ตอนแรกว่าจะหาคันที่มัน standard มาทำบทความแต่หาไม่ได้ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว
ก็เลยเอาเจ้าคันนี้แหละ ต้องออกตัวก่อนว่าคันนี้ไม่ใช่รถ standard จากโรงงานดังนั้นหลายๆอย่างไม่สามารถเอาเป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบได้นะครับ
ถือว่าพอเป็นแนวทางละกันว่ารถมันเป็นอย่างไร ดีไหม แรงแค่ไหน แบบคร่าวๆ อ่านสนุกๆละกันครับ
สำหรับใน M3 นั้นคุณสามารถเลือกการตกแต่งภายในได้หลากหลายหน่อยครับ คืออยากจะเลือกแบบป๋าๆเป็นลายไม้กับเบาะหนัง
Nappa ก็ได้ หรือจะเลือกเป็นอะลูมิเนียม silver carbon ก็สุดแล้วแต่จะปรารถนา
คันนี้ท่านเจ้าของเลือกตกแต่ง dashboard ด้วย silver carbon ช่วยเพิ่มอารมณ์สปอร์ตได้อีกนิด
นึกไม่ออกเหมือนกันถ้าเกิดว่าเอาเบาะหนัง Alcantara สีดำมาจับคู่กับลายไม้จะออกมาอุบาทว์ขนาดไหน

ทางด้านหลังนั้นพอสำหรับคนสองคนครับ ถึงจะมี belt สามอันให้ แต่เอาจริงๆเท่าที่ลองไปนั่งดูจริงๆแล้วมันน่าจะออกแบบมาสำหรับสองคนมากกว่า
เพราะคนที่สามตรงกลางนี่ ถ้าไม่ใช่สาวๆตัวผอมๆ นั่งแล้วจะเหมือนตกนรก อย่าไปหวังอะไรมาก
แหมรถ coupe ก็ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับขนว่าที่พ่อตาแม่ยายอยู่แล้ว อย่างมากก็ไว้ขนเพื่อนสาวๆ
สอง-สามคนไปทำอะไรกันสนุกสนาน และเป็นการจำกัดเพื่อนผู้ชายที่ไม่พึ่งประสงค์หรือคนตัวอ้วนแบบผมไปโดยปริยาย
| Cylinder Capacity |
3,246 cc. |
| Max. Power |
343 bhp @ 7,900 rpm |
| Max. Torque |
365 Nm @ 4,900 rpm |
| Weight/Power Ratio |
- bhp/litre |
| Top Speed |
250 km/h (limited) |
นอกจากนี้บล็อกเสื้อสูบของ S54 ยังได้มีการออกแบบทางเดินน้ำในระบบหล่อเย็นใหม่
ให้มีการหมุนเวียนได้คล่องและมีปริมาณน้ำมากขึ้นกว่าเดิม ช่วยลดอาการสั่นภายในหัวลูกสูบ
และยังมีการเพิ่มช่องทางน้ำมาเลี้ยงที่พอร์ตไอดี ทำให้เครื่องอึดขึ้น อัดได้ทั้งคืนโดยไม่ต้องไปกินยาโป๊ว...
เสื้อสูบมีการเอาไปขยายความจุ โดยขยายกระบอกสูบอีก 0.6 มม. เพิ่มจาก 87.8
มม. เป็น 88.4 มม. ส่วนระยะช่วงชักลูกสูบยังคงเท่าเดิม แต่มีการเพิ่มระบบ
DME Control คอยปรับองศาการการจุดระเบิดตามสัญญาณที่ knock sensor ตรวจวัดได้

