ซึ่งแม้ว่า Porsche body 996 จะตกรุ่นไปแล้วและถูกแทนที่ด้วย body 997 แต่สำหรับผม
996 มันสวยกว่าเยอะ ส่วน 997 นี่ดูเหมือนกับรถเอ๋อๆ ไม่ได้อารมณ์ความเป็น
sport เลย (อันนี้แฟน Porsche อาจจะค้าน เพราะเห็นเขาบอกว่ามันดู classic)
Exterior
โดย GT2 นั้นเป็นรุ่นที่ปรับปรุงต่อมาจาก Porsche 911 Turbo ตัวถังเป็นแบบ
Monocoque ไม่ใช่ Spaceframe เหมือนที่รถ supercar จาก Italy เค้าชอบทำกัน
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หน้าตามันจะละม้ายคล้ายคลึงเหมือนกับ รุ่น
Turbo มาใส่ bodypart ซึ่งทาง Porsche บอกว่าที่ใส่เข้าไปนี่มันเห็นผลขึ้นอีกเยอะ
อันนี้คงไม่สามารถบอกได้ถ้าไม่ไปลองขับด้วยตัวเอง ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังอีกที
ก่อนอื่นเราไปดูภายนอกกันก่อนดีกว่า
สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ Porsche คงจะแยกไม่ค่อยออกว่ามันต่างกับตัว
911 ธรรมดาตรงไหน อย่างแรงเลยคือตัวถังครับ ถ้าเป็นตัว GT2, Turbo และ Carrera
4S จะมีโป่ง รถมันจะดูกางๆ ยิ่งถ้ามาจอดเทียบกัยจะเห็นเลยว่ามันกางกว่ากันเยอะ
นอกจากนั้นก็เป็นพวกรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่เห็นชัดที่สุดก็คือ bodypart

ทางด้านหน้านั้น GT2 มีไฟหน้าเป็นแบบ Bi-Xenon รูปทรงเหมือนกับตัว Turbo
สังเกตุดีๆจะเห็นว่ามีที่ฉีดน้ำล้างโคมซ่อนอยู่เป็นวงกลมๆ กันชนหน้าออกแบบมาสำหรับ
GT2 โดยเฉพาะ ซึ่งทาง Porsche ต้องการที่จะลดปัญหาหน้าเบาเวลาใช้ความเร็วสูงๆเหมือนกับที่เกิดใน
GT3 ทำให้ GT2 มีลิ้นหน้าสีดำๆอยู่ข้างล่างอีกที ข้อดีคือมันหน้าไม่ลอย แต่ว่าจะลำบากตอนขับเพราะว่ามันเตี้ยลง
ถ้าจะถามว่าหน้ามันต่างกัน Turbo ตรงไหนก็ให้ดูตรงกันชนหน้านี่แหละ โดยตัว
GT2 จะมีช่องขีดสีดำๆพาดยาวอยู่ระหว่างไฟหน้าทั้งสอง(ตัว Turbo จะไม่มีครับ)
มีหรือไม่มีอันไหนสวยกว่านี่ไม่รู้แต่ที่แน่ๆมีประโยชน์ไว้ดักลม กันชนหน้าก็จะมีช่องมีรูเยอะกว่า
ไว้ระบายความร้อนหม้อน้ำแล้วก็เบรก ซึ่งมีประโยชน์มากๆสำหรับรถ supercar
เท่าที่ลองไปถามสาวๆดูระหว่างหน้าตัวธรรมดา กับหน้าตัว GT2 สาวๆร้อยละ 99
บอกกับผมว่าชอบหน้าตัวธรรมดามากกว่า เพราะมันดูเรียบร้อย ส่วนเจ้า GT2 นี่ไม่ชอบเพราะรูมันเยอะไปหมด
(สรุปเลยไม่ค่อยมีสาวๆคนไหนติดกับ) แต่ถ้าถามผู้ชาย (ซึ่งไม่รู้จะถามไปทำไม
เพราะว่าให้ตายก็ไม่อยากจะชวนให้ขึ้นไปกินข้าว) ร้อยละร้อยชอบ GT2 คำตอบเหมือนกันหมดคือมันโหดดีครับพี่

เดินมาทางด้านข้างถ้าไม่สังเกตุดีๆก็ไม่รู้อีกนั้นแหละว่ามันต่างกับตัวTurbo
ตรงไหน mag ยังคงหน้าตาอนุรักษ์เหมือนเดิม แต่จุดที่แตกต่างที่สุดก็คือสิ่งที่อยู่ข้างใน
mag นั้นก็คือระบบเบรกนั้นแหละครับ นับว่าเป็นเจ้าแรกที่เอาจานเบรกแบบ ceramic
มาใช้ (ก่อนที่Ferrari จะนำมาใสใน Challenge Stradale ซะอีก ในกรณีนี้ผมไม่นับ
Enzo กับ Carrera GT นะครับ) วิธีสังเกตุก็คือให้ดู caliper ถ้าเป็นสีเหลืองเป็นจานเบรกแบบ
ceramic (ส่วน caliper ยังคงเป็นอะลูมิเนียมขนาด 6 pots ทางด้านหน้าและ 4
ด้านหลัง) ซึ่งในตัว body 996 จะมีอยู่ในเฉพาะ GT2 และเป็น option สำหรับตัว
GT3 RS เท่านั้น ส่วนตัวอื่นๆจานเบรกจะเป็นแบบเหล็กหล่อธรรมดาเหมือนเดิม
โดย Porsche ตั้งชื่อระบบเบรกแบบนี้ไว้กิ๊บเก๋ว่า PCCB (Porsche Composite
Ceramic Brake) ซึ่งข้อดีที่ทาง Porsche โฆษณาไว้ก็คือ มันไม่มีอาการ Brake
Fade แม้แต่นิดเดียว

