว่ากันว่าซื้อcity car ญี่ปุ่นป้ายแดงได้เลย


มาทางด้านหลังสิ่งที่แตกต่างจาก Diablo ก็คือไฟท้ายที่กลายเป็นแบบ สี่เหลี่ยม
แทนที่จะเป็นแบบวงกลมแบบในรุ่นที่แล้ว ถามตัวผมเองผมชอบแบบที่แล้วมากกว่า
แบบนี้มันดูธรรมดาออกแนวเชยๆยังไงก็ไม่รู้ ส่วนฝากระโปรงหลังเป็น cabonfiber
เบาหวิวแต่เนียบสุดๆ โดยคุณสามารถมองเห็นห้องเครื่องที่เป็น carbonfiber
และเครื่องยนต์ขนาด V12 สูบ ผ่านฝากระโปรงที่มีลักษณะเหมือนบานเกล็ดเข้าไปได้
ถัดจากฝากระโปรงจะเป็นที่อยู่ของ spoiler ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแบบ Active
Spoiler ที่ทำงานเองอัตโนมัติเมื่อความเร็วสูงขึ้นเพื่อสร้างแรงกดด้านท้ายให้เหมาะสมตามความเร็วของรถ
และยังทำหน้าที่เป็น air brake เมื่อคุณเหยียบเบรกอย่างรุนแรง ซึ่งเหมือนกับเครื่องบินเวลาลงจอดนั้นแหละครับ
เชื่อหรือไม่ว่ามันช่วยได้จริงๆ (ฝรั่งเขาบอกมา ผมเองไม่รู้หรอกว่ามันช่วยขนาดไหนเพราะว่าไม่ได้เอาเครื่องมือมาวัด)
นอกจากนี้ทางด้านท้ายของ Murcielago ยังไม่มีกันชนยื่นออกมาเพราะต้องติดตั้งตะแกรงแบบรังผึ้งพร้อมกับผัดลมระบายความร้อน
2 ตัวอยู่ข้างใน เพื่อให้สามารถระบายความร้อนออกมาจากห้องเครื่องได้รวดเร็วมากขึ้น
คุณสมบัติมันเหมือนกับ Challenge Grill ของ Ferrari มีท่อไอเสียอยู่ตรงกลางท้ายรถ
เป็นแบบท่อคู่ เหมือนกับใน Diablo รุ่นสุดท้าย
Engine

มาดูเครื่องยนต์ของ Murcielago กันบ้างจะเห็นว่ายังคงเป็น V12
สูบ ทำมุม 60 องศา แบบ DOCH 4 วาวล์ต่อสูบ ที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากรุ่น
Diablo GT โดยมีระบบวาวล์แปรผันทั้งทางฝั่งไอดี และไอเสีย ช่วยให้สามารถสร้างแรงบิดมาใช้งานได้ตั้งแต่รอบเครื่องต่ำๆ
เสื้อสูบเป็นอะลูมิเนียมอัลลอย เปลี่ยนลูกสูบให้มีน้ำหนักเบาขึ้น ก้านสูบเปลี่ยนจากเหล็กธรรมดาเป็นไทเทเนียม
เปลี่ยนระยะช่วงชักใหม่ส่งผลให้ เครื่องของ Murcielago มีความจุมากขึ้นกว่า
Diablo GT ประมาณ 200 cc ทำให้เครื่องตัวนี้มีความจุทั้งหมด 6,192 cc.