เมื่อปรับปรุงเครื่องไปแล้วก็มีการปรับปรุงระบบท่อไอดีและระบบป้อนอากาศเข้าเครื่อง
ซึ่งโดยทั่วไป สำหรับรถเครื่อง NA จะมีความสามารถในการบรรจุอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้หรือที่เรารู้จักันในนามว่าค่า
Volumetric Efficiency ได้ไม่เกิน 80% แต่เครืองของ M3 เนี่ย มีการปรับปรุงจนสามารถป้อนอากาศเข้าเครื่องได้เกือบ
100% เต็ม ฟังดูแล้วเหมือนดูรายการขายเครื่อง ดูดฝุ่น Turbo Tiger ทาง
TV ตอนดึก พร้อมทั้งต้องพูดว่า โอ้ว....จอร์จมันยอดมาก โดยไอ้ความสามารถในการดูดได้แรงจนเสียวแบบนี้
เป็นผลมาจากการปรับปรุงระบบทางเดินอากาศ ซึ่งที่ปากทางเข้าของ Runner จะมีปากแตรทำจากพลาสติกยื่นออกมารับอากาศกันแบบแยกแต่ละช่อง
ข้อดีก็คือช่วยเพิ่มอัตราเร่งการไหลข้าวของอากาศ และทำให้มีมวลของอากาศที่ไหลเข้าคงที่อยู่เสมอทุกสูบ
หลังจาก Runner ก่อนเข้าสู่ช่องพอร์ต จะมีการแยกออกเป็นสองช่อง ตามจำนวนวาล์วไอดีสองตัวจะต้องผ่านลิ้นปีกผีเสื้อ
ซึ่งควบคุมด้วยคันเร่งไฟฟ้าหรือมีอีกชื่อว่า Drive-By-Wire ที่รถสมัยนี้ฮิตๆกันนั้นแหละครับ
โดยสำหรับเครื่อง M3 S54 นั้นมีการแยกออกมาเป็น 6 ชุด สูบใครสูบมัน โดยจะควบคุมการเปิดปิดด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่จะตอบสนองต่อคันเร่งภายในเวลาแค่
120 millisecond พร้อมระบบจุดระเบิดแบบ Direct Coil สูบใครสูบมันเช่นกัน...
และสำหรับเจ้า M3 คันนี้ ท่านเจ้าของได้ไปเปลี่ยนระบบกรองอากาศมาใหม่เป็นของ
Gruppe M ทำจาก carbon-fiber ส่วนไว้กรองใช้ของ K&N ทำให้ดูดอากาศ
ได้โล่งขึ้นอีกมากเท่าไรอันนี้ผมไม่รู้ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาวัดเช่นเคย
(แต่ที่แน่ๆคือทำให้ห้องเครื่องสวยขึ้น)

จากการส่งเครื่องไปทำศัยลกรรมใหม่ทั้งตัวเหมือนกระเทยแปลงเพศ ทำให้มีแรงม้ามากขึ้นเป็น
343 bhp @ 7,900 rpm และ แรงบิดที่ 365 Nm @ 4900 rpm ส่งกำลังผ่านเกียร์แบบ
6 speed ที่มีให้เลือกสองแบบคือ Manaul โง่ๆ เหยียบคลัตช์ ยัดเกียร์เอง
กับเกียร์ sequential ที่ BMW เรียกว่า SMGII ไม่ต้องเหยียบ clutch ให้เมื่อยขา
ใช้กระดิกนิ้วเปลี่ยนเอาเองที่หลังพวงมาลัย ทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ภายใน
5.2 วินาที ส่วน top speed ถูกจำกัดไว้ตามกฎหมายเยอรมันคือ 250 km/h
มาพูดถึงระบบเกียร์ SMG กันซักนิดนึงดีกว่า... คือไอ้เจ้าเกียร์ SMG II
นี่ ทาง BMW เคลมไว้ว่ามันสามารถทำงานได้เร็วกว่าเกียร์ F1 ของ Ferrari
ซะอีก เพราะ SMG II ใช้เวลาในการเปลี่ยนเกียร์แค่ 80 millisecond ส่วนของ
Ferrari ใช้ 150 millisecond แต่พอเอาเข้าจริงๆเนี่ย จากที่ผมเคยลองขับมาทั้ง
BMW M3 SMGII กับ F1 ของม้า ผมก็ยังว่าเกียร์ F1 ของ Ferrari ที่อยู่ใน
360 CS เวลาใช้ Race Mode ขณะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นก็ยังตอบสนองได้เร็วกว่าของ
SMG II อยู่ดี (สงสัยผมจะอคติ) แต่เท่าที่ลองคุยกับท่านเจ้าของ M3 และ
Ferrari รวมไปถึง Lamborghini ที่ใช้เกียร์ sequential ทั้งหมด ก็ยังบอกว่า
SMG II ช้าที่สุด ถ้าให้ผมเดาน่ามันจะมีผลมาจากเรื่องแรงบิดด้วยแหละครับ
เลยทำให้เกียร์ SMG II ดูช้าๆไป

กลับมาที่พระเอกของเรา M3 คันนี้ใช้เกียร์โง่ๆแบบ manual 6 speed ในการส่งกำลังลงสู่ล้อหลัง
ส่วนช่วงล่างที่ทำหน้าที่สร้างความสนิทสนมของ M3 คันนี้กับพื้นโลกนั้น
เป็นแบบที่ดูเผินๆ แล้วเหมือนกับของ Series 3 ตัวธรรมดา โดยข้างหน้าเป็นแบบอิสระ
แมคเฟอสันสตรัท แต่มีอาร์มวางขวาง 2 ตัว ยึดกันในรูปแบบเออาร์ม พร้อมเหล็กกันโคลง
ส่วนทางด้านหลังเป็นแบบอิสระ ปีกนก multi-link ยึด 3 จุด พร้อมเหล็กกันโคลง
นอกจากนี้ก็มีการ set พวกค่าความแข็งของสปริงและความหนืดของโช้คอัพใหม่หมด
และลดความสูงทางด้านหน้าลงมาอีก 15 มม.
หลังจากที่ set ช่วงล่างใหม่ก็ตามด้วยระบบ electronic อีกหนึ่งกระบุง
ตามสไตล์รถเยอรมันที่ออกแบบมาให้เด็กขับได้คนแก่ขับดี ซึ่งได้แก่ DSC III
(Dynamic Stability Control III) ทำหน้าที่ป้องกันล้อหลังหมุนฟรี ระบบป้องกันล้อล็อคตายที่ทำงานร่วมกับระบบ
CBC (Cornering Brake Control), DBC (Dynamic Brake Control), ASC (Automatic
Stability Control) พูดมาซะยืดยาวเอาเป็นว่าโดยรวมๆไอ้เจ้าระบบทั้งหมดเนี่ยจะทำหน้าที่ป้องกันอาการ
oversteer (ท้ายกวาดออกนอกโค้ง) ที่มักจะเกิดในรถขับเคลื่อนล้อหลังเวลาเข้าโค้งแรงๆ
ข้อดีที่เห็นๆก็คือขับง่ายขึ้นแน่ๆไม่ต้องมีฝีมือก็ขับได้ ส่วนถ้าเกิดใครอยากจะใช้ฝีมือเองก็ปิดระบบ
DSC ซะ มีปุ่มให้กดอยู่บน console กลางใต้ แอร์ครับ
Testdrive

