|
Test
Drive: Lamborghini Gallardo Spyder
This time we check out the topless...

ออกตัวก่อนตรงนี้เลยว่าหลังจากที่มาอยู่ที่ USA นี่หาเวลาพิมพ์บทความไม่ค่อยจะได้ แต่ดันมีโอกาสได้ลองรถประหลาดๆเยอะกว่าเมืองไทย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บทความทั้งหลายถูกดองครับ ดังนั้นเพื่อป้องกันบทความบูดผมจึงขอส่งบทความตัวช่วยออกมาคั่นเวลาให้อ่านกันไปก่อนระหว่างที่รอบทความของเจ้ารถคันอื่นๆ (อย่าง Saleen S7 TT, EB 16/4 Veyron etc.)
หลายคนอาจจะงงว่าทำไมเจ้าคันนี้ถึงได้มาโผล่ตรงนี้ก่อนคันอื่นๆที่ผมลอง และดองไว้ตั้งนาน ทั้งๆที่เวลาที่ใช้ในการพิมพ์ก็น่าจะเท่าๆกัน เหตุผลตอบแบบหน้าด้านไม่อายเลยว่าไอ้คันนี้พิมพ์ง่ายกว่าเยอะ เนื่องจากอย่างๆน้อยๆก็คงไม่ต้องแนะนำกันมากว่ามันเป็นรถรุ่นอะไรมีประวัติความเป็นมาอย่างไร สรุปคือผมขี้เกียจพิมพ์เยอะนั่นแหละครับ ฮ่าๆ เอาเป็นว่าลองอ่านดูละกันครับว่าไอ้บทความคั่นเวลาของผมจะทำให้ท่านผู้อ่านและท่านสมาชิกเสียดายเวลาขนาดไหนที่ดันหลงผิดมาอ่านกัน อ่านจบแล้วอย่าลืมไปแสดงความคิดเห็นในบอร์ดด้วยว่าชอบหรือไม่ชอบอย่างไรเนื่องจากไม่ได้พิมพ์บทความมานานน่ะ comment ของท่านๆทั้งหลายผมจะได้ใช้ในการปรับปรุงครั้งหน้าครับ

รถที่จะถูกปู้ยี้ปูยำครั้งนี้ไม่ใช่คันไหนอื่นไกลครับ คนที่ชอบรถรู้จักกันดีเพราะนี่ถือว่าเป็นบริษัทคู่กัดของ Ferrari มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนเจ๊งแล้ว เจ๊งอีก โดนลอยแพไปมาตั้งหลายครั้ง ในที่สุดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ถึงเจอคนมาอุ้มชูเลี้ยงดูปูเสื่อ จนมีปัญญาพัฒนาออกรถรุ่นใหม่ๆมาทำตลาดในปัจจุบัน อารมณ์ของบริษัทนี้น่าจะใกล้เคียงกับเจ้าของรถยี่ห้อนี้ในประเทศแถบ south east asia ที่โดนลอยแพมาหลายรอบ กว่าจะมี Service เป็นหลักแหล่งก็เมื่อไม่นานมานี้นั่นแหละ เป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากบริษัทรถ Tractor ตราควาย นามว่า Lamborghini ที่ปัจจุบันโดน Audi ซื้อไปดูแลและเอา Technology ต่างๆมาใส่จนกลายพันธ์จาก Tractor ตราควาย กลายเป็น Audighini A6 ไปเป็นที่เรียบร้อย แน่นอนครับ รถที่ผมจะพูดถึงในคราวนี้ก็คือ Audighini Gallardo Spyder ที่พึ่งออกมาทำตลาดเมื่อต้นปีนี้นี่เอง
ถ้ายังจำกันได้ผมเคยเอา Gallardo ตัว MY 2004 มาเขียนบทความกันให้อ่านไปแล้วครั้งหนึ่ง บางคนอาจจะสงสัยว่าแล้วไอ้ตัวนี้มันมีอะไรต่างจากตัวที่ทำบทความไปแล้วบ้าง ความแตกต่างมีแน่นอนครับ ไม่ใช่แค่เอามาตัดหลังคาแล้วหลอกขาย มีอะไรบ้างเดี๋ยวจะค่อยๆสาธยายให้ฟัง

Gallardo หรือที่ฝรั่งและคนเล่นรถเรียกว่า G นั้นเป็นรถที่ถูกพัฒนาโดย audi ล้วนๆ ไม่เว้นแม้กระทั่ง G. Spyder คันสีเหลืองตอแหลที่ท่านทั้งหลายกำลังอ่านอยู่นี่แหละครับ ดังนั้นเรื่องคุณภาพในการประกอบนั้นหายห่วงไม่ต้องมานั่งลุ้นเหมือนเมื่อก่อนสมัย Diablo ยุคแรกๆว่าวันนี้ มันจะพังตรงไหนอีกหว่า อย่างไรก็ดีหลายคนบอกว่าควายรุ่นใหม่ๆมันขาดอารมณ์เป็น Supercar ไปในหลายๆจุด อันนี้นานาจิตตัง
กลับมาที่พระเอกของเรา เผอิญผมโชคดีมีคนรู้จักทำงานอยู่ที่ dealer ขาย Supercar ที่นี่น่ะครับทำให้ได้มีโอกาสลองรถรุ่นใหม่ๆอยู่บ่อยๆ พอรถรุ่นนี้เข้ามาเค้าก็เรียกให้ไปดู ไปถึงก็เห็นจอดสีแป๊นแป๋นอยู่ด้านหน้า เห็นครั้งแรกแล้วต้องบอกตามตรงว่าดูดีกว่า G Coupe ธรรมดาเยอะเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะสีด้วยก็เป็นไปได้ โดยปกติเป็นคนที่ไม่ชอบรถสีเหลือบๆแต่ว่า Lamborghini เป็นรถที่ใส่สีประหลาดๆลงไปแล้วไม่น่าเกลียดครับ เจ้าคันนี้ก็เหมือนกัน มันคนละเหลืองกับ Giallo Modena ของ Ferrari น่ะ แล้วก็คนละเหลืองกับ Mur คันเก่าที่อยู่ในบทความด้วย เพราะ Mur คันนั้นเป็น Solid Yellow แต่คันเจ้า G นี้ดันมีเหลือบ ทำให้แต่ละมุมของรถที่แสงตกไปโดนเนี่ย เวลาถ่ายรูปออกมามันจะคนเหลืองกันครับ ถ้าจำไม่ผิดทาง Audighini เรียกสีนี้ว่า Giallo Midas มั้ง ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่เคยจำชื่อเฉดสีของควายได้เลย

