Test Drive: Ferrari 456 GT
A family car or a supercar?



          สวัสดีครับสมาชิก MT ทุกๆท่าน... ต้องขอโทษกันก่อนเลยสำหรับการหายสาบสูญไปนานของบทความ Test Drive ... ที่หายไปนั้นไม่ใช่เพราะผมขี้เกียจแต่อย่างใด แต่เพราะมีเหตุขัดข้องหลายๆ ประการ ไม่ว่าจะเป็นการหนีหนี้ เฮ้ย หนีไปเรียนต่อของนาย webmaster หาช่างกล้องใหม่ไม่ได้ ไม่มีคนถ่ายรูป และที่สำคัญผมไม่มีเวลา ย้ำว่าไม่มีเวลา ไม่ใช่ขี้เกียจครับ (สมาชิกหลายๆท่านอาจจะไม่เชื่อ)

เอาละหลังจากที่บทความ test drive ของผมช่วงหลังๆ ไม่มี supercar เท่าไหร่ จนอาจจะทำให้สมาชิกหรือผู้อ่านบางท่านเริ่มมีความสงสัยว่า เจ้า editor คงจะหมดมุขหา supercar ไม่ได้แล้ว ความจริงมันไม่ได้หมดมุขหรอกครับ ยังมีเหลือให้ขุดมาขายกันได้อีกหลายคัน แต่เนื่องจากไม่รู้จะเอาคันไหนมาลงดี บวกกับ คน upload ไม่อยู่ เลยเกิดโรคเลื่อนเรื่อยมา

หลายคนอาจจะงงว่าทำไมคราวนี้พระเอกในบทความถึงเป็น supercar รุ่นเก่า อายุอานามร่วม 10 ปี อย่าง Ferrari 456 GT (แม้จะเก่าแต่ยังดูดีอยู่นา) แทนที่จะเป็น Ferrari F430 หรือ Porsche 997 รวมไปถึง Boxster S 987 มันมีเหตุผลครับ ด้วยความที่ผมยังไม่เคยทำบทความเกี่ยวกับ Ferrari เครื่อง V12 ที่มีลักษณะแบบ Grand Touring มาก่อน (ไอ้ครั้นจะไปลาก 612 Scaglietti ออกมาก็เกรงใจท่านเจ้าของ เพราะคงยังหวงอยู่) ไปๆ มาๆ มันก็เลยมาลงเอยที่เจ้า 456 นี่แหละครับ

นอกจากนี้ ปัจจัยหลักที่ผมคว้าเอาเจ้า Ferrari 456 GT มาเป็นพระเอก ก็คือเรื่องของราคาครับ ตอนที่มันออกมาใหม่ๆ เจ้า 456 GT นับว่าเป็นม้าป่าที่ราคาแพงที่สุดในสายการผลิต แพงกว่า Ferrari 512 TR แพงกว่า F348-F355–F360 จวบจน 550 ออกมา เจ้า 456 GT ก็ยังแพงกว่าอยู่ดี แต่ปัจจุบัน ราคามือสองมันดันร่วงลงมาอยู่ที่ระดับถูกว่า F355 ซะอีก ซึ่งในราคาที่ถูกกว่า F355 นี้ สิ่งที่คุณได้มากกว่าแต่จ่ายน้อยกว่าก็คือ เครื่อง V12 และแรงม้าที่มากกว่า 400 แรงม้า ฝากระโปรงท้ายที่ใส่ของได้ และมีที่นั่งข้างหลังเพิ่มขึ้นมาอีกสองที่ ใช่ครับคุณไม่ได้อ่านผิด มันมีที่นั่งด้านหลัง ส่วนจะนั่งได้หรือเปล่าเดี๋ยวจะบอก

