Test Drive: Mitsubishi Lancer Evolution VII
เหมือนกันที่คำว่า Lancer



          ครั้งนี้ขอเอาใจพวกขับเคลื่อนสี่ล้อบ้างโดยรถที่จะเขียนถึงก็คือ Mitsubishi Evolution 7 แม้จะออกมานานแล้ว แต่เพราะว่าได้มีโอกาสได้คลุกอยู่กับรถคันนี้หลายวันทีเดียวเลยคิดจะมาเล่าสู่กันฟัง(แฟน Subaru อย่าพึ่งน้อยใจนะครับ ครั้งหน้าจะเขียนเกี่ยวกับImpreza WRX STI ตัวตาเหยี่ยว ให้อ่านแน่นอน) ก่อนอื่นเลยอยากจะบอกว่าใจจริงแล้วอยากจะเขียนเกี่ยวกับ Evolution 8 มากกว่า แต่ยังหารถมาลองไม่ได้ หรือหาได้เจ้าของก็ไม่อนุญาตให้ผมเอารถมาขับได้เป็นวันๆเพราะยังใหม่อยู่ ดังนั้นถ้ามีโอกาสเมื่อไรสัญญาว่าเดี๋ยวจะเอามาเล่าให้ฟังแน่นอน

เมื่อพูดถึง Evolution ก็ขอออกนอกเรื่องนิดนึงเกี่ยวกับWorld Rally Championship ที่แฟนๆ Mitsubishi คงจะเซ็งไปตามๆกันเพราะปีที่แล้ว Subaru คู่รักตลอดกาล ได้ champ ประเภทนักขับไป แถมปีนี้แฟน Mitsubishi ที่หวังว่าทีมสุดรักจะทำผลงานได้ดีหลังจากหยุดพักไปทำรถมาถึง 1 ปีเต็ม แต่ผลงาน สี่สนามล่าสุดในปี 2004 กลับยังคงอยู่ตำแหน่งบ๊วย และไม่มีทีถ้าว่าจะสู้รถของทีมอื่นๆได้เลย ไม่ว่าจะเป็น Ford Citroen Peugeot หรือแม้กระทั่ง Subaru ยังไงยังไงก็คงต้องตามเชียร์กันต่อไปนะครับสำหรับแฟน Mitsubishi

ออกนอกเรื่องไปไกล กลับมาที่พระเอกของเราดีกว่าเจ้า Evolution7 ที่มาพร้อมกับเครื่อง 4G63T และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่กี่ปีกี่ชาติก็ยังคงเป็นแบบนี้ แม้แต่ตัว Evolution 8 ก็ยังคงเหมือนเดิมแต่เพิ่มเกียร์ 6 Speed กันตกยุคมาจากโรงงาน เรามาดู Spec ของเจ้า อีเหลือง คันนี้กันดีกว่า

Engine Inline-4 Turbocharged
Cylinder Capacity 1,997 cc
Max. Power 280 bhp @ 6500 rpm
Max. Torque 282 lb-ft @ 3500 rpm
Weight/Power Ratio -
Transmission 4WD
Gear Box 5-Speed Manual
0-100 -
0-400 -
0-1000 -
100-0 -
Top Speed -
Length 4,455 mm
Width 1,770 mm
Height 1,450 mm
Weight 1,400 kg

จะเห็นว่าจำนวนแรงม้ายังคงเท่าเดิม คือ 280 แรงม้าตามกฎหมายญี่ปุ่นกำหนด แต่มาที่รอบที่ต่ำกว่าตัว Evolution 6 Tommi Makkinen Edition นิดหนึ่ง แรงบิดก็มีมากขึ้นกว่าเดิมอีกนิด แต่ต้องแบกน้ำหนักตัวที่มากขึ้นอีกโขด้วยทำให้อัตราเร่ง 0-100 กลับแย่กว่าตัวที่แล้ว เกี่ยวกับ performance เดี๋ยวผมจะเขียนให้อ่านอีกทีในตอนท้ายนะครับ ตอนนี้เรามาดูที่ภายนอกกันก่อนดีกว่า