พูดถึงรูปทรงโดยรวมก็คือ G นี่แหละ ทุกอย่างเหมือนเดิมเกือบหมด แต่ว่าไม่มีหลังคา อิทธิพลทางด้านการออกแบบของ G นั้นดูแล้วก็รู้ว่าได้มาจากไอ้เจ้า Murcielago พอสมควร อย่างไรก็ดี G นั้นออกไปทางเหลี่ยมสันมากกว่า แต่เหลี่ยมแล้วดูลงตัวอยู่นา ไม่ใช่เหลี่ยมแล้วดูไม่ดีคนไม่ชอบ ต้องออกมาประท้วงจนต้องยุบสภา อันนั้นเหลี่ยมแล้วไม่สวยครับ
ด้านหน้าถ้ามองจากมุมต่ำ แบบไม่ให้เห็นหลังคานี่บอกได้เลยว่าแยกไม่ออกว่านี่ G Coupe หรือ G Spyder ทุกอย่างเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็น กันชนหน้ามีช่อง Air damp สองฝั่งทรงเหลี่ยมๆ ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผอมๆเหมือนแท่งอะไรสักอย่างวางในแนวตั้ง พร้อมกับระบบไฟหน้า Bi-Xenon มาตรฐานของรถยุโรปสมัยนี้ เดินมาทางด้านข้าง เนื่องจากไม่มีหลังคาทำให้รถดูเตี้ยกว่าเดิม ความแตกต่างนอกจากหลังคาที่หายไปก็เจ้าล้อลายใหม่แบบเดียวกับที่อยู่ใน G.SE ที่เรียกว่า Callisto wheels ขนาดเท่าเดิมกับล้อลายเก่าขนาด 19” ส่วนความสวยนี่แล้วแต่คนชอบ บางคนบอกว่าสวย บางคนชอบล้อลายเก่ามากกว่า หุ้มด้วยยางยี่ห้อ Pirelli P-Zero Corsa สนนราคายางสี่เส้นนี่ไปเปิด Member ตาม Caribbean หรือ Soprano ได้สบายๆ ขนาด235/35 ZR19 ทางด้านหน้ากับ 295/35 ZR 19 ทางด้านหลัง กับมองผ่านล้อเข้าไปจะเห็นเบรกสีเหลืองแรดเข้ากับตัวรถขนาด 8 pots ทางด้านหน้า ส่วนทางด้านหลังใช้แบบ 4 pots ขนาดเท่าเดิมแบบเดียวกับที่ใส่อยู่ใน G ตัวธรรมดา,Mur MY2005 แล้วก็ Mur Roadster ยังไม่มีเบรกแบบ CCM มาให้ ไม่แน่ใจว่าเบรก CCM เป็น Option ให้เลือกของ G หรือยัง แต่ Mur MY 2006 กับ LP 640 มี CCM มาให้เลือกเสียเงินแล้วครับ

เดินวนมาทางด้านหลังแน่นอนว่าเหมือนเดิมอีกเช่นเคย คือแถบไม่ต่างกับตัว Coupe เลย ไม่ว่าจะเป็นไฟท้าย ตำแหน่งของท่อไอเสีย และอีกจิปาถะเหมือนเดิมสนิท อันนี้ว่าไม่ได้ รถพื้นฐานมาจากรถ Coupe เอามาตัดหลังคาทิ้ง จะให้เปลี่ยนมากเดี๋ยวต้นทุนเพิ่ม อย่างไรก็ดีมันจะเหมือนหมดซะ 100 % ก็เป็นไปไม่ได้ จะมีส่วนต่างกันก็คือถ้าเป็นตัว MY2004-2005 ไอ้ทรงของ Rear Active spoiler ทางด้านหลังจะเป็นอีกทรง พอเป็น MY 2006, SE, Spyder หน้าตาของ Rear Active Spoiler จะเปลี่ยนไปเนื่องจากว่ามีกล้องมองหลังติดมาให้ซึ่งไอ้เจ้ากล้องนี่มีประโยชน์เวลาถอยจอดมากนะครับ อย่างไรก็ดีจุดแตกต่างมากที่สุดของตัว Spyder กับตัว Coupe ก็คือส่วนฝากระโปรงท้าย ฝากระโปรงของตัว Spyder ลักษณะของช่องระบายความร้อนจะต่างกับของตัว Coupe นอกจากนี้ตัว Spyder จะไม่มี option Glass Bonnet ให้เลือกเสียตังค์เพิ่ม แต่ว่าฝากระโปรงท้ายของตัว Spyder จะทำจาก Carbon Fiber แทน ซึ่งไอ้ฝากระโปรงหลังของเจ้า G. Spyder นี่อันใหญ่มากๆ เกิดมาไม่เคยเห็นฝากระโปรงหลังในรถรุ่นไหนใหญ่เท่านี้มาก่อน เรียกว่าใหญ่ขนาดเอามาใช้ทำเป็นหลังคาศาลารอรถเมล์ตามต่างจังหวัดได้สบาย นอกจากนี้รายละเอียดอีกส่วนที่ต่างกับตัว Coupe ก็คือช่องระบายลมเหนือซุ้มล้อหลังใกล้ๆกับไฟท้ายครับ ของตัว Spyder จะไม่มีช่องตรงนี้ ส่วนที่เหลือเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นตะแกรงทางด้านหลังไว้ระบายความร้อนที่เป็นพลาสติกดูไม่สมราคา ปลายท่อไอเสียสองอันขนาดน้องๆท่อแต่งของรถญี่ปุ่นบ้านเรา จนไปถึง rear diffuser หน้าตาเชยๆ

หันมาดูทางเครื่องยนต์กันบ้างซึ่งถ้าจะหาจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดระหว่างตัว Coupe ที่อยู่ในบทความเก่าของผมกับเจ้า Spyder ตัวนี้ จุดแตกต่างที่สำคัญที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องเครื่องยนต์นี้แหละครับ มาดู Spec กันก่อน
| Cylinder Capacity |
4,961 cc |
| Max. Power |
520 bhp @ 8,000 rpm |
| Max. Torque |
510 Nm @ 4,500 rpm |
| Weight/Power Ratio |
- bhp/litre |
เปิด จะเห็นเครื่องยนต์ยังเป็นตัวเดิมคือ V10 ขนาด 5.0 ลิตร แต่ว่าแรงม้าสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 520 แรงม้าที่รอบสูงขึ้นคือ 8200 rpm ส่วนแรงบิดยังเท่าเดิมไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงคือ 510 nm ซึ่งถือว่าเยอะนะครับ เพราะแรงบิดตรงนี้มากกว่าของ F430 ซะอีก โดยแรงบิดส่วนใหญ่กว่า 80% มีมาให้ใช้ตั้งแต่ 1,500 รอบ ส่งกำลังผ่าน gearbox แบบ sequential 6 speed ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้หลังพวงมาลัยตามสไตล์รถ sport สมัยนี้ ชื่อเต็มๆว่า Robotized Sequential E-gear System หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าอีแก่ เอ้ย E-gear อัตราทดเกียร์ของเจ้า Gallardo MY 2006, SE และ Spyder นั้นจะได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยอัตราทดเกียร์จะถูกลดลงดังนี้ครับ 1st gear ลดลง 27% , 2nd gear ลดลง 13%, 3rd / 4th / 5th gears ลดลง 6% lower, ส่วน 6th gear ลดลง 3.5% ทำงานร่วมกับระบบ AWD, ช่วงล่างที่ได้รับการ set ใหม่ ผลที่ได้ก็คือทางโรงงานกระทิงเคลมว่าอัตราเร่งและ Performance รวมไปถึงการขับขี่ดีขึ้นกว่าตัว MY2003-2005 อยู่โข อันนี้จริงหรือเปล่าไม่รู้ เดี๋ยวจะบอกให้ฟังตอนลองขับครับ