 |
ทางด้านระบบทางเดินอากาศที่เป็นแมกนีเซียมอัลลอย มีการพัฒนาให้สามารถแปรผันระยะท่อไอดีได้ถึง
3 ระดับ ระบบจุดระเบิดเป็นแบบ Direct Coil ระบบหล่อลื่นเป็นแบบ Dry-Sump
ผลที่ได้ตามมาคือสามารถลดจุดศุนย์ท่วงของเครื่องให้ต่ำลง พร้อมระบบคันเร่งแบบ
Drive By Wire ผลที่ได้ก็คือ แรงม้าทั้งหมด 580 ตัวที่ 7500 รอบ แรงบิดสูงสุด
66.35 กก.ม. ที่ 5500 ส่งกำลังด้วยเกียร์ manual แบบ 6 speed โดยเกียร์
1,2 เป็นแบบอัตราทดธรรมดา ส่วนเกียร์ 3-6 เป็นแบบอัตราทดชิด (close
ratio) พร้อมกับส่งแรงไปยังล้อทั้งสี่ด้วยระบบ Vicious-Coupled ที่ทำให้แรงม้ากระจายไปยังล้อหน้าและล้อหลังในอัตรา
50-50 และสามารถเปลี่ยนเป็น 20-80 ได้ตามสถานการณ์ |
จุดเด่นของเครื่องตัวนี้คือสามารถสร้างแรงบิดได้ถึง 85% คือ ประมาณ 55.3
กก.ม. ตั้งแต่ 2000 รอบ ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ สำหรับรถ NA ที่ไม่มี
turbo หรือ supercharge เข้ามาช่วย
ส่วนช่วงล่างทั้งสี่ล้อยังคงเหมือนกับ Diablo ซึ่งเป็นแบบ อิสระปีกนกสองชั้น
โดยปีกนกด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุงตำแหน่งของจุดยึดปีกนกใหม่
โดยข้างหน้าเขยิบเข้าไปด้านในอีก 15 มม. ส่วนทางด้านหลังเขยิบเข้าไปอีก
50 มม. ผลที่ตามมากก็คือช่วยให้มุมล้อเสถียรมากขึ้น ใช้คอยล์สปริง 2 ชุด
ส่วนshock absorber ทั้งสี่ล้อเป็นแบบ active suspension ซึ่งจะปรับความแข็งของช่วงล่างให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่
โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกที่จะปรับความแข็งได้เองถึง 4 ระดับ หรือจะเลือกแบบ
auto ก็ได้ โดยจะทำงานสัมพันธ์กับความสูงของรถ ซึ่งใช้สวิทช์ที่ใช้ก็คือสวิทช์ที่ปรับความสูงของตัวรถตรงหลังคันเกียร์นั้นแหละครับ
Interior

ก่อนที่จะเข้ามาดูภายใน สิ่งที่ผมจะติก็คือที่เปิดประตูของ Murcielago
ครับ โดยเวลาที่คุณจะเปิดประตูคุณจะต้องกดให้แท่งจับมันยกขึ้นมา แล้วก็ดึงมันขึ้น
ซึ่งไอ้แท่งจับนี้แหละที่ดูบอบบางเสียเหลือเกิน เพราะทำจากพลาสติก เวลาดึงแต่ละทีกลัวแสนกลัวว่ามันจะหัก
ทั้งที่รู้ว่ามันจะไม่หักก็เหอะ ผมจำได้ว่าเคยติที่เปิดประตูของ F360 ว่าดูไม่ค่อยทนแล้ว
ผมว่าของ Murcielago ดูไม่ค่อยทนยิ่งกว่าอีก

โดยเมื่อคุณดึงแท่งนี้ขึ้นมันจะดัง “คลึก” แล้วประตูก็จะยกขึ้นในแนวตั้งเองเนื่องจากมี
Hydraulic ช่วยผ่อนแรง ข้อดีก็คือเวลาเปิดไม่ต้องออกแรงยก แต่เวลาปิดต้องออกแรงกดให้มันปิดลงมา
แต่ดันไม่มีที่จับตรงประตูให้เอื้อมจับถนัดๆเลย ตามความรู้สึกผมประตูของ
Diablo ปิดง่ายกว่าครับ เพราะมีล่องจับให้ดึงลงมา

เข้ามาดูในห้องโดยสารกันบ้าง สิ่งแรกที่แตกต่างจาก Diablo แบบรู้สึกได้ก็คือความเนี้ยบของห้องโดยสาร
มันดูหรูหรามีราคามากขึ้นกว่าตัวที่แล้วเยอะ การตกแต่งภายในคันนี้เป็น
แบบ two tone ใช้หนัง Alcantara ตำแหน่งของเบรกมือยังอยู่ด้านขวาของคนของคนขับ
console หน้าหุ้มด้วยหนังทั้งหมด หน้าปัทม์ เป็นวงกลมธรรมดาๆอ่านง่ายชัดเจน