บางคน (ย้ำว่าบางคน) อาจจะมีความรู้สึกว่า Ferrari จำเป็นที่จะต้องเป็นรถสปอร์ต สองประตู สองที่นั่ง เครื่องวางกลางลำ ไม่มีที่ใส่ของ ใช่ครับ Ferrari ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น และนั้นก็เป็นสิ่งที่แฟนๆ Ferrarista อยากให้เป็น อย่างไรก็ดีทาง Ferrari ก็ยังมีการผลิตรุ่นที่สามารถขนของได้ เครื่องวางหน้า และมีสี่นั่งออกมาเรื่อยๆ เหมือนกัน (เหมือนลูกเมียน้อย) อาจจะไม่ดังเปรี้ยงปร้าง แต่ก็ยังขยันออกรุ่นต่อมาเรื่อยๆ... และนั่นก็รวมไปถึง Ferrari 456 GT ด้วยเช่นกัน

Ferrari 456 GT ออกมาเมื่อปี 1993 เป็นรุ่นที่มาแทน Ferrari 412 ที่หน้าตาแสนจะอุบาทว์น่าเกลียด และได้รับแต่คำสรรเสริญเป็นภาษาพ่อขุนราคำแหงมากกว่ารุ่นไหนๆ (ไม่เชื่อไปลอง Search ดูก็ได้ครับ เห็นแล้วไม่บอกไม่รู้ว่านี่เป็น Ferrari นะเฟ้ย) จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ Pininfarina ต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อที่จะออกแบบรถ Ferrari ที่มีเครื่องวางด้านหน้าแบบ V12 รูปทรงดูดี แต่มีสี่ที่นั่ง คาดว่าคงเอาตีนก่ายหน้ากันอยู่นานพอสมควร แต่ในที่สุดก็ได้ออกมาเป็นเจ้า 456 GT นี่แหละครับ... ตอนเปิดตัวมันมีสองรุ่นคือ 456 GT แบบเกียร์ธรรมดา 6 speed กับ 456 GTA (A ก็ Automatic ไงคับ) ซึ่งเป็นเกียร์ออโต้แบบ 4 speed

ตอนออกมาใหม่ๆทาง Ferrari อ้างว่า”producing luxury four seat cars that combine top performance with practicality. Aerodynamics and handling characteristic unlike those of any other 2+2, the 456 was the ultimate 4-person conveyance. We might consider it the ultimate in practical automotive design. These are perhaps the truest "gran turismo" cars.” แปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือของตูนี่แหละเป็นรถสปอร์ตแบบ 2+2 ที่นั่งที่เจ๋งที่สุด นับว่าเป็นคำกล่าวที่อหังการมากๆ อย่างไรก็ดีตอนที่มันออกมาใหม่ๆ ก็ได้รับเสียงชมเชยจากสื่อหลายเจ้าเหมือนกัน แต่ถ้าถามผมว่ามันดูดีไหม เมื่อเทียบกับตัวเก่าอย่าง 412 ผมตอบแบบไม่ต้องใช้หัวแม่ตีนคิดเลยครับ ว่าสวยกว่าเยอะมากๆ


Exterior

เจ้า 456 คันนี้เป็นสีน้ำเงินครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ เรามักจะไม่ค่อยเห็น Ferrari สีอื่นๆนอกจากแดงและเหลืองเท่าไหร่ แต่เชื่อไหมว่าบ้านเราเจ้า 456 เนี่ยมีสีน้ำเงินเยอะที่สุด... อย่างไรก็ดีน้ำเงินของ Ferrari เนี่ยมีหลายเฉดมากๆ อย่างเจ้าคันนี้เรียกว่า Blu Swaters MET Fer513