เข้าไปดูภายในกันบ้าง ที่เปิดประตูยังเหมือนเดิมคือพลาสติก ดูแล้วไม่ค่อยทนทาน (ม้าอย่าง F430 กับ F360 อันนี้ก็พลาสติก) ข้อดีของประตู Gallardo คือมันเปิดได้กว้างครับ กว้างกว่าพวกรถสปอร์ตๆทั่วไปเยอะ เปิดประตูเข้ามาอย่างแรกที่รู้สึกได้เลยคือ คุณภาพของวัสดุที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับควายรุ่นก่อนๆ แน่นอนอุปกรณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น Dashboard พวงมาลัย เบาะและสารพัดต้องถูกหุ้มด้วยหนัง จะเป็นหนังแบบไหนแล้วแต่จะเลือก แต่ที่แน่ๆวัวเสียชีวิตไปหลายตัว ยิ่งคันนี้เลือกหนังสีดำเดินด้ายเหลืองกับ Yellow Piping เข้ากับสีรถดีครับ แต่ ย้ำว่ามีแต่ วัสดุภายในบางส่วนยังเป็นพลาสติกเยอะไปหน่อย นอกจากนี้รายละเอียดโดยรวมๆยังคงเหมือนกับที่อยู่ในตัว coupe ครับ เริ่มจากพวงมาลัยทรงเดียวกับที่อยู่ใน Audi RS4 หน้าปัทม์กับจอแสดงผลอารมณ์เหมือนกับที่อยู่ใน Audi A8 คือมีวัดรอบอันบะเอ๊กอยู่ทางด้านซ้าย ตรงกลางเป็นจอแสดงผล แน่นอนว่า software ทางส่วนภาพ Graphic ไม่มีการ update เนื่องจากรูปรถตอนเปิดประตูยังเป็นตัว Coupe อยู่เลย ส่วนทางด้านขวาเป็นวัดรอบอันบะเอ๊กขนาดเท่ากันข้อดีคืออ่านไม่ลำบากครับ ถัดจากหน้าปัดมองไปที่ console กลางไม่ต้องห่วงขึ้นชื่อว่า Audighini มีหรือจะพลาด ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศ เครื่องเสียงยกของ Audi A8 มาใส่เช่นกัน Air แน่นอนว่าเป็นแบบ Digital แยกอุณหภูมิ ซึ่งไม่รู้ว่าจะแยกไปทำไมเนื่องจากรถคันกระจิดเดียว ถัดลงมาจากสวิทช์แอร์ จะเจอกับที่ปรับกระจกมองข้าง สวิทช์เปิดปิดหลังคาไฟฟ้าก็อยู่ตรงนี้แหละครับ โดยรวมๆภายในของ Gallardo นั้นพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเหมือน audi มากกว่าเหมือนรถสปอร์ตโรคจิตจากอิตาลี จะมีส่วนที่ต่างกับ Audi หน่อยก็คือคันนี้เลือก option เป็น Carbon Fiber Trim ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัย หน้าปัทม์ console กลาง ด้านเบรกมือ console เกียร์ ที่เปิดแผงประตูกับที่เปิดประตู ซึ่งต้องบอกว่างาน Carbon Fiber ของยี่ห้อนี้ดูดีทีเดียวเลยล่ะ ลูปแล้วได้อารมณ์ลื่นเนียนเหมือนกับลูปผิวสาวขาวหมวยที่ขยันทาโลชั่น ส่วนหน้าตาของเบาะนั่นยังเหมือนเดิมครับ ทรงประหลาดๆ นั่งแล้วไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนนั่ง Full bucket seat แต่ก็ไม่ได้สบายจนหลับเหมือนนั่งตักสาวๆน้องๆนักศึกษา

พูดถึงหลังคาบ้าง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางบริษัทเข็น Murcielago Roadster ออกมาโดยลืมคิดว่าจะเก็บหลังคาตรงไหนอย่างไรดี แทนที่จะเป็นหลังคาที่ผับเก็บด้วยไฟฟ้า หรืออย่างน้อยก็หลังคาที่เก็บง่ายๆ ไม่ทราบว่าคนออกแบบกลัวรถจะเสียทรงหรืออย่างไร ถึงต้องแก้ปัญหาโดยการเอาเต้นท์มาคลุมหัวแทน เสียงตอบรับไม่ต้องห่วงครับ คนสรรเสริญกันทั่ว เนื่องจากกว่าจะใส่หลังคาได้ก็แถบหมดวันแล้ว ตอนใส่ลำเค็ญ ตอนถอดแล้วพับเก็บก็ใช่ว่าง่าย เรียกว่าปัญญาเรื่องการเก็บเต้นท์ระดับลูกเสือสามัญที่เรียนมาตอน มัธยมต้นนั้นไม่พอใช้
พอมาถึง Gallardo ทาง Audighini เลยต้องทำการบ้านกันใหม่หมด จนในที่สุดก็มีหลังคาประทุนเปิดปิดด้วยไฟฟ้าเหมือนชาวบ้านเค้าซะที อยากกดเปิดก็กดปุ่มใกล้ๆกับที่ปรับกระจกมองข้างนั้นแหละครับ ใช้เวลาเบ็ดเสร็จแถวๆ 20 วินาที เร็วดีเหมือนกัน ใช้ Hydraulic ทั้งหมดสี่ตัวในการทำงานยกหลังคาขึ้นลง ส่วนอีกสองตัวที่เหลือใช้สำหรับยกเปิดปิดฝากระโปรงหลัง นอกจากนี้ยังมี Windscreen หลังเบาะที่ทำงานร่วมกันโดยอัตโนมัติ ยกขึ้นเองเมื่อเปิดหลังคา แล้วก็หดลงไปเองเมื่อปิดหลังคา ข้อดีก็คือไอ้ตัวนี้มันจะป้องกันลมวนที่จะเข้ามาตีทางด้านหลังน่ะครับ โดยรวมๆหลังจากที่ลองเล่นอยู่สองสามครั้งนับว่าระบบเปิดปิดการทำงานของหลังคามันฉลาดเกินกว่าที่ผมคิดว่าคนออกแบบรถค่ายนี้จะทำได้ เพราะปกติเห็นอะไรๆก็เป็น Manual ไปซะหมด แถมยังไม่ Practical อีกด้วย