มาตรวัดความเร็วมี scale บอกเป็นทั้ง mph และ km/h โดยมีความเร็วบอกไว้สูงสุดถึง
360 km/h มองแล้วดูเสียวซ่านน่าขับเป็นที่สุด จะสว่างเมื่อคุณบิดกุญแจโดยตัวเลขจะเป็นสีเขียวส่วนเข็มเป็นสีเหลืองอมส้ม
มีจอภาพแสดงข้อมูลต่างๆของรถอยู่ตรงกลางของหน้าปัทม์
พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านพร้อมกับ airbag สิ่งที่โดดเด่นอยู่ตรง console
กลางซึ่งเป็นตำแหน่ง ที่อยู่ของเกียร์ 6 speed แบบ dog leg ที่ได้รับการปรับปรุงให้เข้าเกียร์ได้กระชับ
และง่ายขึ้น โดยยังเป็นแบบ manual ต้องเหยียบ clutch เอาเอง ไม่มีเกียร์
sequential ให้เลือกเหมือนกับ คู่แข่งอย่าง Ferrari F575 เชื่อหรือไม่ว่า
Lamborghini พึ่งเคยใช้เกียร์ 6 speed เป็นครั้งแรกในรุ่นนี้ โดยข้างๆคันเกียร์มีสวิทช์ที่สามารถให้คุณยกตัวรถให้สูงขึ้นได้อีกนิดๆหน่อยๆ
ประมาณ 2-4 ซม. ต้องการสูงขนาดไหนก็กดกันเอาเอง โดยจะทำงานร่วมกับระบบ
Active Suspension ที่ปรับความแข็งของช่วงล่าง เผื่อเวลาที่คุณต้องคลานผ่านลูกระนาดหรือคอสะพานใต้ท้องรถจะได้ไม่คลูดเป็นรอยให้รู้สึกเสียวท้องน้อย
เหมาะกับประเทศไทยที่ถนนหาจุดที่เรียบๆได้ยากกว่าหาทอง
โดยไอ้สวิทช์นี้แหละที่ถูกใจผมเป็นที่สุด เพราะเมื่อก่อนขับรถ sport พวกนี้ทีเจอสะพานหรือลูกระนาดทีแถบร้องไห้
เลยไปทางด้านบนเป็นตำแหน่งของของสวิทช์ปรับกระจกมองข้าง สวิทช์ควบคุมระบบ
VACS แล้วก็สวิทช์ Traction Control ตรงกลางของ console หน้าเป็นที่อยู่ของวิทยุที่ทางผู้ผลิตโฆษณาว่าถูกออกแบบมาสำหรับรถรุ่นนี้เท่านั้น
หน้าตาดูไฮโซดีมีราคา ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ออกแนวเชยๆ พร้อม ตัวหนังสือโครเมียมเขียนว่า
Lamborghini ติดไว้อยู่เหนือวิทยุกันเลี่ยน
แม้ว่าทาง Lamborghini จะโฆษณาว่าประตูของ Murcielago สามารถเปิดได้กว้างกว่าของ
Diablo และทำให้สามารถเข้าออกได้ง่ายขึ้น แต่ตัวผมเองว่ามันก็ยังเข้าออกยากเหมือนเดิม
เวลาจะเข้าไปนั่งทีก็ต้องหย่อนก้นเข้าไปก่อน กาบประตูที่กว้างมาก นอกจากนี้ยังเบรกมืออยู่ด้านขวา
บวกกับประตู แบบ Scissors Doors ยิ่งทำให้ต้องเก็บคอ เก็บคางมากถึงจะเข้าไปในห้องโดยสารได้
โดยที่หัวไม่ชนขอบประตู นอกจากนี้เมื่อต้องการปิดประตูเวลาคุณเข้ามานั่งแล้วก็ต้องใช้แรงในการดึงประตูลงมา
ซึ่งพูดกันตรงๆ ก็คือหนักชิบเป๋งกว่าจะดึงมันลงมาปิดได้ หากคุณมีสาวตัวเล็กๆ
นั่งข้างๆรับรองคุณได้ show ความเป็นสุภาพบุรุษในการช่วย สุภาพสตรีปิดประตูแน่นอน
เพราะสาวๆของคุณคงไม่มีแรงปิดมันได้

เมื่อเข้ามานั่งในห้องโดยสาร ยอมรับว่า position ในการนั่งดีกว่าตัว Diabloเยอะ
spaceในห้องโดยสารมีมากขึ้นนั่งสบายไม่อึดอัด มี leg roomที่กว้าง ไม่ต้องงอแข้งงอขามากเหมือน
Lamborghini ตัวก่อนๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิม ก็คือมุมมองของกระจกมองข้าง
และกระจกมองหลัง ที่มองไม่ค่อยเห็น ไม่ว่าจะปรับยังไงก็ยังไม่ค่อยwork
แม้ว่าฝรั่งจะบอกว่ามันดีขึ้น แต่ผมว่ามันไม่ค่อยต่างซักเท่าไร อย่างว่าแหละครับอยากจะขับรถพวกนี้ต้องทำใจ
Test time!!