หลังจากที่ดูรายะเอียดภายในและภายนอกของเจ้า M3 กันไปแล้วก็ถึงเวลาเอาไปลองขับดู
ขึ้นไปนั่งบิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง on รอจนไฟ check ทั้งหมดขึ้นแล้วดับลง
หลังจากนั้นบิดกุญแจสตาร์ท เสียงเครื่องยนต์หลังการสตาร์ทไม่อยากจะบอกว่าไม่มีอะไรต่างจากเสียงเครื่องของ
Series 3 ธรรมดาๆเลยสักนิด มันช่างเงียบสนิทและไร้ซึ่งการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ในการอยากเอาไปขับโดยสิ้นเชิง
ลองเหยียบคันเร่งสองสามที เสียงก็ยังเหมือนเดิมคือเห่ยๆ ไม่ได้ออกแนวทุ้มๆเหมือนกับพวกเครื่องใหญ่ๆของ
BMW นี่ขนาดคันนี้มีท่อ Harmann ทั้งชุดนะเนี่ย สิ่งหนึ่งที่ M3 มีแตกต่างจากรถคันอื่นๆก็คือเจ้า
shift light ที่จะโผล่เป็น scale สีเหลืองๆรอบวัดรอบขึ้นมาตอน start โดยจะคอยเตือนไม่ให้เร่งเครื่องเกิน
4,000 rpm ตอนที่เครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ หลังจาก warm เครื่องไปสักพักเจ้าแถบสีเหลืองๆนี่จะค่อยๆลดลงจนเหลืออยู่ก้อนเดียวที่เกิน
8,000 รอบครับ

เบาะของ M3 เป็นแบบกึ่งสปอร์ตในความคิดผม เพราะว่ามันไม่ได้กระชับแบบพวก
Recaro หรือ bucket seat ยี่ห้ออื่นๆ โดยไอ้เจ้าเบาะรุ่นนี้เนี่ยมันปรับได้หลายทิศทางมากมายมหาศาลเท่าที่คุณจะจินตนาการได้
โดยส่วนตัวมีความรู้สึกว่าเบาะมันใหญ่ไป ปรับยังไงก็รู้สึกโหวงเหวง โดยเฉพาะตัวแหน่งไหล่นี่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยมี
support อาจจะเพราะผมตัวเล็กเลยแต่รถถูกออกแบบมาให้ฝรั่งตัวใหญ่ๆขับ เลยเป็นอย่างงี้
ส่วนพวงมาลัยนี่อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่ามันมีพวกปุ่ม multi-function
ทั้งหลายอยุ่ด้วย เลยทำให้ออกจะดูเทอะทะไปหน่อย พอจับหมุนๆดูก็รู้สึกอย่างงั้นจริงครับ
คือมันใหญ่ไปหน่อยไม่ค่อยคล่องตัว