ล้อให้มาขนาดแสนจะธรรมดามากๆ คือขนาด 18 นิ้วหน้าตาก็เหมือนกับ mag Porsche
ทั่วๆไป ใครเห็นก็เฉยๆ เพราะรถจ่ายกับข้างธรรมดาเดี๋ยวนี้ให้กันถึง 17 นิ้วแล้ว
แต่ถ้าดูความกว้างแล้วมันอีกเรื่อง ล้อหน้านะไม่เท่าไรหรอก เพราะมันขนาดหน้ากว้างแต่
8 นิ้วมาพร้อมยางของ Pirelli P Zero ขนาด 235/40ZR18 แต่ถ้าไปดูล้อหล้งละก็รับรองว่าสะใจ
กว้าง 13 มาพร้อมยางขนาด 315/30ZR18 ไอ้ความกว้างน่ะสะใจแน่ แต่ที่ไม่สะใจคือตอนเปลี่ยนยางสิครับ
ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญญาเปลี่ยน เพราะคนซื้อรถราคาขนาดนี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
แต่ปัญหาคือตอนรอสั่งนี่สิ เพราะยางหน้ากว้างขนาด 315 นี่ไม่ได้มีขายทั่วไป
ถ้ายางแตกแถวๆชะอำก็ใบ้แดกแล้วครับ

อีกสิ่งที่แฟน Porsche ไม่ชอบและบ่นให้ผมฟังบ่อยๆก็คือในด้านข้างของ body
996 ก็คือมือเปิดหระตูเพราะมันเปลี่ยนจากแบบ grip ดึงเข้าหาตัว ไปเป็นแบบธรรมดาคือใช้นิ้วมือช้อนเปิดขึ้นเหมือนรถทั่วๆไป
แฟนๆ น้องกบเค้าบ่นให้ฟังว่าไม่ classic อีกแล้ว (พอตัว 997 มือเปิดประตูเลยกลับไปเป็นแบบ
grip เหมือนเดิม) แต่ขนาดบอกว่าไม่ classic ยอดขายของ 996 ยังมากมายมหาศาลยังกะแจกฟรี
ส่วนตัวผมไอ้เรื่องมือเปิดจะเป็นแบบไหนก็ได้ ขอให้เปิดได้ง่ายๆไม่ลำบากก็พอ
เหมือนกับผู้หญิงนั้นแหละครับ ถ้าหน้าตาสวย หุ่นดี แสน sexy จะใส่เสื้อแบบไหนก็เหอะขอให้ถอดง่ายๆไม่ลำบากตอนไม่มีไฟเป็นใช้ได้
นอกจากนั้นทางด้านข้างล้วนละม้ายคล้ายคลึงเหมือนกับ Turbo ยังกะแกะ ไม่ว่าจะเป็น
side skirt หน้าตาแสนจะเรียบร้อย ไล่ไปถึงช่องดักลมที่ซุ้มล้อหลังที่เหมือนกับตัว
Turbo หน้าที่ก็คือสารพัดจะดัก ดักมันตั้งแต่อากาศลมเย็น ลมร้อน ลมบ้าหมู
ลมพายุ แมลงวี่ แมลงเม่า ไปจนถึงดักสาวๆตามสถานที่เที่ยว เพื่อไปดับความร้อนของเบรกและห้องเครื่อง