เอาละได้เวลาไปลองขับกันซักที โดยในครั้งนี้จะมี Ferrari F355 ออกไปรวมด้วย
แม้ว่า F355 จะไม่สามารถนำมาเทียบกับ Murcielago ได้เนื่องจากออกห่างกัน
6 ปีกว่าๆ F355 เครื่องแค่ 3.5 ลิตร Murcielago 6.2 ลิตร แรงม้าต่างกัน
200 ตัว แรงบิดต่างกันเยอะเลยถ้าดูตามรอบเครื่องยนต์ แต่ท่านเจ้าของ F355
อยากจะรู้ว่า เจ้า Murcielago มันวิ่งกว่า F355 เยอะขนาดไหน ก็เลยตกลงกันว่าจะเอา
F355 ไปลองวิ่งเทียบดู
หลังจากบิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง on หน้าปัทม์สว่างขึ้น ปล่อยให้ปั้มติ๊กทำงานสักพัก
หลังจากนั้นก็บิดกุญแจไปที่ตำแหน่งสตาร์ท มันจะเงียบสัก2-3 วินาที ก่อนที่เครื่องจะสตาร์ท
เสียงดัง “บรึ้ม”ออกมาทางปลายท่อคู่ด้านหลัง เสียงรอบเดินเบาของ Lamborghini
จะออกแนวทุ้มๆ ไม่ได้แหลมเหมือน V8 หรือ V12 ของ Ferrari นับว่าเป็นเสียงรอบเดินเบาที่ทรงพลังที่สุดตั้งแต่ได้ยินมา

หลังจากวอร์มเครื่องได้สักพัก ก็เหยียบ clutch เพื่อเข้าเกียร์ถอย clutch
มันไม่หนักนรกเหมือนเมื่อก่อน เกียร์ถอยก็เข้าง่ายขึ้นเยอะ หากพูดถึงความแข็งของ
clutch ผมว่าพอๆกับพวก Impreza หรือ Evo ครับ ถ้าเกิดเคยขับรถประเภทนี้มาก่อนก็ไม่มีปัญหา
หลังจากปรับตำแหน่งการนั่งต่างๆให้พอดี ทำความคุ้นเคยกับรถสักพักก็ได้เวลาเอารถออกไปลองซะที
โดยเริ่มจากวิ่งในเมืองก่อน ช่วงล่างที่ออกแนวกระแทกกระทั้นมันก้นเป็นที่สุดตามสไตล์รถประเภทนี้
เมื่อมาเจอกับถนนโลกพระจันทร์รับรองหัวสั่นคลอน พวงมาลัยมีน้ำหนักให้พอรู้สึกได้
ไม่ได้เบาโหวงเหวงเหมือนกับรถจ่ายกับข้าว ช่วงล่างสามารถส่งผลความรู้สึกจากผิวถนนมายังคนขับได้ค่อนข้างดีที่เดียว
คือมันออกแนวดิบๆหน่อย ผมว่ามันดิบกว่า Ferrari F360 ที่ช่วงล่างไม่ค่อยส่งความรู้สึกจากพื้นถนนมายังพวงมาลัยและคนขับเท่าไร
บางคนอาจจะไม่ชอบแบบนี้ก็ได้ อันนี้นานาจิตตัง
หลังจากที่ลองวิ่งอยู่ในเมืองสักพัก สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือมันไม่เหมาะที่จะนำมาใช้งานอย่างที่สุด
แม้ว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนก็ตาม แต่เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่ (ใหญ่กว่า
Diablo เสียอีก) กระจกมองข้างที่ยาวปรี๊ด จนกลัวว่าจะมีรถเมล์หรือมอเตอไซค์เอากลับไปฝากลูกที่บ้าน