รูปร่างหน้าตาภายนอกของ Evolution7 ออกมาในแนวที่เรียบร้อยกว่าตัว Evolution 6 มาก ช่อง รู หรือแม้แต่ spoiler ต่างๆดูอลังการงานสร้างน้อยกว่าตัวที่แล้วเยอะ บางคนบอกว่าความโหดลดลงไปเยอะเลยทีเดียว บางคนทีปากเสียหน่อยก็บอกว่ามันเหมือนกับเอา Cedia มาติดราวตากผ้า บางคนที่ไม่สนใจเรื่องรถสักเท่าไรอาจจะแยกไม่ออกซะด้วยซ้ำว่ามันต่างกับ Cedia ใส่ spoiler ตรงไหน

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมันจะไม่มีอะไรทีเหมือนกับ Cedia เลย แม้ว่าในโฆษณาของ Mitsubishi จะบอกว่ามันเป็นจิตวิญญาณเดียวกัน แต่ชิ้นส่วนที่เหมือนกันของ Cedia กับ Evolution ก็คือเสาอากาศท้ายรถ กับกระจกมองข้าง นอกนั้นไม่เหมือนและไม่สามารถใช้รวมกันได้เลย

เริ่มจากที่ด้านหน้ากันก่อนแล้วกันครับ ไฟหน้าของ Evolution 7 จะประกอบไปด้วยไฟสูง ไฟต่ำ และไฟตัดหมอกในกรอบเดียวกัน ไฟต่ำนั้นเป็น แบบ Projector Xenon มาให้จากโรงงาน สว่างและไม่ต้องไปดิ้นรนเปลี่ยนให้เสียตังค์ ไฟสูงเป็นแบบธรรมดา ส่วนไฟตัดหมอกนั้นอยู่รวมกันในกรอบเดียวกันไม่ได้แยกออกมาแบบรุ่นก่อนๆให้ดูรกและกลัวหินดีดแตกเวลาวิ่งต่างจังหวัดแต่อย่างใด

ฝากระโปรงหน้ามีลักษณะการออกแบบรูระบายความร้อนเหมือนรุ่นที่แล้ว (5-6-6.5) คือ มี 3 รู 2 รูตรงกลางไว้ระบายความร้อนส่วนรูข้างๆไว้รับลมเข้า ( Evolution 8 ลักษณะกลับไปเหมือนกับ 4 คือมีรูรูปคางหมูตรงกลางรูเดียว) ฝากระโปรงหน้าทำจาก aluminium เมื่อเปิดขึ้นมาจะพบกับเครื่อง 4G63T

ภายในห้องเครื่องดูแน่นกว่าตัวก่อนๆ ส่วนที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากภายนอกเมื่อดูแวบแรกระหว่างเครื่องของ Evo6 กับ 7 ก็คือเจ้าฝาครอบวาวล์ที่ในตัว Evolution 7 ปั้มคำว่า Evolution ไว้บนฝาครอบวาวล์และเป็นสีแดงเข้ม metalic ต่างจากตัวก่อนๆที่เป็นสีแดงสดและไม่มีคำว่า Evolution บนฝาครอบวาวล์ ระบบกรองอากาศถูกปรับปรุงให้มีจมูกมารับลมที่คานหน้า พร้อมหม้อน้ำ aluminium ของ Calsonic ที่มีมาให้จากโรงงาน

กันชนหน้าช่องต่างๆลดลงเหลือแค่ 3 ช่อง ยังคงใช้ตะแกรงลวดสีดำขึงไว้เหมือนเดิมพร้อมตรา Mitsubishi ขนาดใหญ่ดูดีกว่า กระจังหน้าโครเมียมของตัวที่วิ่งอยู่ในบ้านเราเยอะแต่ไม่ได้มีรูมากมายเหมือนตัวก่อนๆ ไฟตัดหมอกในกันชนหายไปเพราะไปรวมอยู่ในไฟหน้าแทนทำให้หน้าตาของตัวนี้ในความคิดของผมดูเรียบร้อยขึ้นเยอะเลยทีเดียว ผิดกับบรรพบุรุษที่หน้าตาดูดุดันกว่ากันเยอะ แต่เมื่อลองถามผู้หญิงส่วนใหญ่กลับบอกว่าเจ้าตัวนี้ดูดีกว่าไปซะงั้น