แต่ถามว่าผมเต็มร้อยเปอร์เซ็นผมให้เรื่องการออกแบบการเปิดปิดและเก็บหลังคาของเจ้า Gallardo Spyder กี่เปอร์เซ็นต์ ตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าแค่ 50 เปอร์เซ็นครับ เรื่องการทำงานสอบผ่าน แต่เรื่องการ design สอบตกเหตุผลก็คือเจ้าประทุนนี่มันไปกินพื้นที่เหนือ engine bay ไปกว่าครึ่ง ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมต้องไปกินพื้นที่ขนาดนั้น ตรงกันข้ามกับประทุนของทาง Ferrari ไม่ว่าจะเป็น F430 Spider หรือแม้กระทั่งรุ่นเก่าอย่าง F360 Spider ที่ ต้องชมคนออกแบบว่าสามารถออกแบบที่เก็บประทุนหลังเบาะได้อย่างยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเปิดจะเปิดประทุนก็ยังเห็นเครื่องยนต์อยู่ตลอดเวลาผ่านทางกระจก ส่วน Gallardo Spyder นี่เวลาเปิดฝากระโปรงจะไม่เห็นหน้าตาของเจ้าเครื่อง V10 ถึงแม้ว่าหน้าตาเครื่อง V10 ของ Gallardo จะไม่ได้สวย sexy เหมือนกับหน้าตาของอั้ม พัชราภา หรือ Paula Taylor แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดแบบ น้อย โพธิ์งาม ทำให้บางคนที่อยากจะโชว์เครื่องยนต์หรือยืนมองเครื่องยนต์ของ Gallardo Spyder นี่หมดสิทธ์ไปโดยปริยาย นอกจากนี้พื้นที่หลังเบาะของ Gallardo Spyder ก็ไม่มี คือไม่มีแม้กระทั่งที่จะหนีบเอา ถุงใส่ของไว้หลังเบาะ ขับรถรุ่นนี้บอกลาสนามกอล์ฟ เพื่อนแฟน พ่อตา แม่ยาย และน้องสะใภ้ไปได้เลย แถมที่เก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าของ Gallardo Spyder ก็เล็กกว่าของ F430 สรุปเรื่องการ Design การเก็บหลังคากับพื้นที่ใช้สอยของ Gallardo Spyder แพ้ Ferrari กระจุยครับ

พล่ามหมดไปห้าหน้าเครื่องยังไม่ได้สตาร์ทเลย แหะๆ ว่าแล้วก็กระโดดขึ้นไปนั่ง การขึ้นลงสะดวกกว่าตัว Coupe พอสมควรครับ เพราะไม่มีหลังคา กาบประตูไม่ได้กว้างมาก ก้าวขาเข้าไปข้าหนึ่งแล้วก็หย่อนก้นลงไปนั่ง ตามด้วยขาอีกข้างหนึ่ง เบาะยังเหมือนกับตัว Coupe คือเตี้ยและค่อนข้างแข็ง console เกียร์อันเบ้อเริ่ม ไม่ทราบว่าจะทำให้มันใหญ่ขนาดนี้ทำไมยิ่งทำให้ปีนข้ามไปทำกิจกรรมอีกฝั่งลำบากมากขึ้น เอ้ย กินพื้นที่ในห้องโดยสารมากขึ้นส่งผลให้ห้องโดยสารรู้สึกคับแคบ
พวงมาลัย Audi RS4 รูปทรงอ้วนๆป้อมๆ ด้านล่างของพวงมาลัยตัดตรง ขอดีคือทำให้ไม่ติดขา อย่างไรก็ดีจับไม่ค่อยสบายครับ ตำแหน่งวางนิ้วยังสู้ของ Ferrari ไม่ได้ อันนี้ไม่ได้เข้าข้างแต่ลองถามคนที่ขับทั้ง Gallardo และ F360 CS หรือ F430 มาหลายคน ทุกคนบอกเหมือนกันหมดว่าพวงมาลัยของ G นั่นเรื่องตำแหน่งการวางมือกับลักษณะและตำแหน่งของ Paddle Shift ยังสู้พวงมาลัยของ Ferrari ไม่ได้ เนื่องจากตัว Paddle Shift ของ Gallardo เป็นก้านเล็กๆแห้งๆ (แบบเดียวกันกับที่อยู่ใน Volkswagen Touareg ) ทำให้เวลาจะเปลี่ยนเกียร์ต้องเหยียดนิ้วไปเปลี่ยน ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ทำ Paddle Shift ให้มันอันใหญ่ๆเหมือนกับที่อยู่ใน Mur ขอติอีกอย่างที่ผมพบก็คือตำแหน่งวางเท้าของที่พักเท้าครับ เนื่องจากล้อมันใหญ่โตมโหฬาร แต่หน้ารถเล็กนิดเดียว โป่งหน้าก็ไม่ได้กว้างมากมาย ทำให้ต้องมาเบียดพื้นที่ตรงห้องโดยสารแทน ตำแหน่งที่วางเท้าซ้ายมันแสนจะสูง และเอียงๆวางเท้ายังไงก็ไม่พอดี และไม่สบาย อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงอย่างเดียวใน Gallardo ที่ผมพบและรู้สึกว่ามันคือ Lamborghini นั่นก็คือมันไม่เคยทำรถให้สะดวกสบายๆซะทีเดียว เพราะที่เหลือนี่กลายเป็น audi ไปหมดแล้ว ฮ่าๆ