มุมมองทางด้านข้างและด้านหลังที่แย่ ทำให้เวลาเปลี่ยนเลนแต่ละที ต้องเล็งแล้วเล็งอีก
เรื่องถอยจอดในที่แคบๆเลิกคิด ข้อดีเพียงอย่างเดียวที่เห็นจากการทดลองใช้ในเมืองก็คือมันขับแล้วรู้สึกหล่อชะมัด
เพราะไม่ว่าคุณจะขับมันไปที่ไหนทุกสายตาจะหันมามองคุณหมด ขนาดว่าขับ Ferrari
F355 หรือ F360 ยังไม่รู้สึกหล่ออย่างนี้เลย
หลังจากที่คลานอยู่ในเมืองได้สักพัก ก็ได้เวลาทดสอบสมรรถนะของรถคันนี้เสียที
แน่นอนว่าต้องเป็นทางด่วน รอจนรถว่างก็ได้ให้สัญญาณกับ F355 ที่มาด้วยกันว่านับ
1-3 แล้วก็เริ่มเลย พอนับ 3 ผมกระแทกคันเร่งจนมิดพร้อมกับถอน clutch ออกทันที
เสียงยางหลังเสียดสีกับพื้นได้ยินเพียงเล็กน้อย หลังจากนั้นระบบ TCS บวกกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อก็ทำงาน
ไม่มีอาการฟรีทิ้งให้รู้สึกเลย เสียงเดียวที่ได้ยินก็คือเสียงเครื่อง V12
ที่แผดร้องคำรามดังสนั่นเต็มสองหูของผมและช่างกล้อง พร้อมทั้งกับแรงดึงชนิดหลังติดเบาะ
(โดยเสียงเครื่องของ Murcielago จะออกโทนต่ำๆ แหบแห้ง เหมือนกับคนโวยวาย
บอกไม่ค่อยถูก คือมันไม่หวานแหลมเหมือนกับเสียงเครื่อง V8 ของพวก Ferrari
นะครับ) เข็มวัดรอบกวาดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงเกียร์ 1 ก็สามารถทำความเร็วได้เฉียด
100 ที่แถวๆ 7000 รอบ 0-100 ใช้เวลาเกือบๆ 4 วินาที นับว่าเร็วนรกแตก
ผมสับเข้าเกียร์ 2 ทันทีพร้อมกับกระแทกคันเร่งสวนเข้าไป รถไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้น
ยังคงนิ่งสนิท มีเพียงอาการท้ายออกนิดๆแต่แค่แก้พวงมาลัยนิดเดียวก็หายแล้ว
ไม่ต้องถามถึง F355 เพราะหายไปจากด้านข้างตั้งแต่ออกตัวแล้ว ความเร็วที่เกือบๆสุดเกียร์
2 อยู่ประมาณเกือบ 140 (โรงงานเคลมไว้ที่ 142 km/h) ผมสับเข้าเกียร์ 3
ตอนนี้เห็น F355 ในกระจกหลังไกลออกไปเรื่อยๆ ใจจริงไม่ได้ต้องการเปรียบระหว่างรถสองรุ่นนี้เลยครับ
เพียงแค่อยากรู้ว่า Murcielago มันวิ่งได้เร็วขนาดไหน เผอิญวันนั้นมี F355
อยู่พอดี ท่านเจ้าของ F355 ก็อยากลองดูด้วยว่ามันจะเร็วกว่า F355 ขนาดไหน
เลยเกิดมวยข้ามรุ่นอย่างที่เห็น เพราะถ้าหากจะเทียบกันจริงๆต้องเทียบ F575
M ถึงจะถูก สุดเกียร์ 3 ความเร็วประมาณ 180 เฉียดๆ 190
เข้าเกียร์ 4 ความเร็วทะลุ 200 km/h ใช้เวลาจากจุดหยุดนิ่งถึงจุดนี้ประมาณ
12 วินาทีนิดๆ ถ้าเป็นตัวเลขโรงงานจะน้อยกว่านี้ครับ (ประมาณ 11 ปลายๆ)