มาทางด้านข้างกันบ้าง โป่งหน้าและหลังถูกดึงออกมาเป็นเหลี่ยมสัน ไม่ใช่เป็นโป่งมาแปะเหมือนกับตัวก่อนๆแต่อย่างใด ดังนั้นใครคิดจะแปลงก็ต้องเลาะเปลี่ยนทั้งโป่งหน้าและหลังเลยทีเดียว ล้อ Mag 17” ลายก้านคู่ พร้อมยาง Yokohama A046 ขนาด 235/45/17 ทั้งสี่ล้อถูก และ side skirt ติดมาจากโรงงาน มองเข้าไปข้างในล้อจะเห็น brake Brembo สีแดงตัวใหญ่ดูดี
ใช้ดีมีมาให้จากโรงงาน โดยข้างหน้าขนาด 4 pot ส่วนด้านหลังขนาด 1 pot เหมือนกันหมดตั้งแต่ Evo5-6-6.5-7-8



พอมาทางด้านหลังสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของ Evo ทุกรุ่นก็คือหางหลังขนาดใหญ่ที่ติดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จนแม้กระทั่งรุ่นนี้ หรือ Evo8 ก็ยังคงเอกลักษณ์นี้ไว้ โดยรุ่นนี้หางหลังขนาดใหญ่ยังคงสามารถปรับระดับได้เหมือนกับ Evo5-6 แต่พอมาเป็น Evo8 ที่เป็น carbon fiber กลับปรับระดับไม่ได้ซะงั้น

ไฟท้ายก็ไม่เหมือนกับ Cedia แต่อย่างใด ของ Evolution นั้นดูดีกว่ากันเยอะ บั้นท้ายกางกว่า Cedia อันเนื่องมาจากโป่งหลังที่เป็นสันที่ทำขึ้นเพื่อรับกับฐานล้อที่กว้างขึ้นทำให้ตัวรถทางด้านท้ายดูกางขึ้น บนฝากระโรงหลังแปะตัวหนังสือว่า Evolution VIIเป็นโครเมียมแทนที่จะเป็น Sticker เหมือนตัวก่อนทำให้มีราคาขึ้นอีกนิดนึง ตำแหน่งของป้ายทะเบียนจะอยู่ที่กันชน ส่วนในตัว Cedia จะอยู่ที่ฝากระโปรงท้าย ส่วนกระจกหลังก็มีที่ปัดน้ำฝนมาให้ส่วนเดียวที่เหมือนกับ Cedia ก็เสาวิทยุหลังบนหลังคานั้นเอง (ในตัว Evo4-5-6-6.5 ในรุ่น GSR เสาวิทยุจะเป็นแบบฝั่งในกระจกหลังเหมือน BMW จะไม่มีเสาวิทยุที่เสา A ฝั่งคนขับแต่อย่างใด) ท่อไอเสียอยู่ทางด้านขวา ต่างจาก Evo 4-5-6 ที่อยู่ทางด้านซ้าย

มาดูภายในกันบ้างพอเปิดประตูเข้ามาในรถสิ่งแรกที่เห็นก็คือเบาะ Recaro เจ้าเก่าที่ผูกขาดมาตั้งแต่ใน Evo3 เป็นต้นมา ภายใน Evo7 ถูกตกแต่งด้วยโทนสีน้ำเงิน-ดำ วัสดุภายในดูดีมีราคามากกว่ารุ่นก่อนๆ ปีกเบาะด้านข้างของตัวนี้สูงกว่าตัว 5-6 เยอะ ตามความคิดผมเท่าๆกับในตัว Integra Type R (DC5) ข้อดีก็คือ กระชับขึ้น ข้อเสียก็คือขึ้น-ลงลำบากกว่าตัวเก่าเยอะ ถ้าจะไม่ให้ปีกเบาะช้ำก็ต้องโหนกันเป็นลิงละครับ ผู้ปกครองและคนแก่คงไม่สบอารมณ์แต่อย่างใด รวมไปถึงสาวๆและนักศึกษาหญิงที่ใส่กระโปรงสั้น........แหะๆอย่าคิดลึกนะครับ พวงมาลัย 3 ก้านได้รับการออกแบบใหม่โดย Momo ถูกตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมกับหนังสีดำพร้อมระบบ Airbag ทันสมัยขึ้นกว่าตัวที่แล้วที่ออกแนวเชยๆ นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสวิทช์ปรับความสูงต่ำของไฟหน้าที่ด้านขวาของ Console หน้า ฝั่งคนขับ

แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบก็คือตำแหน่งของสวิทช์กระจกมองข้างที่อยู่ที่ด้าน ทางข้างด้านซ้ายของปุ่ม ACD ที่ปรับยากเหลือเกินเวลาขับ เพราะพวงมาลัยมันจะบังนิดๆนะครับ ผมเองอาจจะยังไม่ชินก็ได้ แต่ในความรู้สึกผมว่าตัวเก่าปรับง่ายกว่า