รูปร่างหน้าตาภายนอกนับว่าแทบจะปฏิวัติใหม่ทั้งคันตามความต้องการของอีตาประธาน Luca ที่ต้องการให้ม้าเป็นรถที่ใช้งานได้ทุกวันมากขึ้น ก่อนหน้านี้ Ferrari 412 นี่ รูปทรงออกแนวเหลี่ยมนรก แต่ 456 กลับออกมาในแนวกลมๆ เส้นสายโค้งมน ตั้งแต่ด้านหน้าจรดบั้นท้าย ถ้ามองจากด้านหน้าจะเห็นเลยว่ารถมันเรียบมากๆ มีชิ้นส่วนแค่สองชิ้น คือฝากระโปรงหน้า กับกันชนหน้า โดยฝากระโปรงหน้ากับแก้มหน้ารวมเป็นชิ้นเดียวกันหมด... หมายความว่าอย่าให้มีอะไรมาสะกิดนะครับ เปลี่ยนทั้งชิ้น... บนฝากระโปรงหน้ามีช่องระบายความร้อนออกจากห้องเครื่องสองช่อง ไฟหน้าเป็นแบบ pop up ซึ่งปัจจุบันไม่มีให้เห็นใน supercar แล้วเนื่องจากปัญหาเรื่องความปลอดภัยและ aerodynamic กันชนหน้าเริ่มเหมือนกับม้ารุ่นใหม่ๆ (ที่จะตามออกมาอย่าง Ferrari 512 M และ F355) มีไฟตัดหมอกอยู่ในกันชน ช่อง air damp ตรงกลางมีตะแกรงสีโครเมียม ปะโลโก้ม้าอยู่ตัวหนึ่ง

เดินมามองทางด้านข้างจะเห็นได้เลยว่าแก้มของ 456 เป็นชิ้นเดียวกับฝากระโปรงหน้า ช่วงหลังซุ้มล้อหน้านั้นจะถูกยกขึ้นมาเป็นสัน เป็นเส้นขีดลากขึ้นไปจนถึงเหนือแนวหลังซุ้มล้อด้านหลังโดยไอ้เส้นนี่แหละครับที่ทำให้ Profile ด้านข้างของรถดูไม่โล่งและจืดชืดเกินไป นอกจากนี้ก็เพื่อให้รับช่องระบายความร้อนออกจากห้องเครื่องที่โป่งออกมา มาจรดกับ skirt ข้างขนาดหนาใหญ่ลากยาวอยู่ใต้ขอบประตู slope ตรงก่อนถึงล้อหลังมี โลโก้ Pininfarina ป่ะไว้อยู่ เส้น slope หลังคาค่อยๆลาดลงมาเพื่อให้ที่นั่งข้างหลังยังมี head room บวกกับ Pillar C ขนาดใหญ่ที่ต่อกับฝากระโปรงหลัง ทำให้ 456 ดูโค้งมนกว่า Ferrari รุ่นอื่นๆ ในท้องตลาดในขณะนั้น เส้นสายด้านข้างดูเรียบร้อยสุภาพมากกว่าพี่น้องของมันเยอะ (บางคนแถวนี้บอกว่า Maserati Coupe มีส่วนตรง Pillar C คล้ายกับ 456 GT ) บวกกับล้อ mag ที่มีขนาดเพียงแค่ 17 นิ้ว ยิ่งทำให้ Ferrari 456 ดูตุ้ยนุ้ย หาความดุดันไม่เจอเข้าไปใหญ่



เดินต่อมาที่ด้านหลัง จะรู้สึกได้เลยว่าเจ้า 456 GT นี่ไม่ได้มีสะโพกดินระเบิดเหมือนกับน้องของมันที่ชื่อ Puala Taylor แต่อย่างใด... คือบั้นท้ายมันไม่ได้ผายออกมาจากเอวคอดกิ่ว มันออกแนวกลมๆ รวมกับ slope ของกระจกหลังที่ลาดลงมาจากหลังคา ต่อกับฝากระโปรงท้ายยิ่งทำให้รถคันนี้ดูสูงและบวมๆ เข้าไปใหญ่… มีไฟท้ายทรง donut แปะติดกันอยู่สองคู่ ไม่ได้แยกออกจากกันเหมือนตัวอื่นๆ กันชนหลังออกแนวเรียบๆ มีช่องให้ท่อไอเสียออกฝั่งละสองท่อตามสไตล์รถเครื่อง V ตรงกลางกันชนด้านใต้เป็นที่อยู่ของไอ้ที่จะเรียกว่า diffuser ก็ไม่เชิง ขอเรียกว่า active spoiler ละกัน เพราะมันจะปล่อยออกมาทำงานตอนที่ความเร็วเกิน 160 km/h เพื่อรักษาการทรงตัวครับ อย่าถามว่าตอนที่มันงอกออกมาทำงานนั้นมันหน้าตาเป็นยังไง เพราะไม่เคยขับตามหลัง 456 GT ที่ความเร็วเกิน 160 km/h ครับผม