พอปรับทุกอย่างเข้าที่เรียบร้อยแล้วก็ เหยียบ clutch เข้าเกียร์หนึ่ง ตัว
clutch อาจจะหนักกว่ารถบ้านหน่อย แต่โดยรวม clutch และเกียร์ของ M3 ไม่ได้หนักนรกครับ
เข้าง่ายเหมือนกับขับรถบ้านทั่วไปนี่แหละ ค่อยๆปล่อย clutch เดินคันเร่งเติมเข้าไปรถก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้า
ไม่ได้มีอาการกระโชกกระชากเหมือนกับพวกรถแรงๆ ขับออกจากบ้านออกมาถึงปากซอยคลานมาเรื่อยๆชอบเผลอนึกว่ากำลังขับ
BMW 318 อยู่เรื่อย
การใช้งานในเมืองถือว่าสอบผ่านสบายๆ คล่องตัวดีครับ เสียงเครื่องยนต์เข้ามาในห้องโดยสารน้อยกว่าที่คิดไว้
เท่าที่ลองขับดูแถวๆ 2-3,000 rpm. นี่เสียงเครื่องแถบไม่บอกเลยว่ารถคันนี้สามารถวิ่งจาก
0-100 ได้ในเวลาไม่ถึง 5.5 วินาที พวงมาลัยเบาหวิว คันนี้เปลี่ยนล้อมาเป็น
19” ยางแก้มบาง บวกกับความเรียบของถนนเมืองไทยจนหลงนึกว่าได้ไปแข่ง rally
ที่ Monte Carlo ทำให้รู้สึกกระแทกกระทั้นก้นมากกว่าเดิมพอควร แต่ถ้าเทียบกับรถ
sport ระดับ 300 กว่าแรงม้าแล้ว ผมยังถือว่า BMW M3 อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้แข็งจนน่าเกลียดครับ
ยังรับได้ ถือว่าแค่แน่นๆ

ส่วนในช่วงที่ต้องการขับเรื่อยเปื่อยบนทางด่วนที่ความเร็ว 100 km/h M3
ก็ใช้รอบอยู่เพียงแค่แถวๆ 2,600 rpm มุมมองอยู่ในเกณท์ดีครับ แต่ไม่ได้ดีมากเพราะว่ากระจกหลังที่ลาดลงมารับกับมุมหลังคาทำให้มองด้านหลังไม่ค่อยชัด
บวกกับเสาร์ C ที่ค่อนข้างหนาทำให้เวลาเปลี่ยนเลนต้องมีหันไปดูหน่อย แต่โดยรวมๆก็โอเค
ไม่ได้แย่เหมือนกับขับพวก supercar จากอิตาลีที่จะเปลี่ยนเลนแต่ละที เล็งแล้วเล็งอีกกลัวแต่จะได้เอามอเตอร์ไซค์กลับบ้านไปเป็นของฝากซักคันสองคัน
จุดที่ผมไม่ชอบเท่าที่ลองขับวนๆในเมืองก็คือเรื่องตำแหน่งเกียร์ครับ คือเจ้าเกียร์ถอยของ
M3 หรือพวกเจ้า manual 6 speed ของ BMW เนี่ยเวลาเข้าเกียร์ถอยจะต้องอาศัยการดันไปทางซ้ายจนสุดแล้วค่อยดันขึ้น
คือวิธีการเข้าเกียร์จะคล้ายๆกับการเข้าเกียร์หนึ่ง แล้วที่สำคัญคือมันอยู่ใกล้กันมากๆ
เผลอเข้าผิดระหว่างเกียร์หนึ่งกับเกียร์ถอยเป็นประจำ ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ทำเป็นสลักให้ยกเวลาต้องการเข้าเกียร์ถอยซะที
นอกจากนี้ช่วงระยะห่างของแต่ละเกียร์ก็ไม่ค่อยชิดเท่าที่ควรครับ มันน่าจะชิดได้มากกว่านี้
เรื่องความโดดเด่นบนท้องถนนนี่ถ้าเทียบกับราคา 7 ล้านถึง 8 ล้านบาท ต้องบอกตรงๆว่าไม่ได้ดึงดูดสายตาเพื่อนร่วมท้องถนนเอาซะเล้ยย...
มันดูกลมกลืนกับ Series 3 ที่มีวิ่งอยู่เกลื่อนเมืองซะเหลือเกิน เท่าที่ลองสังเกตุดูตอนติดไฟแดง
แทบจะไม่มีเพื่อนร่วมถนนคนไหนหันมามองเท่าไหร อาจจะเพราะแยกไม่ออกว่ามันต่างกับ
series 3 ตัวธรรมดาตรงไหนก็ได้มั้งครับ