เพราะเปลี่ยนเกียร์ที่รอบที่สูงกว่านี้ ซึ่งเชื่อว่าถ้าคนขับเก่งๆคงทำได้ดีกว่าผม
จากเกียร์ 4 ขึ้นสับเข้าเกียร์ 5 เข็มความเร็วยังคงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่มีแนวโน้มว่าจะช้าลง
เข้าสู่ความเร็วแถว 250 ปลายๆ ใช้เวลาถึงจุดนี้ประมาณ 20 วินาทีกว่าๆ Ferrari
F355 โดนทิ้งอย่างน่าเกลียดยอมรับว่า Murcielago แรงจริงๆ ตัวรถยังคงสนิทสนมกลมเกลียวกับพื้นโลก
ไม่รู้สึกเลยว่ากำลังวิ่งอยู่ที่ความเร็วระดับนี้ ซึ่งนี้คือเหตุผลว่าทำไมรถพวกนี้ถึงราคาแพงนรก
เพราะนอกจากจะทำให้มันวิ่งได้เร็วแล้ว ยังต้องสามารถทำให้มันเกาะถนนแบบแนบชิดด้วย
พูดง่ายๆ ก็คือ มันต้องสามารถพาคุณไปถึงจุดนั้นได้โดยไม่รู้สึกว่าน่ากลัว
ซึ่งการที่จะมีคุณสมบัตินี้ต้องมีระบบ aerodynamic ที่ยอดเยี่ยม เพื่อให้สามารถสร้างแรงกด
(down force) และจัดระเบียบลมให้ไหลผ่านตัวรถได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว
การควบคุมนั้นค่อนข้างจะถือว่าขับง่ายด้วยซ้ำ คือขับง่ายขึ้นกว่า Lamborghini
ตัวก่อนๆเยอะ ต้องยกความดีความชอบให้กับระบบ TCS, ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ
รวมถึงระบบ Active Spolier และ Active Suspention ในความคิดผม หากไม่นับเรื่องการถอยเข้า
ถอยออก การเปลี่ยนเลนในเมือง ผมว่ามันควบคุมง่ายกว่าพวก Evolution ซะอีก
แต่ที่ผมพูดนี้คือในกรณีที่เปิดระบบ Traction Control นะครับ หากปิดนี้ไม่รู้เพราะไม่กล้าลอง
กลัวคุมไม่อยู่เหมือนกัน รถแรงม้าระดับนี้ต้องเกรงใจมันหน่อย
ลองซัดไปซัดมาอยู่บนทางด่วนตั้งนาน เข็มความร้อนของอุณหภูมิต่างๆยังคงนิ่งดีไม่มีปัญหา
ไม่ต้องกลัวว่ารถจะ heat ให้ลงมาเสียมาดเท่ห์ให้อายคนเล่น ดังนั้นเรื่องความร้อนตัดทิ้งไปได้เลยครับ

ระบบช่วงล่างที่เป็น Active Suspension ที่ปรับความแข็งของช่วงล่างตามสภาพการขับขี่
นั้นหายห่วง เกาะสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นโค้งยังไงก็ตาม เอาอยู่แน่นอน ใส่เข้าไปเถอะครับไม่หลุดแน่ๆ
เกาะยังกะเอากาวมาทาไว้ที่ล้อ พวงมาลัยสามารถตอบสนองได้ดี ช่วงล่างส่งผ่านความรู้สึกของยางที่เสียดสีกับพื้นถนน
มายังคนขับได้ดี แม้จะใช้ความเร็วสูงมากๆ ในโค้งก็รู้ว่ารถยังไม่มีอาการใดๆเกิด