ว่าแล้วก็ปรับเบาะนั่ง ปรับตำแหน่งกระจกต่างๆให้เข้าที่เข้าทาง บิดกุญแจสตาร์ท บรึมมม บิดปุ๊บติดปั๊บ สตาร์ทติดง่ายมากๆ เสียงเครื่องตอนรอบเดินเบากลับไม่ได้แหบแห้งมาก นอกแนวนุ่มๆ นุ่มกว่าเสียง V8 ของม้าครับ แต่เสียงจุดระเบิด ( Firing order ) 7-8-5-2-1-10-9-4-6-3 ตามลำดับก็กระตุ้นความรู้สึกให้อยากขับได้เป็นอย่างดี ทิ้งไว้สัก 2-3 นาทีรอให้ Liquid ต่างๆมันไหลไปเวียนไปทั่วเครื่อง เข็มความร้อนเขยิบหน่อย ก็กระดิก Paddle shift ทางด้านขวา จอ Multifunction ตรงหน้าปัทม์ บอกตำแหน่งว่าอยู่เกียร์หนึ่ง ค่อยกดคันเร่งลงไป รถก็เคลื่อนไปข้างหน้า เออ Smooth ดีแฮะ เห็นได้ยินมาว่าทาง Lamborghini update software ใหม่เข้าไป ทำให้เจ้าระบบการทำงานของเจ้า E-gear ดีขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วเจ้า Gallardo การทำงานของ E-gear ตั้งแต่ตอนแรกก็ต้องบอกว่าอยู่ในระดับดีอยู่แล้วครับ แม้จะไม่ Perfect แต่ก็ดีกว่า f360 คือไม่มีการรีดรอบตอนออกตัวมากเกินไป มาในตัว Gallardo Spyder การทำงานตรงนี้เห็นบอกว่าดีขึ้นอีกนิด ไม่รู้จะวัดอย่างไรด้วย เพราะตอนนั้นที่ทำบทความเจ้า G. coupe ก็นานอยู่โข อย่างไรก็ดีการใช้งานในเมืองถือว่าสอบผ่านครับ (สำหรับที่ USA สอบผ่านสบายอยู่แล้ว เพราะรถไม่ได้ติดนรก แต่ถ้าอยู่กทม.นี่เหนื่อยหน่อย ) การไล่เกียร์จากหนึ่งไปสองไปสาม แล้วลดเกียร์จากสาม ไปสองไป หนึ่ง ทำงานได้น่าประทับใจทีเดียว อาการรีด clutch ไม่ค่อยมีให้เห็น smooth ดีเลยล่ะ แต่ถ้าใน Mode Auto นี่ยังมีอาการยังให้เห็นว่าถ้าออกตัวแล้วเบรก ออกตัวแล้วเบรก รถติดๆ นี่มันจะมีอาการงงๆเป็นบ้างครั้ง โดยเฉพาะเกียร์หนึ่ง ต้องบอกกันตรงนี้ว่า E-gear ใน mode Auto ยังค่อนข้างงุ่มง่ามและเงอะงะ การเปลี่ยนเกียร์ทำได้ค่อนข้างช้า และยังไม่ smooth เท่าที่ควรจะเป็น แอร์ทำงานได้ดีครับ ขึ้นชื่อว่า Audi ซะอย่างเรื่อง Functional นี่ไม่ต้องห่วง เย็นจัดประหยัดไฟ ปุ่มต่างๆเยอะแยะไปหมด ขับครั้งแรกอาจจะงงๆ แต่ถ้าเคยใช้ Audi A6 ตัวใหม่ หรือ Audi A8 มาละก็ สบายครับ

พูดถึงความโดดเด่นบนท้องถนน เด่นแน่นอนครับ สีเหลืองแปร้น กับรูปทรงเหลี่ยมๆแบนๆ เรียกร้องความสนใจจากผู้คนบนท้องถนนได้มากโข แม้ว่าที่ USA ปริมาณกระทิงจะเยอะกว่าเมืองไทยหลายเท่าตัวนัก แต่ก็ใช่ว่าคุณจะพบเห็นควายหรือม้าวิ่งกันเกลื่อนไปหมด ถ้า Porsche ละก็ใช่ครับ เห็นเยอะแน่ๆ แต่ถ้าเป็นพวกม้าหรือควายนี่นานๆทีถึงจะเห็นทีครับ ยกเว้นว่าคุณจะไปอยู่ใน area บาง area เท่านั้นเองถึงจะมีโอกาสเห็นรถพวกนี้บ่อยหน่อย ขับนานๆแล้วคนมองเวลาติดตามแยกไฟแดงนี่ก็มีเขินเหมือนกัน ดังนั้นถ้าเกิดคุณอยู่เมืองไทยแล้วอยากจะหารถที่เป็นจุดเด่นบนท้องถนน Gallardo Spyder ตอบสนองความต้องการของคุณตรงนี้ได้แน่นอนครับ
เรื่องทัศนะวิสัยและมุมมองนั้นถ้าเทียบกับ ควายรุ่นก่อนๆละก็ Gallardo ถือว่าพัฒนาขึ้นมาเยอะมากครับ ขับจากที่ Dealer มาที่บ้านต้องผ่านทั้งเมือง, highway, Interstate, สารพัด ประสาทยังไม่เสีย คือยังรู้สึกว่าได้ขับรถ มองไปข้างหน้าแล้วยังเห็นถนน มองไปข้างหลังแล้วยังเห็นถนน มองด้านข้างพอเห็นเพื่อนร่วมทางบ้าง ไม่ใช่ขับรถถังที่มองไม่เห็นอะไรเลย มุมมองทางด้านหน้าขับแรกๆจะไม่ค่อยชิน เพราะหน้ารถมันแสนจะสั้นและงุ้มลง ทำให้เวลาขับแล้วเหมือนหน้ารถมันหายไป กระจกมองข้างนี่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ถ้าเปิดประทุนขับก็ไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าปิดประทุนนี่มุมมองทางด้านหลังและ ¾ นี่แย่มากเวลาจะเปลี่ยนเลนนี่ต้องหันไปมองเล็งแล้วเล็งอีกว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตตนใดมาอยู่ข้างๆ เปิดประทุนขับที่ความเร็วแถวๆ 60 kph.( 40 mph.) เสียงลมที่รอดเข้ามาในห้องโดยสารถือว่าน้อย ลมวนทางด้านหลังที่จะคอยมาตีผมให้ยุ่งเหยิงก็ถือว่าน้อยครับ ยกความดีความชอบให้กับเจ้า wind screen ทำจากกระจกขนาดพอๆกับโต๊ะกระจกในห้องรับแขกทางด้านหลัง