หลังจากที่ได้ทำความคุ้นเคยกับรถจนเริ่มชิน ก็ได้เวลาไปลอง performance
ของเจ้า M3 นี่ซะที เท่าที่ลองกดดูเต็มๆ ตั้งแต่เกียร์หนึ่ง แทบไม่ได้ยินเสียงฟรีทิ้งเลย
เพราะมีเจ้าระบบ DSC คอยควบคุมอยู่ เห็นไฟสว่างๆแวบๆอยู่บนหน้าปัทม์ แต่เสียงเครื่องในรอบต่ำๆที่บอกว่าไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไร
พอลากเกิน 4,000 เสียงเริ่มฟังดูเข้าท่าแฮะลากต่อไปจน 6,000 rpm เอ้อ...
ค่อยฟังดูเป็นรถสปอร์ตหน่อย ลากต่อไปจนถึง 7,800 rpm โอ้ว... ใช้ได้เลย…
มันไม่ได้โหยหวน ไพเราะเพราะพริ้ง เหมือนกับพวกม้าหรอกครับ แต่แค่นี้ก็ให้อารมณ์ตื่นเต้นได้พอสมควรแล้ว
เหยียบ clutch สับเข้าเกียร์สองกระแทกคันเร่งสวนลงไปรถพุ่งไปข้างหน้าต่อทันทีไม่มีอากรห้อยให้เห็น
แม้ว่าจะไม่ได้ดึงแบบนรกแตก แต่รถไปเรื่อยๆดีครับ ที่ผมชอบก็คือมันเป็นรถเยอรมันเครื่อง
NA ที่มีรอบให้ลากยัน 8,000 ไม่เหมือนพวก benz ที่ลากไปไม่ทันจะแคะขี้มูกเสร็จหมดแล้ว
6,000 รอบ หลังจากเปลี่ยนเข้าเกียร์สองเข็มวัดรอบกวาดขึ้นไปทางขวา ส่วนทาง
shift light ที่ค่อยๆขึ้นสวนมาทางซ้ายที่ละ block จนถึง block สุดท้ายที่เป็นสีแดงผมสับเข้า
3 ต่อทันที แหมชอบจังเลยไอ้เจ้า shift light เนี่ยสวยดี เหมือนของเล่นไว้หลอกเด็กๆ
เสียงเครื่องยนต์ของ M3 ผมว่ามันจะให้อารมณ์มากๆก็ช่วง 4,500-7,800 รอบครับก่อนหน้านี้เห่ยระเบิด
ไม่ได้เรื่องครับ ถามว่าเสียงเครื่องของ M3 เป็นยังไงบอกตามตรงว่าอธิบายไม่ถูก
ฮ่าๆๆๆ แน่นอนมันไม่ได้แหลมเหมือนกับพวกเครื่องม้า แต่มันก็ไม่ได้ทุ้มเหมือนกับพวกรถ
V8 ของ BMW เช่นเดียวกัน

0-100 เท่าที่ลองขับดูทำได้อยู่แถวๆ 5.5 ครับ ถือว่าใกล้เคียงกับที่เคลมไว้
จุดเด่นที่สังเกตุได้ของเจ้า M3 คือที่ความเร็วเกิน 120 ขึ้นไปมันจะไหลไปได้เรื่อยๆ
ต่อเนื่องดีไม่มีหมด เสียงเครื่องบวกเสียงปากแตรดูดอากาศ เข้ากรองอากาศของ
Gruppe M กับท่อ Harmann มันให้อารมณ์สปอร์ตกว่าเดิมๆอยู่มากโข คันเกียร์แม้จะเป็นแบบ
short shift แต่ผมว่ามันน่าจะกระชับได้มากกว่านี้ครับ ช่วงเข้าแต่ละเกียร์ยังรู้สึกยาวไปหน่อย
กดแช่ไปเรื่อยจนถึง 250 ได้ไม่ยากครับ ไปเรื่อยๆแป๊บๆก็ถึง ในช่วงความเร็วสูงๆ
ถือว่าเจ้า M3 ยังคงมีความสนิทสนมกับพื้นโลกดีครับ ไม่ได้ทำท่าจะแปลงร่างไปเป็นเครื่องบินแต่อย่างใด
อีกอย่างที่สัมผัสได้จากการที่ใช้ความเร็วสูงๆ ก็คือช่วงล่างของ M3 จะค่อนข้างออกแนวแน่นๆครับ
ยิ่งวิ่งเร็วๆยิ่งรู้สึกว่ามันกระแทกกระทั้นก้นน้อยลงเรื่อยๆ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เกาะนะ
มันยังเกาะดีครับ

เรื่องระบบเบรกโดยทั่วไปแม้ว่าหน้าตา caliper เบรกของ BMW โดยเฉพาะตระกูล
M ทุกรุ่นจะเป็นแบบ 1 pot ขนาดใหญ่ หน้าตาอุบาทว์ไม่มีความเท่ห์ แต่ก็ทำงานได้ด้วยดีเสมอมาครับ
คือกดเบรกรถมันก็หยุดอยู่ดี แต่คันนี้ท่านเจ้าของยกเอา Brembo ขนาดใหญ่โตมโหฬารมาใส่ขนาดกี่
pot ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆคือเบรกดีกว่าเดิมมากมายมหาศาล เท่าที่ลองดูวิ่งทางตรงมา
230 พอเจอโค้งเลยแตะเบรก โอ้ว... มันยอดจริงๆ ไม่มีอาการว่าจะเบรกไม่อยู่
กดแป้นเบรกแต่ละทีความเร็วลดฮวบฮาบ หัวทิ่มหัวตำแทบโขกพวงมาลัยทุกทีหากเหยียบเบรกแรงไป
โดยรวมๆเจ้าระบบเบรก Brembo ชุดนี้ผมเชื่อว่าถ้าเกิดเอาไปใช้ใน curcuit
จะทำให้คุณสามารถเบรกในโค้งได้ลึกกว่าและไม่ต้องห่วงกับอาการเบรก fade
ส่วนสิ่งที่ต้องแลกมากับการมีระบบเบรกที่ดีขึ้นก็คือช่วงล่างที่ต้องรับภาระมากขึ้นและค่า
unsprung weight ที่มากขึ้น สิ่งต่อมาก็คือการตอบสนองในโค้งของรถจะช้าลงครับ
แต่เท่าที่ขับซัดไปซัดมาบนท้องถนนบ้านเราไม่ได้มีโอกาสเอาไปวิ่งใน curcuit
ก็ไม่ได้รู้สึกว่ารถมันตอบสนองในโค้งช้าลงแต่อย่างใดครับ แต่เรื่องเบรกดีขึ้นเนี่ยเทียบกับ
M3 ธรรมดาที่เคยขับนี่แตกต่างกันแบบรู้สึกได้ เหมือนคุณใช้ผ้าอนามัยแบบมีปีก