ขึ้นเลย มีเพียงอาการ understeer บางๆ แบบแทบไม่รู้สึก หรือพูดง่ายๆก็คือคุณเลือก
line ในการเข้าโค้งไหน คุณก็สามารถบังคับให้ Murcielago คันนี้เข้าไปยัง
line นั้นๆที่คุณต้องการโดยไม่ต้องแก้อาการของรถเลยสักนิดเดียว
ระบบเบรกเจ้าเก่าหน้าเดิม ไม่ใช่ใครอื่น Brembo อีกแล้วครับท่าน โดยทางด้านหน้าและด้านหลังเป็น
4 pot พร้อมจานเบรกขนาดใหญ่โ-ตร คือ 355 มม. ทางด้านหน้า และ 335 มม. ทางด้านหลัง
พร้อมรู้ระบายความร้อนทั้ง 4 จาน ที่พิเศษกว่านั้นก็คือทางด้านหน้า caliper
เป็น aluminium หล่อขึ้นรูปทั้งอัน ที่น้ำหนักเบากว่าแบบเหล็กหล่อเยอะ
บางคนอาจสงสัยว่าแค่ 4 pot แล้วมันจะอยู่รึเปล่า คือ caliper ของ Murcielago
นั้นลูกสูบจะมีขนาดใหญ่กว่า 4 pot ธรรมดาที่อยู่ในพวก Evo, Im ครับ ดังนั้นประสิทธิภาพในการเบรกย่อมดีกว่าด้วย
นอกจากนี้ระบบเบรกของ Murcielago ยังมีระบบ EBD เข้าช่วย ทำงานร่วมกับ
ABS แบบ 5 sensor 4 channel รุ่นล่าสุดของ BOSCH เท่าที่ลองเบรกดูเวลาเบรกแต่ละทีเหมือนกับมีคนมากระชากผมบนศีรษะแรงๆ
ไม่ต้องกลัวว่าจะเบรกไม่อยู่ มันอยู่แน่นอนครับ รถแรงขนาดนี้หากเบรกไม่ดีรับรองมีเฮ
แต่จะเบรกให้นิ่มนวลนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งครับ เพราะจากที่ลองเบรกแต่ละทีหัวทิ่มหัวตำทุกที
กว่าจะชินก็เกือบถึงเวลาที่จะเอารถไปคืนท่านเจ้าของแล้วแหละครับ

เท่าที่ลองคลุกอยู่กับคันนี้สักระยะทำให้ผมได้ข้อสรุปว่า Murcielago เป็น
Lamborghini ที่แรงที่สุด เท่าที่รู้จักและเคยสัมผัสมา มันได้รับการปรับปรุงให้ขับง่ายและขับสบายกว่ารุ่นก่อนๆเยอะ
การควบคุมทำได้ไม่ยาก ถือว่าเป็น Supercar ที่คุมง่ายที่สุดรุ่นหนึ่งเท่าที่เคยสัมผัสมา
หากคุณเคยขับพวง Evolution, Supra หรือ Porsche รุ่น 993, Ferrari รุ่น
F355 คุณก็ขับเจ้า Murcielago นี้ได้สบาย แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมตามบุคลิกของ
Lamborghini ก็คือมุมมองที่ยังแย่แสนแย่ มองลำบากสุดๆ ไม่เหมาะแก่การจะนำมาวิ่งในเมืองที่การจราจรคับคั่งเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องที่จะขับคันนี้ไปแถวเยาวราชเลิกคิด แค่เปลี่ยนเลนทีก็แถบจะร้องแล้ว
ลองถอยออกจากที่จอดก็แทบจะได้ทับคนตาย เพราะมองไม่เห็นว่ามีคนยืนอยู่ มุมอับเยอะมากถึงมากที่สุด
เสียงเครื่องยนต์นี้แล้วแต่คนชอบ หากคุณชอบเสียงหวานแหลมที่เหมือน formula