สิ่งที่เป็นจุดเด่นภายในก็คือ ปุ่ม ACD ที่ผู้ขับสามารถที่จะเลือกได้ว่าตัวเองกำลังขับอยู่บนถนนแบบไหนเพื่อที่รถจะได้เลือกระดับของ traction ของแต่ละล้อให้เหมาะสมกับแต่ละสภาพถนนโดยผู้ขับเองสามารถเลือกได้จากภายในรถว่าเป็นถนนแบบใด (Tarmac-ถนนลาดยาง , Gravel-ทางฝุ่น , Snow-หิมะ) โดยจะมีไฟแสดงบนหน้าปัทม์ ซึ่งทางผู้ผลิตได้ออกแบบมาให้แตกต่างกับตัวที่วิ่งในบ้านเราราวฟ้ากับเหวซึ่งในความคิดผมมันดูคล้ายๆ หน้าปัทม์ของ Toyota Supra ปีท้ายๆยังงัยก็ไม่รู้ แต่ก็ถือว่าสวยดีครับ โดยในคันนี้ได้เปลี่ยนเป็นไมล์ RalliArt ที่มีเข็มแสดงความเร็วถึง 300 km/h แต่มีไว้ขู่ เพราะจริงๆรถวิ่งไม่ถึงหากไม่ได้ไปยุ่งกับระบบเฟืองท้ายและเกียร์

ระบบ air กลายมาเป็นแบบบิด แทนที่จะเป็นแบบ digital แบบตัวก่อน ซึ่งเพื่อนผมหลายคนบอกว่าเหมือนแอร์รถ taxi ไปซะได้ ล่างจากสวิทช์แอร์ลงมาก็เป็น console เกียร์ หัวเกียร์จับกระชับมือดี โดยหัวเกียร์หุ้มด้วยหนังเดินด้ายฟ้าเช่นเดียวกับพวงมาลัย (เหมือนใน Evo6 ที่ด้ายถุงเกียร์และพวงมาลัยต้องเป็นสีฟ้าถึงจะตรงรุ่น ส่วน Evo5 กับ 6.5 เป็นสีแดงนะครับ ใครที่ไม่ใช่ตามนี้ก็แสดงว่าไม่ตรงรุ่นครับ)

ฝั่งคนนั่งมีระบบ Airbag มาให้เช่นกัน โดย console หน้าฝั่งคนนั่งมีแปะ logo Evolution สีโครเมียมไว้กันเลี่ยน ใต้ console ฝั่งคนนั่งจะมีพรุไฟกระบอกสีส้มเสียบไว้กันกินข้าวลิงเวลารถเสียตามมาตรฐานรถนำเข้าญี่ปุ่นโดยเข็มขัดนิรภัยจะเป็นของทาง Takata ทางด้านหน้าด้านหลังก็ถูกหุ้มไว้ด้วยผ้า Recaro ลายเดียวกันกับเบาะหน้าพร้อมกับเข็มขัดนิรภัย 3 ตำแหน่งไว้ป้องกันเวลาเกิดเหตุเล่นกายกรรมตีลังกา

ได้เวลาลองขับกันซะที โดยในเจ้า Evo7 นี้หากคุณต้องการจะสตาร์ทรถ คุณจำเป็นที่จะต้องเหยียบ clutch ก่อน ไม่เช่นนั้นจะ สตาร์ทไม่ติดนะครับ (ตัวเองเคยหน้าแตกมาแล้ว เพราะคิดว่ารถแบตฯหมด แหะๆ) เมื่อเหยียบ clutch แล้วบิดกุญแจ สิ่งแรกที่คุณจะได้ยินก็คือเสียงเครื่องยนต์และท่อไอเสียที่แม้ว่าจะปิดประตูแล้วเสียงก็ยังเข้ามาในรถค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเนื่องจากเจ้าของรถประเภทนี้ก็คงไม่ได้คาดหวังว่ารถจะเก็บเสียงดีอยู่แล้ว