ส่วนที่แตกต่างกับตัว Turbo ที่สุดอยู่ที่ด้านหลังนี่แหละครับ เพราะ GT2
จะมี spoiler ขนาดมหึมาอลังการงานสร้างอยู่ข้างหลัง เป็นแบบตายตัวปรับไม่ได้
ใครไม่ค่อยรู้นึกว่าให้ร้านไฟเบอร์ในบ้านเราหล่อขึ้นรูปให้ไปซะงั้น เพราะหน้าตาของ
spoiler หลังออกแนวเลอะเทอะมากถึงมากที่สุด หาความลงตัวไม่ค่อยเจอ ถ้าเป็นของตัว
Turbo จะเป็น Active Spoiler แบบตูดเป็ดหน้าตาเรียบร้อยที่ยกตัวเองเมื่อวิ่งเร็วๆ
ไม่ดูรกรุงรังเหมือนกับตัว GT2 แต่ในความรกรุงรังและเลอะเทอะออกทะเลนี่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ
เพราะทาง Porsche บอกว่ามันสามารถสร้าง downforce ได้สูงกว่า Turbo เยอะทำให้เวลาใช้ความเร็วสูงๆรู้สึกห่างนรกออกมาอีกหลายคืบ
นอกจากนี้ตรงขา spoiler จะมีรูสำหรับดักอากาศเข้าไปสู่ท่อ intake เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหายใจ
พร้อมกับปะโลโก้ GT2 ตรงกลางระหว่างไฟท้าย เป็นอันเสร็จพิธี
โดยเมื่อรวม bodypart ทุกส่วนที่ Porsche ใส่เข้าใน GT2 เมื่อทำงานร่วมกับแผ่นปิดใต้ท้องรถตรงเกียร์ที่เพิ่มขึ้นมา(ยังไม่ได้ปิดทั้งหมดเหมือนกับใน
Ferrari F355-F360 ) ทำให้ GT2 มี Downforce มากกว่า996 ทุกรุ่น ตามคำบอกของ
Porsche ครับ ซึ่งเดี๋ยวจะบอกอีกทีว่ามันรู้สึกขึ้นขนาดไหน
Engine, Transmission, Suspension
เครื่องยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ 911 แน่นอนว่าต้องเป็นแบบ flat-six หรือทีเราเรียกว่า
6 สูบ boxer ซึ่งแฟน Porsche บอกว่าเสียงมันเพราะเสนาะโสตประสามเหลือเกิน
แต่ส่วนตัวผมว่ามันเหมือนกับเสียงเครื่องสูบน้ำตามโครงการหลวง ไม่ก็เรือโดยสารไปเกาะพีพี
แต่ก็นับว่าเป็นเอกลักษณ์ดีครับวิ่งไปไหนใครได้ยินก็รู้ว่า Porsche เปิดฝากระโปรงท้ายมาจะพบกับห้องเครื่องแสนรกรุงรัง
ตาม style Porsche ดูแล้วไม่บอกไม่รู้ว่าเครื่องตัวนี้มันแรงโคตรๆ
| Cylinder Capacity |
3,600 cc |
| Max. Power |
483 bhp @ 5,700 rpm |
| Max. Torque |
640 Nm (339 lb-ft) @ 3,500 - 4,500 rpm |
| Weight/Power Ratio |
128.33 bhp / litre |
| Transmission |
Rear Engine, Rear Wheel Drive |
โดยเครื่องยนต์ของ GT2 ก็เป็นแบบ Boxer 6 สูบ ขนาด 3600 cc. Twin Turbo
Intercooler มาพร้อมกับระบบ Porsche‘s Vario Cam Plus Valve Timing and
Lift System โดยทาง Porsche ได้ปรับ boost เพิ่มไปที่ 14.5 psi (มากกว่าตัว
turbo ที่อยู่ที่ 11.76 psi) ทำให้ได้แรงม้าเพิ่มเป็น 462.0 bhp ที่ 5700
rpm พร้อมกับแรงบิดมหาศาลขนาด 620 nm ที่ รอบต่ำโคตรเพียงแค่ 3500-4500
รอบเท่านั้น ทั้งหมดถูกส่งผ่านเกียร์ธรรมดาแบบ เหยียบ clutch ยัดเกียร์เอง
ไม่มีเกียร์ Tiptronics ให้เลือกเหมือนกับในตัว Turbo พร้อมกับระบบ asymmetric
limited slip (limited slip ของจังหวะที่เร่ง,ยกคันเร่ง,รวมถึงเดินคันเร่งในแต่ละทุกๆจังหวะไม่เท่ากัน)

แรงทั้งหมดถูกส่งลงที่ล้อหลังเท่านั้น ย้ำว่าล้อหลัง ไม่ใช่ All Wheels
Drive เหมือนกับตัว Turbo และ GT2 ไม่มีระบบ electronics ใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น
PSM (Porsche Stability Management System) หรือแม้กระทั่ง Traction Control
งานนี้รับรองว่าน้องกบคันนี้สามารถสร้างความสยิว เสียวซ่านให้กับคุณได้มากกว่ากบทุกๆตัว
ทุกครั้งที่คุณได้ควบเธอ โดยทาง Porsche claim ว่าเครื่องของ GT2 ตัวนี้เมื่อทำงานร่วมกับระบบ
Ceramic Brake สามารถคุณจากจุดหยุดนิ่งไปถึง 300 km/h แล้วกลับมาหยุดนิ่งอีกทีได้ในเวลาไม่ถึงนาที
โอ้ว จอร์จมันยอดมากๆ เยี่ยมกว่า F575M และ SL55AMG ซะอีก
ระบบช่วงล่างของ GT2 ทางด้านหน้าเป็นแบบ McPherson Strut ส่วนทางด้านหลังเป็นแบบ
Multi link ซึ่งถูก set ให้มีความแข็งและหนึบมากขึ้น เพื่อรองรับกับความแรงที่มากขึ้น
บวกกับยาง series 30 ที่ล้อหลัง ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณรับรู้ถึงทุกสภาพของท้องถนนแบบ
วินาทีต่อวินาที ยิ่งกว่าคุณดูข่าวต้นชั่วโมงของ ITV ซะอีก
Interior
เปิดประตูเข้ามาดูภายใน อยากจะบอกว่าหน้าตาของห้องโดยสารของ GT2 กับ ตัวอื่นๆใน
Body 996 นั้นแถบจะเหมือนโขกพิมพ์เดียวกันออกมา ภายในเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก
แน่นอนว่าความดิบนั้นลดลงไปเยอะ แต่ถูกแถนที่ด้วยความสะดวกสบายแทน และทำให้
Porsche เป็น supercar ที่สามารถใช้ได้ทุกวัน ซึ่งอันนี้ผมต้องยอมรับว่า
911 ตัวธรรมดามันขับได้ เหมือนกับรถจ่ายกับข้าวธรรมดานี่แหละ ซึ่งแแม้แต่แฟนผมที่ขับรถไม่ค่อยจะได้เรื่องสักเท่าไรก็สามารถขับ
Carrera ไปซื้อของหน้าปากซอยได้อย่างไม่มีปัญหา ตรงกันข้ามกับ Ferrari
ที่ถ้าให้แฟนผมขับคงได้ไปปีนขอบถนนหรือไม่ก็เอาไปสีรถไปฝากไว้กับเสาไฟฟ้า
แต่ที่ผมบอกว่าสามารถใช้ได้ทุกวันนี่หมายถึง 911 ตัวธรรมดาเกียร์ Tiptronic
S นะครับ ไม่ได้หมายความรวมถึง GT2 เพราะอะไรเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง เอาเป็นว่าตอนนี้เรามาดูภายในของเจ้ากบเหลืองคันนี้ก่อนดีกว่า