เนื่องจากเป็นรถที่มีพื้นฐานมาจาก coupe พอมาพัฒนาเป็นตัว Spyder หลังคาที่ถูกหั่นออกไปทำให้ความแข็งแรงของตัวรถหายไป เพื่อจะให้ความแข็งแรงเหมือนเดิม ก็ต้องเสริมความแข็งแรงเข้าไปตามส่วนต่างๆ ข้อเสียคือน้ำหนักเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ความแข็งแรงของตัวถังก็จะไม่เท่าเดิม อย่าง Gallardo Spyder คันนี้อ้วนขึ้นกว่าตัวธรรมดาประมาณ ร้อยกว่ากิโล ตอนแรกก่อนจะขับก็ต้องข้อสงสัยไว้ในใจลึกๆว่า การให้ตัวของตัวถังเมื่อเจอหลุมเจอบ่อ ถนนไม่เรียบ คงมีให้เห็นบาง แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันกลับดีกว่าที่คิดครับ ต้องบอกว่ารู้สึกดีกว่า F430 Spider ซะด้วยซ้ำเรื่องความแข็งแรงตรงนี้ เจอหลุมเจอถนนไม่เรียบมันไม่ได้รู้สึกว่ารถให้ตัวมากเท่าไหร่ ถ้าไม่เรียกว่าเป็นพวกจับผิดจริงๆนี่แถบจะบอกได้เลยว่าไม่รู้สึกเลยล่ะ
เสียงเครื่องยนต์ขนาด v10 นั้นถือว่าเงียบครับ ตอน Start ยังโวยวายกว่านี้ ฮ่าๆ ขับลอยๆที่รอบต่ำๆนี่นึกว่าขับรถจ่ายกับข้าวทั่วไปครับ ช่วงล่างถือว่าออกแนวนุ่มนวลชวนฝันครับ แม้ว่าทาง Audighini จะบอกว่ามีการ set ช่วงล่างใหม่ให้มันเฉียบคมขึ้น แต่สำหรับผมขับแล้วไม่ได้ให้ความรู้สึกหรืออารมณ์ว่ากำลังขับ supercar ระดับ 500 แรงม้าเลยแฮะ มันยังคงออกแนวนิ่มๆเหมือนเดิม เรียกว่าน่าจะถูกใจคนที่ชอบขับแบบ Cruising เท่าที่มีโอกาสได้ขับเป็นระยะทางกว่า 50 miles ช่วงล่างไม่ได้กระแทกกระทั้นให้ทรมาณก้นกบ หรือรู้สึกเหมือนโดนกระทำชำเราทางประตูหลัง แบบตอนขับ R34 GTR หรือว่า F360 Challenge Stradale ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะถนนที่ USA มันเรียบกว่า ถนนโลกพระจันทร์ ในบางกอก พูดมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะบอกว่า อย่างงี้มันก็น่าเหมาะที่จะใช้เดินทางไกลๆสิ คำตอบคือไม่ครับ เนื่องจาก Gallardo spyder คงไม่เหมาะที่จะใช้เดินทางไกลเท่าไหร่ เพราะพื้นที่ในห้องโดยสารที่ออกแนวคับแคบ เบาะนั่งที่ค่อนข้างแข็งและนั่งไม่สบาย รวมถึงไม่มีที่ใส่สัมภาระใดๆทั้งสิ้นทำให้ Gallardo Spyder แถบจะไม่สามารถใช้เดินทางไกลไปนอนอ้างค้างแรมที่ไหนได้เลย แม้จะแอบหนีภรรยา พาเลขาไปหัวหินแค่สองคืนนี่ก็คิดหนักแล้ว เพราะไม่รู้จะเอาของใส่ไว้ตรงไหนจริงๆ ที่ใส่ของฝากระโปรงหน้าก็เล็กแสนจะเล็ก สรุปคือเหมาะจะเอาไว้ขับเล่นๆวันเสาร์อาทิตย์มากกว่า

การถอยจอดถือว่าทำได้สะดวกมากขึ้นอันนี้ยกความดีความชอบให้กับเจ้ากล้องมองหลังตัวเล็กตรง rear spoiler ที่ส่งภาพด้านหลังมาให้เห็นทางจอ SATNAV สีสันสดใสในห้องโดยสาร พอจะถอยคราวนี้ก็ไม่ต้องห่วงแล้วว่าจะชน รปภ. ที่มาค่อยโบกหรือถังขยะที่อยู่ด้านหลัง บวกกับพวงมาลัยที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ไวและเบาขึ้น นั้นทำให้การเลี้ยวถอยจอดหรือถอยเข้าถอยออกสะดวกขึ้นครับ มันเบาขึ้นอย่างรู้สึกได้เมื่อเทียบกับตัวเก่า อย่างไรก็ดีปัญหาของกระทิงตัวนี้ไม่ได้อยู่ที่การจอดเท่าไหร่ สำหรับผมคือการกลับรถครับ เท่าที่ลองๆดูมันเป็นรถที่มีวงเลี้ยวกว้างพอๆกับวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวพลูโตทำให้ทุกๆครั้งที่ต้องกลับรถ กลับยังไงๆก็ไม่เคยพ้นในทีแรกต้องยึกยักอยู่สองสามที ที่สำคัญคือพอเป็น E-gear ปุ่มเข้าเกียร์ถอยดันไปอยู่ตรงข้างๆพวงมาลัย กว่าจะกด กว่าจะถอย กว่าจะใส่เกียร์เดินหน้ายิ่งทำให้เสียเวลาหนักเข้าไปอีก
เส้นทางกลับจาก dealer มาที่บ้าน มันพอจะมี freeway ให้ทดลองความเร็วและ Performance ของเจ้า Gallardo Spyder บ้างพอสมควร อย่างไรก็ดีกฎหมายที่นี่ค่อนข้างจะเข็มงวด กับ Speed limit ครับ อย่าง highway ส่วนใหญ่นี่ห้ามเกิน 70-80 mph ( แถวๆ 120 kph.) ถ้าเกิดว่าเกินกว่านั้นก็แล้วแต่ว่าจะเกินไปเท่าไหร่ แต่ถ้าวิ่งกันระดับ 300 kph แล้วโดนจับนี่ไปนอนคุกสถานเดียวกับค่าปรับระดับเป็นหลักแสนครับ ทำให้ Radar Detector เป็นเหมือนสิ่งของจำเป็นสำหรับคนที่ขับรถค่อนข้างเร็ว ตอนที่ขับเจ้านี่ก็เอาติดตัวมาต่อใส่รถไว้ด้วย ถามว่าช่วยได้ขนาดไหนก็ช่วยได้บ้างล่ะครับ อาจจะไม่ 100 % แต่ถ้าเป็นรุ่นดีๆหน่อยก็น่าจะช่วยได้บ้างระดับ 70-80% ครับส่วนที่เหลือนี่ไปลุ้นกันเอาเอง ดังนั้นต้องบอกกันก่อนตั้งแต่ตรงนี้ว่า จะให้ไปเค้น Performance ออกมาให้เต็มที่บนถนนที่นี่คงเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะผมยังไม่อยากเข้าไปนอนซังเต แหะๆ