อย่าพึ่งคิดว่า M3 มันจะหมดมุขแค่นี้เพราะมันยังมีปุ่มมหัศจรรย์อีกหนึ่งปุ่มตรง
console กลางที่เขียนว่า “Sport” โอ้ว! ท่าทางไม่เลว... เห็นครั้งแรกทำให้ผมพาลนึกไปถึงปุ่ม
Sport แบบที่อยู่ใน Ferrari F360 ประมาณว่ากดปุ๊บสยิวปั๊บ แค่คิดก็เสียวแล้ว...
นี่ขนาดยังไม่ใช้ Sport ยังวิ่งใช้ได้ สงสัยถ้ากด Sport รับรองสงสัยวิ่งจี้ด...
หลังจากนั่งคิดเองเออเองอยู่สักพัก ตัดสินใจกดเลยครับ กดปุ๊บลองซัดปั๊บ
ผลที่ได้ โอ้โห สมกับเป็นปุ่มหัศจรรย์... มันมหัศจรรย์มากที่ทางวิศวกรสร้างปุ่มเพิ่มขึ้นมาอีกปุ่มหนึ่งที่กดลงไปแล้วเหมือนเดิมเด๊ะ...
เปิด Sport กับไม่เปิด ความต่างของอัตราเร่งประมาณได้เท่ากับความแตกต่างของแมลงวันตามร้านข้าวต้ม
คือแทบแยกไม่ออกว่าไอ้ตัวนี้กับตัวเมื่อกี้มันต่างกันตรงไหนฟะ คือไอ้เจ้าปุ่ม
Sport เนี่ย เท่าที่ทราบมา มันจะไปปรับความ sensitive ของการตอบสนองของลิ้นเร่งและคันเร่งแบบ
drive by wire ให้มันไวขึ้นครับ แค่นั้นแหละ คือถ้าขับแบบตะบี้ตะบันซัดมาตลอดทาง
แล้วมาเปิด Sport Mode เนี่ย แทบจะหาความแตกต่างไม่เจอ

เอาเถอะครับแม้ว่าจะผิดหวังจากปุ่ม Sport แต่อารมณ์ที่ค้างอยู่ก็ถูกชดเชยด้วยการเข้าโค้ง
ส่วนตัวผมว่าจุดเด่นของ M3 อยู่ที่ในโค้งครับ คงไม่มีรถรุ่นไหนบนโลกที่สนามรักษาความเกาะถนนไว้ได้พร้อมกับความนุ่มสบายของช่วงล่างเหมือนกับ
M3 อีกแล้ว... ผมอยากใช้คำว่า comfortable กับช่วงล่างของรถรุ่นนี้ครับ
คือไม่ได้นิ่มแบบรถจ่ายกับข้าว แถมยังออกแนวแน่นๆ สปอร์ตๆ อีก แต่เมื่อเทียบความหนึบหนับของช่วงล่างกับความนุ่มนวลแล้ว
M3 นับว่านำโด่งแบบไม่มีคู่แข่ง... คือรถมันเกาะมากกว่าที่คุณคิดและตูดคุณรู้สึกได้
นอกจากนี้เจ้าระบบ electronic นามว่า DSC กับผองเพื่อนชื่อสามตัวของมัน
และ M differential lock ก็ยิ่งช่วยทำให้คุณสามารถพา M3 เข้าโค้งได้รวดเร็วและรุนแรงมากกว่าที่รถ
coupe ที่มีพื้นฐานและหน้าตามาจากรถจ่ายกับข้าวสี่ประตูทำได้