โดยรวมๆ ผมว่าเจ้า 456 GT เป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้เป็นม้าที่ขับแล้วไม่เป็นจุดเด่นครับ คือมันไม่เป็นจุดเด่นจริงๆ บนท้องถนน นอกจากนี้มันยังเป็นม้าที่เอาสีแดงใส่ลงไปแล้วไม่สวยเลย รูปทรงนี้เรียกว่าน่าจะถูกใจคนมีอายุพอสมควร เพราะมันเรียบร้อย ไม่ได้ดูเปรี้ยวเข็ดฟันเหมือนกับ F355 หรือ 512 TR

พูดถึงรูปร่างหน้าตาภายนอก ตลอดอายุของ 456 นั้น มีการปรับปรุงแค่ครั้งเดียวครับ คือในช่วงปี 1998 ทาง Ferrari ได้ออกรุ่นปรับปรุงของ 456 ออกมาแล้วแปะอักษร M (Modificato) เข้าไปกลายเป็น 456 M GT และ 456 M GTA โดยกำลังของเครื่องยนต์ไม่ว่าจะเป็นแรงม้า หรือ แรงบิด นั้นยังเท่าเดิม แต่จะไปปรับปรุงเรื่องวัสดุ และรูปร่างหน้าตาภายนอกซะมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นกันชนหน้าทรงใหม่ เปลี่ยนไฟตัดหมอกเป็นทรงกลม ช่อง air damp ด้านหน้าขนาดใหญ่ขึ้น ฝากระโปรงหน้าทำจาก carbon Fiber ลดน้ำหนักไปได้อีก 30% กันชนหลังออกแบบใหม่ เปลี่ยนไอ้เจ้า active spoiler ไปเป็นแบบ fix ตายตัวคล้ายๆ rear diffuser ซึ่งทาง Ferrari เคลมว่าดีกว่าเดิม ภายในเปลี่ยน console หน้าใหม่ ช่องแอร์เปลี่ยนจากสี่เหลี่ยมไปเป็นแบบทรงกลม พวงมาลัยเป็นทรงสามก้านเหมือนที่อยู่ใน 550 Maranello เกจ์วัดตรง console กลางหดเหลือแค่ 3 อันแล้วหันเข้าหาคนขับมากขึ้น เบาะหนังปรับปรุงใหม่มี memory สองตำแหน่ง ปรับปรุงระบบ air condition และปรับปรุงพวกยางขอบกระจกให้เก็บเสียงได้ดีขึ้น ช่วงล่างก็ set ใหม่ให้นุ่มนวลมากขึ้นเพื่อให้เหมาะกับการเดินทางไกลๆแบบข้ามประเทศ


Engine & Suspension

Engine 65° V12 DOHC 4-valve per cylinder
Cylinder Capacity 5,474 cc
Max. Power 436 bhp @ 6,250 rpm
Max. Torque 398 lb-ft @ 4,500 rpm
Weight/Power Ratio 81 bhp/litre
Transmission FR
Gear Box 6-Speed Manual
0-100 5.0 sec
0-400 - sec
0-1000 - sec
100-0 - sec
Top Speed 300 km/h
Length 4,730 mm
Width 1,920 mm
Height 1,300 mm
Weight 1,690 kg