ภายใน GT2 นั้นเบาะจะเป็นแบบ Semi Bucket Seat กระชับมากกว่าที่อยู่ในตัวธรรมดาพร้อมระบบปรับไฟฟ้า
ถ้ารู้สึกไม่กระชับพอก็สามารถสั่งแบบ Full Bucket Seat ได้เหมือนกับที่อยูาใน
GT3 RS (ถ้าจำไม่ผิด Porsche จะเรียกว่าชุด Club Sport ที่มาพร้อมกับเบาะแบบ
Full Bucket Seat เข็มขัดนิรภัยสี่จุด พร้อมกับ roll bar) console หน้าใช้ร่วมกับ
996 รุ่นอื่นๆ console หน้ามีลักษณะโค้งมนมากขึ้นกว่าตัว 993 เยอะราวฟ้ากับเหว
พวงมาลัยสามก้านทรง sport ดูดี หน้าปัทม์เป็นแบบวงกลมวางซ้อนกัน 5 อันตรงกลางเป็นวัดรอบโดยมี
redline ที่ 6500 rpm ด้านล่างเป็นจอ multi-function ซึ่งแสดงรายละเอียดตั้งแต่ระยะต่าง
รวมไปถึง boost ด้านซ้ายมือ เป็นวัดความเร็วที่มี scale ถึง 320 km/h.
ไม่ได้มีไว้ขู่แต่มันสามารถไปถึงความเร็วระดับนั้นได้จริงๆ โดยมีตัวเลขแบบ
Digital โชว์อยุ่ด้านล่างด้วย ซ้ายมือสุดเป็นวัดกระแสไฟ battery ส่วนทางด้านขวามือเป็นอุณหภูมิหม้อน้ำ
ปริมาณน้ำมัน และแรงดันน้ำมันเครื่อง ส่วนล่างของหน้าปัทม์เป็นไฟ check
ระบบต่างๆของเครื่องยนต์เรียงกันเป็นตับ นับได้ประมาณ 16 ตัวไม่ขาดไม่เกิน
เยอะที่สุดใน supercar เท่าที่ผมเคยเห็นมา

Console กลางเป็นที่อยู่ของ แอร์และเครื่องเสียง โดยแอร์ต้องเป็น digital
ตามสไตล์เยอรมันแถม ทางด้านล่างแอร์เป็น เครื่องเสียงแปะยี่ห้อ Porsche
แต่เชื่อหรือไม่ว่าเครื่องเสียงตัวนี้เป็นตัวเดียวกับที่อยู่ใน Ferrari
F360 (ใน F360 แปะยี่ห้อ Ferrari) มาพร้อมกับลำโพงหลายตัวอยู่เหมือนกัน
ถัดลงมาเป็น console เกียร์ขนาดธรรมดา ไม่ได้หนาเป็นเมตรเหมือนที่อยู่ใน
Lamborghini พร้อมทั้งสวิทช์กระจกไฟฟ้าทั้งสองฝั่งแล้วก็ที่เขี่ยบุหรี่
โดยภายในคันนี้ได้รับการตกแต่งไว้ด้วย carbon-fiber ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัย
console ทั้งหมด รวมไปถึงแผงประตูข้างและกาบประตูเพิ่มอารมณ์ความเป็นสปอร์ตได้อีกเยอะ
ซึ่งตอนคุณสั่งซื้อคุณสามารถเลือกได้ว่าจะเพิ่มอะไรเข้าไปก็ได้แบบตามใจเจ้าของ
จะเป็นอะลูมิเนียม, carbon-fiber, หรือ kevlar หรือหนังสีต่างๆก็สุดแล้วแต่ใจจะปราถนาเรียกว่าสั่งได้ยิ่งกว่าสั่งก๋วยเตี๋ยวทรงเครื่องซะอีก
นอกจากนี้ท่านเจ้าของยังได้เลือกเข็มขัดให้เป็นสีเหลือง เพื่อให้เข้ากับตัวรถและสี
caliper ส่วนตัวผมนั้น no-comment ครับสวยไม่สวยดูกันเอาเอง

นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารยังเต็มไปด้วยโลโก้ GT2 สงสัยกลัวเจ้าของลืมว่าขับรุ่นอะไรอยู่
เพราะไม่ว่าจะเป็นกาบประตู หรือแม้กระทั่งด้านหลังที่ไม่มีเบาะก็มีโลโก้
GT2 ปะอยู่เป็นการเตือนความจำ ทางด้านหลังนี่ไม่มีเบาะให้เพราะว่าต้องการลดน้ำหนักข้อดีคือรถเบาขึ้น
ส่วนข้อเสียคือคุณหมดสิทธ์จะชวนสาวขึ้นรถมากกว่าหนึ่งคน ยกเว้นสาวๆของคุณจะยอมไปนั่งกองอยู่กับพื้นข้างหลัง
และกลิ้งไปกลิ้งมาเวลาคุณซัดบนทางด่วนนั้นก็อีกเรื่อง รวมไปถึง Porsche
ได้ลดน้ำหนักโดยการไม่ติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสารมาเลยคราวนี้เสียงก็จะเข้ามาในห้องโดยสารมากขึ้น
แต่จะขนาดไหนเดี๋ยวรู้กัน
Test Time
เข้ามานั่งในห้องโดยสาร เบาะของ GT2 ให้ความกระชับได้ดี แม้ว่าจะไม่ได้กระชับเหมือนกับเบาะของพวก
Recaro แต่ก็ถือว่าพอไหว และไม่อึดอัดเกินไป จนที่เวลาขึ้นลงทีต้องโหนกันเป็นลิงเหมือนกับพวก
bucket seat เหยียบ clutch จมเพื่อตรวจดูว่ารถอยู่ในเกียร์ว่าง บิดกุญแจ
start เสียงเครื่องของ GT2 นั้นเงียบกว่าที่ผมคิดเยอะทีเดียว มันเงียบกว่ารถ
Italy ไม่ว่าจะเป็น Ferrari หรือ Lamborghini มากๆ เสียงอยู่ในโทนต่ำตามสไตล์เครื่อง
boxer clutch ของ GT2 บอกได้คำเดียวว่าหนัก มันไม่ได้หนักเหมือนกับพวก
twin plate หรือ Triple Plate ที่ใส่ในรถ modify หรอกครับ แต่ก็ถือว่าหนักทีเดียวเมื่อเทียบกับ
supercar ยุคใหม่ๆอย่าง Lamborghini Murcielago และผมไม่แปลกใจเลยที่ท่านเจ้าของไม่อยากเอาเจ้า
GT2 ไปใช้ในเมืองทุกวันเนื่องจากหากคุณต้องเจอชั่วโมงเร่งด่วนรับรองว่าลงจากรถที่ขาเป็นตะคริวแหงๆ
ถ้าขาซ้ายไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
การใช้งานในเมืองหากตัดเรื่อง clutch ที่ค่อนข้างหนักไป GT2 ก็สามารถที่จะนำมาใช้งานในเมืองได้อย่างไม่มีปัญหา
ในรอบต่ำๆหากคุณค่อยๆปล่อย clutch และแตะคันเร่งเพียงนิดเดียว GT2 ก็ไม่ได้แสดงอาการก้าวราวออกมาให้เห็น
ถือว่าค่อนข้องจะขับง่ายด้วยซ้ำ มุมมองต่างๆถือว่าดีมากๆ เหมือนกับขับรถจ่ายกับข้าวธรรมดา
แอร์เย็นเฉียบ สวิทช์ต่างๆในตัวรถใช้งานได้ง่าย เครื่องเสียงติดรถที่ให้มาถือว่าเพียงพอ
ไม่ต้องไปดิ้นรนเสียตังค์เปลี่ยนเพิ่ม

แม้ว่าช่วงล่างของ GT2 จะถูก set มาเพื่อรองรับความแรงที่มากขึ้น และใช้ยางแก้มเตี้ยบวกกับช่วงล่างที่เตี้ยกว่าตัวธรรมดา
20 mm. แต่มันกลับไม่ได้กระแทกกระทั้นทรมาณก้นอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก พวงมาลัยน้ำหนักเบาเพราะระบบช่วยผ่อนแรง
ทำให้สามารถใช้งานในเมืองได้อย่างสบาย
อย่างไรก็ดี GT2 ไม่ได้มีแต่ข้อดีซะทีเดียว มันมีข้อเสีย 2 อย่างที่ผมพบนอกเหนือจากน้ำหนัก
clutch ที่หนัก ข้อหนึ่งก็คือเสียงต่างๆที่เข้ามาในรถมากเกินไปจนบ้างครั้งรู้สึกว่ามันน่ารำคาญ
เนื่องจาก Porsche ไม่ได้ติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงมาให้ ซึ่งหากทนได้ก็ไม่เป็นไร
สองคือ skirt หน้าที่ต่อลงมาจากกันชนเพื่อลดอาการหน้าเบาตอนใช้ความเร็วสูงๆ
ยิ่งถนนบ้านเรามีลูกระนาดเยอะกว่ากับระเบิดแถวชายแดนยิ่งทำให้เสียวแปล็บทุกที
ที่ต้องคลานผ่านลูกระนาด เพราะมันครูดเกือบทุกอัน
ส่วนเรื่องความเป็นจุดสนใจบนท้องถนนนั้นไม่ต้องห่วงครับ มองตากันเป็นมันเลยล่ะ
จะด้วยเหตุที่ว่ารถคันนี้มันสีเหลืองตอแหล หรือจะเพราะว่ามันเป็น Porsche
ก็แล้วแต่ แต่มันสามารถดึงดูดสายตาของเพื่อนร่วมถนนและสาวๆได้เป็นอย่างดี
เอาเป็นว่าคนขับหน้าตาเหมือนกรรมกรต่างด้าวจากตะเข็บชายแดนยังดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมากับเค้าทันทีละกัน