สิ่งที่หน้าประทับใจก็คือเจ้า DSC มันไม่ได้เข้ามาแทรกแซงจนน่ารำคาญครับ
เหมือนมันรู้ว่าจุดไหนควรเข้ามายุ่งและจุดไหนอยู่เฉยๆก็ได้ คือคุณยังสามารถขับ
M3 เข้าโค้งโดยให้ท้ายรถกวาดออกเล็กๆ หรือหน้าแถออกหน่อยๆ ได้ตามสบาย ตราบใดที่เจ้าระบบนี้ไม่รู้สึกว่าคุณกำลังพามันไปพบจุดจบพร้อมกับคุณที่ตอสะพาน…
พูดๆง่ายเหมือนกับมันห่วงตัวเองว่าจะคุณจะพามันไปตายนั่นแหละครับ และเมื่อคุณเดินคันเร่งส่งออกจากโค้งมากเกินพอดีจนรถจะเสียอาการเจ้า
DSC ก็จะเข้ามาแทรกแซงแต่ไม่ถึงกับขนาดตัดการเร่งของคุณหมดซะทีเดียว เท่าที่ลองๆปลิวเข้าโค้งทั้งโค้งแคบและโค้งกว่าทั้งแบบ
high speed หรือธรรมดาๆเจ้า M3 ก็ยังรักษา line ไว้ได้ดีเหมือนเดิมครับ
อย่างไรก็ดีหากคุณปิด DSC ออกแล้วหักพวงมาลัยเข้าโค้งเร็วเกินไปนิสัยเก่าๆ
ของรถขับเคลื่อนล้อหลังก็ยังแสดงออกมาครับ คือตูดออกเหมือนกัน โดยส่วนตัวมันก็ยังมีอาการบอกล่วงหน้าครับว่าตูดจะออก
แต่พอออกไปมากๆหลุดไปแล้วจริงๆก็แก้ยากหน่อย อย่างไรก็ดีเท่าที่ลองขับ
M3 ในโค้งผมว่ามันหนึบหนับแน่นๆมากกว่า Porsche 911 996 Carrera 2 ซะอีก

จากเท่าที่ลองขับทั้งที่เปิด DSC และ ปิด DSC ส่วนตัวผมชอบแบบปิด DSC มากกว่าครับ
มันสนุกกว่าเพราะว่ารู้สึกได้ใช้ฝีมือในการควบคุมและบังคับรถมากกว่ารวมทั้งต้องทำตัวให้
alert อยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามผมต้องยอมรับว่าเจ้า DSC ใน M3 นี่มันฉลาดและแสนรู้มากกว่าระบบ
Traction Control ทั่วๆ ไปมากทีเดียวครับ เจ้าระบบนี้เนี่ยสามารถทำให้คนที่ขับรถไม่เก่ง
สามารถควบคุมรถหน้าตาเหมือนรรถจ่ายกับข้าวระดับ 343 แรงม้าได้ง่ายกว่าเดิมเยอะ
โดยเฉพาะในช่วงที่พื้นถนนเปียกหรือว่าในถนนที่มีโค้งเยอะ มันทำให้คุณสามารถใช้พละกำลังของรถได้มากกว่าเดิมโดยไม่ต้องเครียดครับ
สรุป

โดยรวม M3 เป็นรถ Coupe ที่มีพื้นฐานและหน้าตามาจากรถสี่ประตูที่ยอดเยี่ยมมากถึงมากที่สุด
เมื่อเทียบกับคู่แข่งของมันอย่าง CLK55AMG ผมกล้าพูดเลยว่าแม้ Benz จะมี
CC มากกว่าแต่การตอบสนองและ Performance ไม่สามารถสู้ M3 ได้เลย
อัตราเร่งถือว่ายอดเยี่ยม เมื่อมองว่าใช้เครื่องยนต์ 3,200 cc ไม่มีระบบอัดอากาศ
แต่สามารถสร้างแรงม้าได้ถึง 343 แรงม้า และลากรอบกันได้ถึง 8,000 rpm ซึ่งถือว่าใช้รอบสูงผิดวิสัยรถเยอรมันทั่วไปทำให้
M3 ขับสนุกขึ้นเยอะ การจะขับไห้ถึง top speed ซึ่งถูกจำกัดไว้ที่ 250 km/h
นั้นทำได้ไม่อยากครับ กดไปแป๊บๆก็ถึงแล้ว ถ้าปลดล็อกจะไปได้อีกหลายสิบพอสมควร
เรื่องการควบคุมในโค้งถือว่าดีครับ มองจากหน้าตาแล้วไม่หน้าจะเกาะเท่าไร
แต่เอาจริงๆมันเกาะกว่าที่คิด แถมเมื่อเทียบกับรถ performance ระดับนี้
ยังคงไว้ซึ่งความนุ่มสบายก้น โดยเฉพาะเจ้าระบบ DSC นี่ถือว่าทำให้รถขับได้ง่ายกกว่าเดิมเยอะครับ