1 คุณคงชอบ Ferrari เพราะเสียงของ Lamborghini Murcielago มันออกแนวดังโวยวายแหบแห้ง
ทุ้มๆ บอกไม่ถูก
เรื่อง Performance หายห่วง แรงมากถึงมากที่สุด โรงงานเคลมไว้ว่ารถคันนี้สามารถ
ทำความเร็ว 0-300 ได้ในเวลา ไม่ถึง 35 วินาที ตัวผมเองทำได้อยู่แถว 260
เท่าที่ท่านเจ้าของรถเคยทำความเร็วสูงสุด อยู่ที่ 270 อยากไปให้เร็วกว่านี้แต่ไม่มีถนนให้วิ่ง
ระบบเบรกและช่วงล่างนั้นยอดเยี่ยม รถนิ่งสนิทไม่มีอาการงอแงแม้ในช่วงความเร็ว
260 ยังไม่รู้สึกเลยว่ารถมันวิ่งเร็ว หากคุณไม่ดูเข็มไมล์รับรองไม่รู้หรอกว่าคุณวิ่งเร็วขนาดนี้
ส่วนที่ถามว่าแรงกว่า Ferrari รึเปล่า นี้ตอบขอตอบ ว่าไม่รู้ เพราะยังไม่เคยสัมผัส
F575 M แต่ที่แน่ๆ Murcielago เป็นรถที่แรงที่สุดบนถนนประเทศไทยและแรงที่สุดคันหนึ่งในโลก
นับในกรณีที่เป็น production car standard จากโรงงานนะครับ หากไปเทียบกับพวก
sport ญี่ปุ่นอย่าง supra ที่ modify เพิ่มอีกสักครึ่งล้าน นี้ไม่แน่ใจ
แต่คาดว่าน่าจะสูสี ทีเดียว ฟังแล้วอาจจะไม่เชื่อ แต่ผมอยากบอกไว้ว่า พวก
sport ญี่ปุ่นที่ผ่านการ modify มาแล้ว ในทางตรงวิ่งไม่แพ้พวก supercars
จากทั้งเยอรมันและอิตาลีเลยครับ

ส่วนหน้าตานี้แล้วแต่คนมอง ไอ้สวยหน่ะสวยแน่ ขับไปไหนรับรองสาวๆเห็นมองตาเป็นมัน
แม้แต่ผมที่หน้าตาเหมือนคนขับรถ ขับคันนี้สาวๆยังมองเหลียวหลังเลย ประมาณว่าถ้าได้เป็นเจ้าของจะเอาไปขับแถว
siam square สักรอบ
ความคุ้มค่า ไม่ต้องบอก ราคาอยู่ประมาณ เกือบๆ 30 ล้านถึง 30 แล้วแต่ค่าเงิน
อย่ามาถามว่าคุ้มค่าหรือเปล่าเลยครับ เอาเป็นว่าถ้ามีเงินเหลือก็หามาขับเล่นเถอะ
รับรองไม่ผิดหวังกับ performance คันนี้แน่นอน ขับไปไหนก็หล่อสุดๆ
ส่วนทางด้านการ service นั้นก็ต้องวัดดวงกันเอาเอง เพราะศูนย์บริการไม่ได้มีพร้อมสรรพเหมือนกับ
Ferrari หรือ Porsche ถ้ากลัวเรื่อง service ก็แนะนำให้ไปขับพวก Ferrari
หรือ Porsche ดีกว่าครับแม้ว่าจำนวนบนท้องถนนจะเยอะไปหน่อยแต่ก็อุ่นใจเรื่องการบริการ
แต่ถ้าไม่อยากซ้ำใครก็ลองดู Lamborghini Murcielago ดูก็ได้ครับ เพราะทาง
infini automotive ที่สั่งรถรุ่นนี้เข้ามาเขารับรองว่าสามารถซ่อมรถรุ่นนี้ได้
ไม่ปล่อยให้ถูกลอยแพแน่นอน
ขอขอบคุณ คุณเอก ที่เอื้อเฟื้อช่วยอำนวยความสะดวกในครั้งนี้ครับ
Article By Narun Lee