หลังจากที่ลองขับแบบเรื่อยเปื่อยไปจนเริ่มชิน ก็ได้โอกาศลองดูว่าเจ้า GT2
คันนี้มันจะแรงขนาดไหน ผมถือเอาไฟแดงบนถนนเส้นหนึ่งเป็นจุดสตาร์ทเนื่องจากติดอยู่คันแรก
เหยียบ clutch จนจมเร่งรอบเครื่องค้างไว้ที่ 2500 rpm ไม่มากไปกว่านั้นเนื่องจาก
เห็นว่ามันไม่มี Traction control แล้วก็แรงบิดสูง พอไฟเขียวผมปล่อย Clutch
ออกพร้อมทั้งเดินค่อยๆเติมคันเร่งเข้าไป เสียงที่ผมได้ยินก็คือเสียงยางบดกับพื้นถนน
รถมีอาการฟรีทิ้งให้เห็นแม้จะใช้ยางขนาด 315 แล้วก็ตาม เมื่ออาการฟรีทิ้งหมดไปรถเริ่มเคลื่อนตัวออกไปผมสวนคันเร่งลงไปจนจม
หลังจากนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือแรง G จาก Twin Turbo ที่กดผมจมลงไปกับเบาะ
มันแรงจนน่าตกใจ ความรู้สึกผมนั้น GT2 ดึงน่ากลัวกว่า Murcielago ซะอีก
รอบเครื่องกวาดขึ้นไปถึง 5500 rpm และยังไม่มีถ้าทีว่าแรงดึงจะหมด ผมตัดสินใจยกคันเร่ง
เหยียบ clutch จนจมพร้อมทั้งสับเข้าเกียร์สอง เกียร์ของ GT2 นั้นเข้าง่ายกว่าของ
turbo เพราะว่ามีระยะเข้าเกียร์ที่สั้นกว่า 20% พร้อมทั้งกระแทกคันเร่งสวนเข้าไป
GT2 เปลี่ยนจากรถที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรกลายเป็นรถที่ผยศมากที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมา
เสียงยางบดกับพื้นถนน พร้อมทั้งอาการท้ายเลื้อย จนต้องยกคันเร่ง แล้วเดินคันเร่งใหม่
สิ่งที่ผมค้นพบในช่วงสั้นๆของหนึ่งแยกไฟแดงนั้นทำให้ผมต้องพิจารณาทั้งความสามารถในการควบคุมรถของตัวเอง
ว่าจะสามารถจะควบคุมรถที่มีแรงม้ากว่า 450 ตัวโดยปราศจาก Traction control
ได้ขนาดไหน

ผมตัดสินใจหาถนนที่โล่งขึ้น เพื่อลองประสิทธิภาพของ GT2 อีกครั้งคราวนี้ผมให้ความเคารพแก่เจ้ากบตัวนี้มากขึ้น
เหยียบ clutch พร้อมทั้งเข้าเกียร์ 1 ให้รถลอยตัวออกไปได้สักพัก ผมกระแทกคันเร่งลงไปทันทีเมื่อข้างหน้า
โล่งว่างปราศจากรถราและภูตผีปีศาจ เสียงฟรีทิ้งได้ยินอย่างชัดเจน ท้ายรถมีอาการเลื้อยให้เห็น
สองมือผมจับพวงมาลัยจนแน่น พร้อมทั้งคอยแก้อาการรถ แรงดึงอันมหาศาลถาโถมเข้ามา
รอบเครื่องกวดขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงแถว 5200 rpm ผมสับเข้าเกียร์สองพร้อมทั้งสวนคันเร่งเข้าไปทันที
อาการ Turbo lag ไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย เสียงฟรีทิ้งยังคงมีให้ได้ยิน
รถพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แรงดึงยังคงมหาศ่าลไม่แตกต่างจากเกียร์หนึ่ง
GT2 สามารถพุ่งผ่านหลัก 100 kph ได้ในเวลาต่ำกว่า 4 วินาที เท่าที่ผีมือผมทำได้อยู่แถวๆ
4 วินาทีกับอีกเศษๆ ถ้าคนขับมีฝีมือกว่านี้ก็ไม่ยากที่จะทำให้ได้ 4 วินาทีท้วนๆ
จนเข้าเกียร์ 3 แรงดึงก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แรงดึงของ GT2 มีมาอย่างต่อเนื่องจนสุดเกียร์ทุกเกียร์และพุ่งผ่านหลัก
200 km/h ในเวลาไม่ถึง 15 วินาที ความเร็วยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จนทะลุผ่านหลัก 250 km/h ไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วสูงสุดเท่าที่ผมทำได้อยู่แถวๆ
270kph ผมไม่แปลกใจเลยถ้าเกิด GT2 จะสามารถทำความเร็วทะลุ 300 kph ได้ถ้าถนนเอื้ออำนวย
โดยในช่วงความเร็วสูงๆบนทางตรง GT2 นั้นให้ความรู้สึกมั่นคง สนิทสนมกับพื้นโลกดี
ตอนใช้ความเร็วสูงๆไม่ได้รู้สึกเครียดเหมือนกับที่เจอใน body ที่แล้วอย่าง
993 อาการหน้าเบาไม่มีให้เห็นแล้วด้วยอันนี้ต้องยกนิ้วให้กับbodypart ที่ทาง
Porscheใส่เข้าไปให้กับ GT2 เพื่อเพิม Maximum Downforce ในช่วงความเร็วสูงๆสิ่งเดียวที่คุณได้ยินคือเสียงเครื่อง
boxer 6 สูบทำงานอยู่ข้างหลังพร้อมกับเสียงลมที่ปะทะเข้ามา แล้วก็เสียงพื้นถนน
หากคุณเป็นคนที่ชอบเสียงเครื่อง boxer แล้วก็ชอบการขับรถที่มี Performance
ดีๆละก็ GT2 คือทุกอย่างที่คุณต้องการ