พอออกจากตัวเมืองขึ้น Freeway ก็กดปุ่ม Sport ซึ่งจะ set ช่วงล่างให้แข็งขึ้น การเปลี่ยนเกียร์เร็วขึ้น ดึงแป้นเกียร์ทางด้านซ้ายเพื่อลดเกียร์จากเกียร์ 2 มาเกียร์หนึ่ง รอบเครื่องตีขึ้น เสียงเครื่องจากที่เงียบสนิทก็เปลี่ยนมาเป็นเสียงคำรามเหมือนกับว่าแรงม้าทั้ง 520 ตัวพร้อมจะถูกส่งลงไปที่ล้อทั้งสี่ เสียงเครื่อง V10 ตัวนี้มันดังแบบบอกไม่ถูก เหมือนที่ผมเคยบอกไปแล้วในบทความอันเก่าของ Gallardo Coupe คือไม่ได้แหบแห้งโหยหวนเหมือนม้า V8 ไม่ได้หวานเพราะเสนาะโสตเหมือนกับ V12 ของม้าอีกเช่นกัน แล้วก็ไม่ได้คำรามโวยวาย แบบ V12 ของกระทิงทั่วไป เช่นDiablo ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่ถ้าฟังแล้วจะรู้เลยครับว่าเสียงมันอยู่ตรงกลางระหว่าง V8 กับ V12 นี่แหละ กระแทกคันเร่งลงไป รถก็พุ่งออกไปข้างหน้า แรงบิดระดับ 510 Nm ทำให้ตัวรถที่หนักระดับ 1.6 ตัน อ้วนขึ้นกว่าตัว Coupe อีกเกือบๆ 200 kg. เนื่องมาจากการเสริมความแข็งแรงของตัวถังที่ศูนย์เสียไปตรง A Pillar จากการตัดหลังคารวมน้ำหนักคนนั่งสองคนอีก น่าจะแถวๆ 1.7 ตันกลางๆ อัตราเร่งยังทำได้สะใจขนาดนี้ ต้องถือว่าดีแล้วล่ะ เอาเป็นว่าสร้างความเสียวซ่านให้แก่ทั้งคนขับและคนนั่งได้ทุกย่านความเร็วยามกดคันเร่งคงไปจนสุด ด้วยความที่เป็นรถเปิดประทุนทำให้ได้ยินเสียงเครื่อง V10 คำรามชัดเจนกว่าตัว Coupe รอบเครื่องกวาดเร็วแป๊บๆแตะ 7800 rpm. ผมดึงเข้าแป้นเกียร์เพื่อ Shift up เข้าเกียร์สอง เกียร์สับโพละ เออ มันก็เร็วนะ เร็วกว่า G ตัวแรกหรือเปล่านี่ไม่แน่ใจ อาจจะเป็นความรู้สึกไปเอง แป๊บๆผ่านหลัก 100 ไปใช้เวลาไม่นานครับ คิดว่า 0-100 ตามที่โรงงานเคลมแถวๆ 4 กลางๆน่าจะได้ เสียงลมในห้องโดยสารที่ความเร็วระดับนี้ต้องบอกว่าน้อยครับ ยังคุยกันรู้เรื่อง และก็ไม่ต้องตะโกนคุยกันเหมือนคนบ้า ส่วนผมเผ้าก็ไม่ได้ยุ่งมากเนื่องจากลมวนในห้องโดยสารไม่ได้เยอะมากมายจนทำให้ผมพันกันจนเป็นอีบ้า ไล่เกียร์ไปเรื่อยๆ จนถึงระดับความเร็ว 250 kph. ก็ต้องเบรก เนื่องจากการจราจรเริ่มหนาแน่น พูดถึงเรื่องการทรงตัวในย่านความเร็วสูงๆ นั้นต้องบอกว่า Gallardo Spyder ทำได้ดีครับ เท่าที่มีโอกาสขับที่ความเร็วระดับ 270-290 เป็นช่วงเวลาสั้นๆต้องบอกว่ามันยังนิ่งสนิท ไม่แกว่งไม่ร่อน ไม่มีอาการหน้ารถลอยให้เห็น เมื่อต้องลดความเร็วลง เวลา shift down E-gear ก็ยังทำงานได้ดีเช่นกัน อย่างไรก็ดีจุดที่น่าประทับใจที่สุดของ Gallardo สำหรับผมไม่ใช่เกียร์หรือว่าอัตราเร่งและ Top speed ครับ จุดที่ผมประทับใจที่สุดคือระบบเบรก ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักของแป้นเบรก หรือการทำงานของเบรก Gallardo สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้อย่างไม่มีที่ติ เรียกว่าเหยียบเบรกลงไปแล้วไม่มีอาการเหวอ ว่ามันจะไม่อยู่ ไม่มีอาการส่าย ไม่มีอาการอะไรใดๆทั้งสิ้นให้หวาดเสียว จนน้ำ(เหงือ)แตก แถมความรู้สึกที่ส่งผ่านมายังเท้าก็ต้องบอกยอดเยี่ยม

พวงมาลัยที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทางโรงงานเคลมว่าให้ตอบสนองเร็วขึ้นกว่าเดิม 20% นั้นเมื่ออยู่บนทางตรงๆนี่รู้สึกได้อย่างชัดเจนครับว่าพวงมาลัยมันไวขึ้น อย่างถ้าเป็นตัว Coupe MY2003-2005 นี่มันยังออกอาการเฉื่อยๆตอบสนองช้าประมาณว่าเจอถนนไม่เรียบจับพวงมาลัยหลวมๆรถก็ไม่เป๋จนตกถนน แต่พอเป็นในตัว Gallardo Spyder นี่ถ้าขับเร็วๆเจอถนนไม่เรียบเมื่อไหร่ มันรู้สึกได้เลยครับว่าถ้าไม่จับให้แน่นๆ ละก็รถมีเป๋เหมือนกัน อย่างไรก็ดีอุตส่าห์ปรับปรุงซะทีมันก็ต้องมีข้อดีกันบ้าง พวงมาลัยที่ไวขึ้นทำงานร่วมกับช่วงล่างที่ set ใหม่ และระบบ Quattro จาก Audi เอ้ย ไม่ใช่สิ ระบบ AWD ทำให้ Gallardo Spyder เป็นรถที่ขับง่ายและขับสบายไม่หวั่นแม้วันมามากไม่ว่าจะเป็นโค้งแคบหรือโค้งกว้างความเร็วสูงๆ รถค่อนข้างเป็นกลาง อาการ understeer มีให้เห็นเพียงนิดหน่อยครับ แถบจะเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ได้ สรุปคือขับแล้วมั่นใจได้ว่าแม้มือไม่ถึง ถ้าไม่ได้ทำอะไรเกินตัวเกินไปนัก คุณสามารถสนุกกับการขับ Gallardo Spyder ในโค้งและถนนคดเคี้ยวได้เลยล่ะ เรียกว่าเจอโค้งแล้วเราสามารถเข้าไปตาม Line ที่ต้องการได้อย่างมั่นใจ และสามารถเดินคันเร่งตอนออกจากโค้งได้อย่างมั่นใจเช่นกัน ไม่ต้องกลัวอาการ oversteer สำหรับคนที่อยากจะให้มีอาการ oversteer เยอะๆหน่อย ก็เพียงเอื้อมมือไปกดปิด switch traction น่ะครับ รับรองว่ามีซิ้ดส์สสสเหมือนกัน เพราะคราวนี้การแทรกแซงของระบบ electronic จะน้อยลง แม้จะไม่ซี้ดส์เท่ากับเห็น Paula Taylor โยกย้ายส่ายสะโพกในชุด Bikini หรือว่าเท่ากับ CST off ใน F430 ก็เหอะ เพราะว่า Gallardo มีระบบ AWD ติดตัว แต่ F430 เป็น Rear wheels drive แต่แค่นี้ก็เพียงพอต่อการขับให้สนุกแล้วล่ะครับ