การใช้งานในเมืองถือว่าสอบผ่านครับ อันเนื่องมาจากมันก็เหมือนกับคุณขับ
Series 3 E46 ธรรมดาๆ นี่แหละ แอร์เย็น เพลงเพราะ เครื่องเสียงติดรถเป็นของ
Harman Kardon เดิมๆ ไม่ต้องไปเปลี่ยนให้เสียตังค์เพิ่มหากคุณไม่ใช่พวกหูเทวดา
ตำแหน่งการนั่งและมุมมองทางด้านหน้านี่ไม่มีปัญหาเลยครับ ชัดแจ๋ว จุดบอดเล็กน้อยเท่าที่รู้สึกหลังจากการลองขับก็คือด้านหลังครับ
หลังคาที่ลาดลงมากว่าตัวธรรมดา อันเนื่องมาจากผลทางด้าน aerodynamic ทำให้กระจกหลังค่อนข้างแคบบวกกับกระจกมองหลังทรงรีๆ
ทำให้ยิ่งมองลำบากมากขึ้นไปอีก แต่ก็ยังถือว่ารับได้ครับ
คันนี้เป็นเกียร์ manual ทำให้อาจจะต้องเมื่อยเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะถนนติดกาวในกรุงเทพ
อย่างไรก็ดีน้ำหนัก clutch ของ M3 ก็ไม่ได้แข็งน่าเกลียดครับ หนักกว่ารถจ่ายกับข้าวทั่วไปนิดนึง
ยังอยู่ในระดับรับได้ ถ้าเกิดไม่อยากเหยียบ clutch ก็ต้องไปซื้อตัวเกียร์
SMGII ครับ อันนั้นบริหารนิ้วเพียงอย่างเดียว

แต่ๆๆอย่าคิดว่าเจ้า M3 มันไม่มีข้อด้อย... แม้ว่า M3 จะเป็นรถ Coupe ของ
BMW ที่ขับสนุกมากที่สุดขนาดไหนก็ตาม เมื่อมองไปที่ค่าตัวรถใหม่ระดับ 8
ล้าน แต่หน้าตาเหมือนกับ Series 3 ธรรมดาที่ขับไปไหนสาวๆก็ไม่รู้หรอกครับว่ามันจะเจ๋งกว่าตัวธรรมดาตรงไหน
เท่าที่ลองถามๆ สาวๆ ดู คำตอบที่ได้เหมือนกันซึ่งก็คือ “ก็ Series 3 สองประตูไม่ใช่เหรอพี่”
(บางคนยังไม่รู้เลยว่า 2 ประตู... บอกว่าต่างอย่างเดียวคือสีขาว...) จุดนี้แหละที่ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเจ้า
M3 ราคาแพงมากขึ้นไปอีก
ความคุ้มค่าในความเห็นส่วนตัวไม่มีหรอกครับ รถหน้าตาเหมือนกับ 318i แต่ว่ามีสองประตู
มีโป่ง กับเครื่องแรงๆ แต่นั่งได้น้อยคนลง มองยังไงก็ไม่คุ้มค่า เหมือนกับว่ามันตอบสนองความอยากในใจมากกว่าครับ
คือหากคุณต้องการหา BMW สักคันที่ขับสนุกๆ ไม่เกี่ยงรื่องราคาและหน้าตาว่ามันจะไม่ดึงดูดสายตาชาวบ้าน
และเสียงเครื่องไม่ได้เพราะมาก ก็โอเค แต่ถ้าเทียบกับรถในราคาขนาดนี้ตัวเลือกอื่นๆนี่บานเลยครับ
ไม่ว่าจะเป็น ม้า, กบ, Maserati แม้กระทั่ง Benz สปอร์ต หรือรถ Sport ญี่ปุ่นใหม่ๆซักสองคันแถมเหลือเงินถอนอีก...
ดังนั้นถ้าใครสนใจอยากจะเป็นเจ้าของ ก็ให้คิดดูดีๆครับ ไม่ใช่เงินน้อยๆนา

เรื่องพวกอุปกนณ์ตกแต่งนี่ไม่ต้อห่วงครับ ขึ้นชื่อว่า BMW แล้วหายห่วง
มีให้เลือกมากมายก่ายกองพะเนินเถินถึก ตั้งแต่เบรก กล่อง กรอง ท่อ body
part มีให้เลือกใส่ตามใจท่านเจ้าของทั้งหลาย
เรื่องการ service ก็ไม่มีปัญหาเช่นกันเข้าศูนย์ BMW ได้เลยครับ เนื่องจากรุ่นนี้
BMW เอาเข้ามาจำหน่ายเอง ดังนั้นขับได้สบายใจหายห่วงเอาเป็นว่า เท่าที่เคยขับ
BMW มาทั้งหมด ผมว่า M3 เป็นรถที่ตอบสนองโจทย์ได้ทุกๆด้านครับ คือแม้ว่าจะไม่ได้แรงแบบ
M5 แต่ก็คล่องตัวกว่า ขับในโค้งได้สนุกดี ขาดอย่างเดียวคือเรื่องหน้าตาที่ไม่ดึงดูดชาวบ้านกับเสียงเครื่องยนต์ในรอบเดินเบาที่เงียบยังกะรถจ่ายกับข้าวทำให้ขาดเสน่ห์ไปมากพอสมควรครับ
Article By Narun Lee