สิ่งที่น่าประทับใจนอกเหนือจากอัตราเร่งก็คือระบบเบรกที่ Porsche เรียกว่า
PCCB มันทำงานได้ยอดเยี่ยมกระเทียมดองเป็นที่สุด กดปุ๊บเหมือนกับมีอะไรมาดูดไว้
จากความเร็วระดับ 200บวกๆ ใช้เวลาแป๊บเดียว ผมกล้าพูดเลยว่านี่คือหนึ่งในเบรกที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมา
แป้นเบรกน้ำหนักกำลังดี สามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีมากๆ
แม้ว่าผมจะค่อนข้างจะมีอคติกับรถที่พัฒนามาจากรถเต่า แต่ผมไม่สามารถปฎิเสธได้ว่าอัตราเร่งและเบรกถ้าเต็ม
10 ให้ GT2 เต็มอย่างไม่ต้องสงสัย และถ้าไม่นับ Ferrari Enzo ผมก็ต้องยอมรับว่าไม่มี
Ferrari แบบ production car คันไหนที่มีอัตราเร่งและเบรกดีกว่า GT2 ด้วยซ้ำ
ถึงแม้ผมไม่อยากจะยอมรับก็เหอะ
ทางด้านการเข้าโค้ง GT2 ที่ไม่มีระบบ Traction Control เป็นรถที่พร้อมจะออกอาการเสมอเมื่อเข้าโค้ง
จังหวะที่กำลังจะเข้าโค้ง น้ำหนักของแป้นเบรกที่ดีรวมกับระบบเบรกที่สุดยอดทำให้ผมสามารถทำให้
GT2 สามารถเข้าโค้งได้ลึกกว่ารถทุกคัน เกียร์แบบ short shift ของ GT2 ที่มีระยะเข้าเกียร์ที่สั้นขึ้นทำให้เกียร์ได้เข้าง่ายมากๆทำให้การ
shift down เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว พวงมาลัยแม้จะไม่ได้บอกอาการของรถเท่าที่ควร(เนื่องจากมีระบบช่วยผ่อนแรง)
แต่ก็ยังเฉียบคมและแม่นยำครับ ทำให้คุณสามารถจิกหน้ารถเข้าไปในโค้งได้ง่าย
แต่ปัญหาอยู่ที่จังหวะออกโค้ง

แม้ว่า GT2 จะมี Asymmetric Limited Slip Differential ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนอัตราการทำงานของการจับของ
Limited ในทุกๆจังหวะที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ตอนเดินคันเร่งกับยกคันเร่ง
แต่ทุกๆจังหวะการเดินคันเร่งที่แตกต่างกันไป ระบบ Limited Slip แบบนี้ทำให้รถมี
Traction มากที่สุดตลอดทุกๆ load ของรถที่เปลี่ยนไป ทำให้คุณรู้สึกว่ารถมันเกาะมากๆ
เวลาเจอโค้งกว้างๆ แต่ถ้าเจอโค้งแคบตอนที่หน้ารถจิกเข้าไปในโค้งแล้วคุณเดินคันเร่งเพื่อเร่งออกจากโค้งเร็วเกินไป
ท้ายรถของ GT2 จะกวาดออกเป็น oversteer ต้องแก้อาการทันที
นั้นคือสิ่งที่ผมจะบอกว่าผมไม่ชอบใน GT2 อาการ Oversteer เกิดขึ้นทุกๆครั้งที่เดินคันเร่งออกจากโค้งเร็วและแรงไป
ทุกครั้งที่ขับ GT2 เข้าโค้งคุณจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา พร้อมจะแก้อาการทุกอย่างที่เกิดขึ้นในทุกๆวินาทีซึ่งทำให้เวลาคุณขับ
GT2 เข้าโค้งจะรู้สึกว่าค่อนข้างเครียด ผมต้องยอมรับว่าถ้าเกิดจะขับ GT2
ให้ถึง limit ของมันคงต้องเปลี่ยนคนขับ