อ่านกันมาถึงตรงนี้ หลายๆคนคงมีคำถามที่ยอดฮิตที่อยากจะถาม นั่นก็คือเทียบ Lamborghini Gallardo Spyder กับ Ferrari F430 Spider อันไหนดีกว่ากัน คำตอบคือดีทั้งคู่ครับ รถราคาขนาดนี้ถ้าไม่ดีคงขายไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ตอบบนความรู้สึกของผมเอง เนื่องจากมีโอกาสขับมาทั้งสองรุ่น มองถึงเรื่องการใช้งานบนถนนเป็นส่วนใหญ่ ต้องยอมรับกันตรงนี้ว่า Gallardo Spyder ยังมีหลายๆอย่างที่สู้ f430 Spider ไม่ได้ครับ ไล่มาตั้งแต่การออกแบบการเก็บหลังคาของ Gallardo ที่กินพื้นที่มากจนทำให้ไม่สามารถมองเห็นห้องเครื่องได้ ที่ใส่ของทางด้านหน้าที่เล็กและน้อยกว่าF430 Spider เรื่องPerformance เรียกว่าน่าจะสูสีดู๋ดี๋ ถึง F430 จะดีกว่าแต่ก็ทิ้งกันไม่มาก เหมือน Coke กับ Pepsi แต่การทำงานของเจ้าอีแก่ เอ้ย E-gear นั่นไม่ว่าจะเป็นความ smooth ความไวทั้ง Shift up และ shift down การทำงานใน mode Full auto นั้นเจ้า E-gear ยังห่างจาก F-1 เยอะครับ F1 ใน F430 นั้นเรียกได้ว่าแทบจะเป็นการก้าวกระโดดของเกียร์แบบ Sequential และทำให้ไม่มีเหตุผลที่คุณจะต้องซื้อเกียร์ธรรมดาอีกต่อไป เพราะเจ้า F-1 ใน F430 นี่มันได้อย่างใจจนแถบจะเหมือนกับ ผบ. ชี้นิ้วสั่ง อย่างไรก็ดีข้อดีของ Gallardo Spyder ที่ดีกว่า F430 Spider อย่างเห็นได้ชัดมีสองข้อครับ ข้อหนึ่งคือระบบ SATNAV ครับ SATNAV ของ Gallardo นั้นหน้าตาชวนมองกว่า SATNAV ของ F430 ที่หน้าตาเหมือนกับเกมส์กดสมัยผมอายุ 3 ขวบเยอะ ข้อสองคือราคาซื้อ ณ ขนาดนี้ที่ USA ราคารถใหม่ของ Gallardo Spyder ถูกกว่า F430 Spider อยู่หลักหลายหมื่นเหรียญ เนื่องจากไม่โดน Premium หนักเท่ากับ F430 ครับ อย่างไรก็ดีที่เมืองไทยเจ้า Gallardo Spyder จะราคาแพงกว่า F430 Spider หรือไม่อย่างไรนี่ผม no idea จริงๆ คงต้องไปสอบถามกับทาง Dealer เอาเอง

สุดท้ายแล้วเท่าที่มีโอกาสคลุกอยู่กับ Gallardo Spyder ช่วงสั้นๆก่อนเอาไปคืนเค้าเพราะไม่มีปัญญาซื้อ ต้องบอกว่าถ้าคุณหารถ Super Sport หน้าตาแปลกตา รูปทรงค่อนข้างสุดโต่ง ใส่สีสันอะไรลงไปก็ไม่น่าเกลียด ขับไปไหนคนมอง อัตราเร่งดีทั้งต้นและปลาย ช่วงล่างที่ไม่ได้แข็งจนเกินไป การเก็บเสียงถือว่าดีเมื่อเทียบกับรถเปิดประทุนหลังคาผ้าใบด้วยกัน แม้ว่าจะเทียบกับพวกรถเปิดประทุนหลังคาแข็ง SL ไม่ได้แต่แค่นี้สำหรับผมถือว่าดีมากแล้ว อุปกรณ์ภายในครบครัน จนขับแล้วแปลกใจว่านี่ขับรถ Sport จาก Italy หรือว่ารถเก่งสี่ประตูจาก Germany กันแน่หว่า เบรกระดับยอดเยี่ยม ถือว่าเยี่ยมที่สุดรุ่นหนึ่งสำหรับการใช้งานบนท้องถนน เสียงเครื่องยนต์เป็นเอกลักษณ์ ขับง่ายและไม่เครียด เกาะถนนที่ความเร็วสูงๆเป็นตุ๊กแก เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา อัตราการกินน้ำมันเรื่องเล็ก ความคล่องตัวในการขายต่อกับราคาขายต่อไม่ต้องสน ถ้านี่คือสิ่งที่คุณมองหาอยู่ Gallardo Spyder ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียวครับ แม้ว่าเรื่องความรู้สึกจากการขับขี่จะสู้ F430 ไม่ได้ แต่สำหรับ Gallardo มันดึงดูดลูกค้ากลุ่มหนึ่งอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าของ F430 ก็เป็นคนอีก Character หนึ่ง ที่นี่เรื่อง Service ไม่ต้องห่วงอะไร แต่ที่เมืองไทยนี่ไม่ทราบ ถามว่าขับแล้วชอบไหม ตอบเลยว่าชอบนะ แต่ถ้าให้ผมซื้อ Gallardo Spyder คันหนึ่ง ผมจะซื้อเกียร์ธรรมดาครับ
Article By Narun Lee


|