เมื่อปรับมุมมองกระจกและตำแหน่งของพวกมาลัยเรียบร้อยแล้วผมก็เหยียบ clutch ที่ค่อนข้างจะแข็งซะหน่อยพร้อมเข้าเกียร์ 1 ค่อยๆถอน clutch ออกพร้อมเหยียบคันเร่งลงไปจนสุด รถค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปเหมือนไม่ค่อยมีแรงซะเท่าไรในรอบต้นเนื่องจาก turbo ยังไม่ทำงาน แต่เมื่อรอบเครื่องถึง 2,800 rpm รถเริ่มมีแรงดึงเนื่องจาก turbo เริ่ม boost และก็ตามมาด้วยแรงดึงที่ค่อนข้างจะรุนแรงจนตัวผมจมอยู่กับเบาะตามสไตล์ Evo ที่ออกแนวกระโชกโฮกฮาก

แม้ว่าจะไม่ดึงรุนแรงเหมือนกับตัวก่อนๆ เช่น Evo3-6 แต่ก็ถือว่าดีเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเนื่องมาจากความอ้วน เมื่อถึง 6,200 rpm ผมสับเข้าเกียร์ 2 ทันที แรงดึงก็มาอย่างต่อเนื่องทันทีที่เข้าเกียร์ 2 โดยยังคงดึงได้หนักหน่วง จนเผลอแป็บเดียวก็ถึง 100 km/h คาดว่าใช้เวลามากกว่า ตัว Evo6 อยู่นิดหน่อย โดยใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 5 วินาที ++ (หนังสือเมืองนอกก็บอกว่าทำเวลา 0-100 ช้ากว่า Evo 6 อยู่เกือบวินาที) เมื่อสับเข้าเกียร์ 3 แรงดึงยังคงมีอยู่แม้จะไม่มาก แต่เข้มความเร็วกับวัดรอบยังคงกวาดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ



โดยจุดเด่นของเจ้าตัวนี้ที่ดีกว่าตัวก่อนๆก็คือความเร็วในช่วงเกิน 170 ขึ้นไปที่สามารถไหลไปได้ดีกว่าตัวที่แล้วทีเดียว แม้ว่าเข้าเกียร์ 4 แล้ว รถก็ไม่มีอาการอืด ความเร็วยังคงขึ้นอย่างต่อเนื่องจน (เพราะในตัวก่อนที่เกียร์ 4-5 เริ่มเหี่ยวแล้ว แฟน Evo คงรู้กันดีว่าเมื่อเกิน 180-190 ไปแล้วเป็นอย่างไร) เข้าเกียร์ 5 และกดคันเร่งแช่ไปเรื่อยๆ ความเร็วไหลไปถึง 220 km/h สบายๆ รถยังคงนิ่งและสามารถไหลไปได้อีกมากกว่านี้ น่าจะถึง 240-250 (Evo5-6 top speed อยู่ที่ประมาณ 230-235 km/h) หน้าจะได้ เนื่องจากรอบเครื่องยังคงไปได้อีก ณ ความเร็ว 220 แต่ถนนหมดซะก่อน ในความเป็นจริงก็คงหาโอกาสที่จะใช้ความเร็วขาดนั้นลำบากอยู่แล้ว

เบาะของ Evo7 นั้นกระชับดีหายห่วงแถมยังกระชับกว่าตัวก่อนด้วยทำให้มั่นใจได้ว่าคุณจะไม่หลุดเวลาเข้าโค้งแรงๆการเก็บเสียงภายในรถก็ดีขึ้นครับเทียบกับตัวก่อนๆ



เรื่องช่วงล่างของ Evo7 นั้นหายห่วงแม้ในช่วงที่ใช้ความเร็วสูง หนึบแน่น ออกแนวกระแทกกระทั้นนิดๆเป็นที่ถูกใจวัยรุ่น ซึ่งก็ไม่ได้กะจะหาความสบายไม่ได้กับรถประเภทนี้อยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับถนนโลกพระจันทร์รับรองว่าหัวสั่นคลอนแน่ๆ เพราะจากการทดลองวิ่งดู บริเวณเรียบทางด่วนและถนนวิภาวดี ในความเร็วประมาณ 40 km/h มันกระเด้งกระดอนดีแท้ๆ ซึ่งมันก็ต้องได้อย่างเสียอย่างละครับ
ซึ่งคนที่ซื้อรถประเภทนี้ก็คงทำใจไว้แต่แรกแล้ว