อย่างไรก็ดีแม้ว่าท้ายรถจะเลื้อยออกเสมอ แต่ว่าส่วนตัวผมรู้สึกว่ารถมันพอจะมีอาการสื่อให้รู้สึกก่อนได้ว่ามันจะ
oversteer แล้วนะ ไม่ใช่เป็นแบบ counter ที่อยู่ดีๆก็ท้ายกวาดไปซะแล้ว
ทำให้มีเวลาที่จะเตรียมตัวได้ทันกับพวงมาลัยที่แม่นยำทำให้ ถ้าไม่ over
limit (ของตัวผมเองนะครับ ไม่ใช่ over limit ของรถ เพราะ limit ของผมไม่ถึง
60% ของรถคันนี้ซะด้วยซ้ำ) การดึงรถให้กลับเข้ามาใน Line ก็สามารถที่จะทำได้ไม่ยาก
ดังนั้นเมื่อขับไปสักพักหากคุณรู้ว่า limit ตัวเองอยู่ที่ไหน คุณจะสนุกกับเสียงยากบดกับพื้นถนน
พร้อมทั้งอาการ oversteer ให้คุณได้ใช้ฝีมืออยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบรับรู้และแก้อาการต่างๆของรถละก็
มองข้าม GT2 ไปได้เลยเพราะคุณจะต้องบ่นว่ารถอะไรของมันว่ะ ขับแล้วเครียดชิบ
สรุป
ในความคิดผม GT2 เป็น Porsche ที่แรงและเร็วที่สุด ที่สำคัญมันเร็วกว่า
Ferrari ทุกรุ่น อัตราเร่งจนถึง topspeed ยอดเยี่ยมไปหมด ความมั่นคงตอนใช้ความเร็วสูงก็ดีขึ้นกว่า
Porsche รุ่นอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด ถ้าให้บอกว่ามันคือ 911 ที่ดีที่สุดก็ไม่น่าจะผิดนัก
พวงมาลัยแม้จะไม่สื่ออาการต่างๆสักเท่าไร แต่ก็แม่นยำและเฉียบคม ระบบเบรกยอดเยี่ยมโคตรๆ
จุดที่หลายคนอาจจะไม่ชอบก็คืออาการในโค้งที่มักจะมีอาการ oversteer อยู่ตลอดเนื่องจากรถไม่มี
Traction ถามว่าขับยากไหม ตอบได้ครับว่าไม่ยากหากคุณรู้ limit ของตัวเอง
อาการ oversteer ที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ แต่คุณต้อง alert ตัวเองอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นเอง
การใช้งานในเมืองไม่มีปัญหา มุมมองต่างๆไม่บอกไม่รู้ว่ากำลังขับ supercar
อยู่ สามารถขับได้ไม่ว่าจะเป็นการถอยจอดหรือเปลี่ยนเลนไม่ต่างกับรถจ่ายกับข้าว
ตรงกันข้ามกับ Lamborghini ที่ไม่ว่าจะขับกี่ทีผมมองไม่เคยเห็นมอเตอรืไซค์ที่อยู่ข้างๆเลย
ข้อเสียเพียงสองอย่างคือ clutch ที่ค่อนข้างแข็ง ถ้าเกิดเจอรถติดๆ อาจจะตะคริวรับประทาน
รวมกับเสียงรบกวนต่างๆที่เข้ามาในรถมาก เนื่องจากไม่มีวัสดุดูดซับเสียงติดมา

นอกจากนั้น GT2 สอบผ่านหมดไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวก แอร์ digital
เบาะหนังปรับไฟฟ้า เครื่องเสียงพร้อม CD ลำโพงอย่างดี
ความหล่อบนท้องถนนชื่อ Porsche การันตีความ hot ของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดีครับยิ่งคันนี้เป็นตัว
top สีเหลืองมีอยู่ไม่กี่คันในเมืองไทยด้วยแล้วยิ่งสะดุดตาใหญ่เลย ไม่ว่าจะมองด้วยสายตางง
(ว่าทำไมกบตัวนี้ถึงรูและปีกเต็มไปหมด) หรือมองด้วยสายตาตื่นเต้นก็เหอะ
เอาเป็นว่าถ้าขับไปแถวๆทองหล่อ รับรองว่าหน้าตากรรมกรอย่างผมสาวๆก็ต้องสนใจบ้างละ
ส่วนเรื่องความคุ้มค่ากับราคา 24 ล้านบวกๆแล้วแต่ค่าเงินยูโร พร้อมทั้งราคาขายต่อที่ร่วงระนาวกลาวกรูด
ราคามือสองเหลือแค่ระดับเดียวกับ Ferrari F360 Modena มือสองปี 2004 คือแถวๆ
16 ล้านกลางๆ แม้ว่าความแรงจะต่างกันราวฟ้ากับเหว ทำให้ต้องคิดหนักถ้าจะซื้อรถใหม่
รถระดับนี้ไม่มีความคุ้มค่าอยู่แล้วละครับ แต่ถือว่าเป็นความสุขทางใจ ผมมีตังค์ก็คงซื้อมือสองดีกว่าเพราะประหยัดไปเกือบๆ
10 ล้าน แถมรถพวกนี้ใช้กันไม่ค่อยเยอะประวัติก็ check แป๊บเดียวก็รู้แล้ว
ยิ่งตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่เพราะโดนภาษีใหม่ทำให้ค่าตัวของรถใหม่ไปอยู่แถวๆ
26 ล้านได้ ทำให้มือสองเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะ 997
Carrera S ตัวใหม่ก็อยู่แถวๆ 14 ล้านแล้วแต่เรื่อง performance ต่างกันบาน
เอาเป็นว่าแล้วแต่ชอบละกันครับ

ทางด้าน Service ไม่ต้องห่วงเพราะว่า เรื่องศูนย์บริการ Porsche นั้นขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพอยู่แล้ว
ซื้อไปไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลอยแพ สร้างความอุ่นใจให้กับเจ้าของได้เป็นอย่างดี
ส่วนเรื่อง modify นี่ก็สามารถสั่งได้ แต่ส่วนตัวแค่นี้ผมว่ามันก็แรงนรกแตกแล้ว
จะขับให้เต็ม limit รถไม่ได้เลย เอาเป็นว่าถ้าเป็นผมขับแบบเดิมๆนี่แหละ
สยิวแล้ว แล้วพบกันใน บทความ Testdrive ครั้งหน้าครับ
ขอขอบคุณ คุณ Ronnie Mercado (General Manager) Lamborghini Bangkok ที่อำนวยความสะดวกในการทำบทความ
สนใจเป็นเจ้าของ Porsche GT2 หรือ supercars รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Lamborghini,
Ferrari ติดต่อ 02-287-2317-20 ได้เลยครับ
Article By Narun Lee