ในโค้งนั้นสบายใจได้ไม่ต้องห่วงเกาะยังกับตุ๊กแกเกาะพนัง ลองเข้าโค้งบนทางด่วนขึ้นเส้นจากรามอินทราออกไปบางนา ในโค้งที่ความเร็ว 160 รถยังคงเกาะเหมือนตุ๊กแกไม่มีอาการงอแง แม้ว่ารถมีอาการดื้อโค้งนิดๆแต่ก็แก้ได้ไม่ยากซึ่งก็เป็นไปตามเอกลักษณ์ของรถ EVO อยู่แล้วอัตราเร่งเทียบกับรถทั่วไปกินขาดครับ แม้ว่าจะสู้ตัวเก่าไม่ได้แต่ก็ไม่ได้เป็นรองใครสักเท่าไร ถ้าจะเอาไปมุดแข่งกับใครรับรองมีเฮ แม้ว่าจะเป็น พวก supercar ก็ตาม ไม่หนีกันเท่าไรหรอกครับ อัตราเร่งดี ช่วงล่างที่เกาะแบบกระแทกกระทั้นผสมกับรถที่ไม่เตี้ยเมื่อเจอคอสะพานทำให้ไม่ต้องเบรกตัวโก่ง

ระบบเบรกมั่นใจหายห่วง เป็น Brembo มาให้จากโรงงาน ไม่ต้องหาเรื่องขอตังค์พ่อเปลี่ยนแต่อย่างใด สิ่งที่คุณควรจะกลัวก็คือเวลาคุณเบรกนะอยู่แน่แต่คันข้างหลังจะอยู่เหมือนคุณรึเปล่าผมไม่รู้ สิ่งที่ผมไม่ชอบก็คือเสียงของยางที่ดังเหลือเกินเพราะเวลาวิ่งยังกับเลี้ยงหมาไว้ 4 ตัวไว้ที่ล้อ หอนตลอดเวลา

เรื่องความสะดวกสบายนั้นแทบจะไม่มีและหาไม่ได้อยู่แล้ว ปัญหาอีกหลักก็คือ การที่เป็นเกียร์ manual บวกกับ clutch
ที่แข็งขนาดที่ว่าถ้าเจอถนนติดกาวรับรองว่าได้เดินลากขาตอนลงจากรถแน่ๆ หากคุณเป็นคนไม่ออกกำลังกายนะครับ ซึ่งทำให้รถคันนี้ไม่เหมาะที่จะใช้ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนสักเท่าไร

อัตราการบริโภคน้ำมันอยู่ประมาณ 7 กม./ลิตรเวลาที่กดบ้างไม่กดบ้างซึ่งถือว่าอยู่ในเกณท์ที่รับได้หากเทียบกับสมรรถนะของรถคันนี้ แอร์รถญี่ปุ่นได้ชื่อเรื่อง เย็นจัดประหยัดไฟอยู่แล้วไม่มีปัญหาเวลารถติดแต่อย่างใด แอร์เย็นฉ่ำและจะฉ่ำที่สุดเมื่อรถคุณได้วิ่ง

โดยสรุปถ้าในความคิดผม Evolution เป็นรถที่ขับสนุกมากถึงมากที่สุดมาตลอดเมื่อเวลารถไม่ติด อัตราเร่งดีมากอาจจะดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถขนาดเครื่องที่เท่าๆกัน ช่วงล่าง ระบบเบรก ล้วนไว้ใจได้ คนขับต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาหากจะใช้มันให้เต็มสมรรถนะ ใน Evo7 ข้อดีเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ บางส่วนได้ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นการตอบสนองในช่วงความเร็วสูงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเก็บเสียงก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน นอกจากนี้แรงบิดที่มากขึ้นในรอบเครื่องที่ต่ำลงทำให้รถคันนี้ขับง่ายขึ้น เบาะกระชับขึ้น การตกแต่งและออกแบบภายในดูดีมีรสนิยมมากขึ้น



แต่ก็มีข้อเสียก็คือหน้าตาภายนอกที่คนบางคนมองว่าไม่ต่างจาก Cedia ใส่ spolier ทำให้มันดูไม่โดดเด่นเท่าไรเมื่ออยู่บนถนนหากสีไม่แปลกจาก Cedia ในบ้านเรา ในเรื่องของสมรรถนะนั้น ขนาดตัวและน้ำหนักตัวที่มากขึ้นทำให้ความคล่องตัวและการตอบสนองในโค้งรู้สึกไม่ดีเท่าตัวก่อนช่วงล่างที่ออกแนวกระแทกกระทั้นไม่ถูกใจผู้ปกครองเท่าที่ควรรวมถึงเบาะที่ออกแบบมาให้ขึ้นลงได้ลำบากดีแท้แม้จะกระชับเหลือเกินที่สำคัญก็คือการที่เป็นเกียร์ manual และ clutch ที่แข็ง ทำให้รถคันนี้ไม่เหมาะที่จะใช้ในชั่วโมงเร่งด่วนทุกๆวัน ( อย่างไรก็ดี ก็มี Evo7 GTA ซึ่งเป็นเกียร์ auto ไว้ค่อยเอาใจคนขี้เกียจอยู่แล้ว) ซึ่งคนที่ซื้อรถประเภทนี้ก็คงเตรียมใจไว้แต่แรกส่วนวัยรุ่นนั้นไม่มีปัญหายอมปวดขาและลำบากได้อยู่แล้ว



เรื่อง accessories และ ของเล่นนั้นหายห่วงมีเพียบไปหมด เรื่องการ service ก็ไม่มีปัญหาถ้าอยู่ใน กทม. อู่ที่ซ่อมรถรุ่นนี้ได้มีเพียบ ดังนั้นหากคุณมีรถที่สามารถใช้งานได้ทุกวัน Evo7 ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะสมรรถนะที่ได้รับนั้นเทียบเท่ากับ supercars บางรุ่น แต่ราคานั้นถูกกว่าเยอะแถมยังหาที่จอดได้ง่ายกว่าด้วยกับค่าตัว 4 ล้านบวกๆ สำหรับ รถนำเข้าแท้ๆ ตัวถัง CT9A และ 2 ล้านนิดๆ สำหรับรถตัวถัง Cedia CS ที่ย้ายของแท้ใหม่มาใส่ทั้งหมด หากต้องการรถ high performance
ที่ขนเพื่อนไปเที่ยวได้และไม่ต้องกลัวลูกระนาดและคอสะพาน Evo7 จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าไปเทียบกับรถ used แล้วละก็จะทำให้คุณมีตัวเลือกมากขึ้นอีกเยอะไม่ว่าจะเป็น sport ญี่ปุ่นที่สมรรถนะใกล้เคียง หรือ sport Europe ที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มากกว่า

ก็แล้วแต่คุณผู้อ่านละครับว่าจะเลือกแบบไหน หวังว่าบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจรถรุ่นนี้ไม่มากก็น้อยหากมีข้อเสนอใดๆก็เชิญเสนอแนะกันเข้ามาได้นะครับ

สนใจ Evo7 ติดต่อ 01-655-8888


Article By Narun Lee






Acceleration
อัตราเร่งทันใจมากถึงมากที่สุด ถ้าเทียบกับเครื่องแค่ 2000 ถือว่าน่าประทับใจเป็นที่สุด
9
Top Speed
แม้ว่า topspeed จะไม่สูงมากนักแต่ก็ถือว่าดีกว่าตัวก่อน 240 ++ ถือว่าน่าพอใจแล้ว
8
Handling
เกาะถนนยังกะตุ๊กแก ไม่ว่าจะเป็นในช่วง 200 ++ หรือในโค้งก็ไม่ต้องลุ้นให้หวาดเสียวแต่อย่างใด
8.5
Brake
เป็น Brembo มาจาก โรงงาน เลือกเบรกไม่ต้องห่วงหยุดอยู่แน่ แต่คันข้างหลังจะเบรกอยู่หรือเปล่านั่นอีกเรื่อง
9
Looks
รูปร่างดูภายนอก ถ้าไม่รู้อาจจะนึกว่า Cedia ใส่ Spoiler แล้วแต่จะคิด
7
Comfort
ไม่มีความสบายสักเท่าไรเพราะจุดประสงค์ของรถรุ่นนี้ไม่เน้นความสะดวกสบายอยู่แล้ว ช่วงล่างแข็ง clutch แข็ง หากจะแลกกับความสนุกก็ต้องทำใจหน่อย
6
Daily Usage
ถ้าเจอกับสภาพการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนคงจะเหนื่อย ไม่เหมาะที่จะขับไปทำงานแถวสีลมและสาธรเพราะตะคริวจะกิน
6.5
Value
ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการรถประเภทไหน ถ้าต้องการรถที่ขับสนุก อัตราเร่งและการเกาะถนนดี ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
?

More Pictures