เปิดฝากระโปรงขึ้นมา พบกับเครื่องยนต์แบบ V12 สูบตัวเครื่องทำจาก aluminum alloy ทั้งตัวขนาด 5,474 cc. มี 4 valve ต่อสูบ มี camshaft ทั้งหมดสี่ตัว ควบคุมระบบการจ่ายน้ำมันและจุดระเบิดด้วยกล่อง Bosch Motronic 5.2 ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่อยู่ใน Ferrari F355 ปี 1997 ขึ้นไป ผลิตแรงม้าออกมาได้ทั้งหมด 436 bhp @ 6,250 rpm และแรงบิด 398 lb-ft @ 4,500 rpm มี redline อยู่ที่ 7,250 rpm. ซึ่งเครื่องตัวนี้เป็นตัวเดียวกับที่เอาไปใส่ใน Ferrari 550 Maranello ในเวลาต่อมาแต่ได้มีการปรับปรุงหลายๆจุดและทำให้มีแรงม้ามากขึ้น

ระบบส่งกำลัง คันนี้เป็นเกียร์ธรรมดาแบบ 6 speed เหยียบ clutch เอาเอง (สมัยนั้นยังไม่มีเกียร์ F1 ครับ) เกียร์ลูกนี้มี Double Cone Synchronize ใช้ differential ของ ZF ที่มี Limited Slip ในตัว ทำอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งแบบ 0-100 นั้น ทางโรงงานเคลมไว้แถวๆ 5 วินาทีกลมๆ ส่วน top speed ไปหยุดที่แถวๆ 300 km/h ซึ่งนับว่าดีที่เดียวสำหรับรถเมื่อ 12 ปีที่แล้ว แต่ถ้ามาเจอรถ supercar สมัยนี้คงพูดได้แค่ว่า 456 นี่พอถูไถครับ

ช่วงล่างของ 456 GT เป็นแบบอิสระสี่ล้อโช้คอัพพร้อมคอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลงทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง มี sensor แปะอยู่แถวๆช่วงล่างเพื่อวัดมุมล้อ วัดองศาพวงมาลัย สารพัดจะวัด แล้วส่งไปยัง CPU เพื่อปรับให้ช่วงล่างแต่ละล้อเหมาะสมกับสภาพการขับขี่มากที่สุด นอกจากนี้คนขับยังสามารถเลือกความแข็ง ความเกาะของช่วงล่างได้จากภายในห้องโดยสาร มี mode ให้เลือก 3 อันคือ Intermediate, Sport และสุดท้าย Touring ถือว่าทันสมัยน่าดูในสมัยนั้น แต่พอเป็นตัว 456 M กลับเหลือให้เลือกแค่สองอันคือ sport กับ comfort มั้ง ถ้าผมจำไม่ผิดนะ

พวงมาลัยแบบมีระบบ Power แบบ Rack and Pinion ช่วยผ่อนแรง พร้อมระบบ Servotronic ของ ZF ที่คอยปรับอัตราทดให้พอเหมาะ เพื่อคอยช่วยเหลือผู้ขับให้ความคุมเจ้าอ้วนนี่ได้ง่ายขึ้น


Interior

เอาละเข้ามาดูภายในกันบ้าง พอเปิดเข้ามา อย่างแรกที่ผมรู้สึกเลยก็คือกลิ่นหนังครับ ภายในห้องโดยสารของ Ferrari กับกลิ่นหนังนี่เป็นของคู่กัน มันหอมหวนดีชะมัด แต่แน่นอนว่าวัวตายไปหลายครับ... การออกแบบภายในเฉยสม่ำเสมอดีมาก ยิ่งกับหนังสี ไมโล โอวัลติน ยิ่งส่งให้บรรยากาศภายในห้องโดยสารเฉยนรกได้มากถึงมากที่สุด console หน้าใหญ่แข็งทื่อ เบาะนั่งขนาดใหญ่มีระบบปรับไฟฟ้ามาให้ ตัวนี้เป็นรถปี 96 ซึ่งมี airbag มาให้ พวงมาลัยเลยออกมาเป็นทรงสี่ก้านหน้าตาเชยๆ ช่องแอร์เป็นแบบสี่เหลี่ยม หน้าปัดวัดความเร็วก็ออกแนวเชยๆ มองเข้าไปมีแค่วัดรอบกับวัดความเร็วสองอัน ส่วนที่วัดอันอื่นไปกองอยู่ใต้ช่องแอร์ตรง Console กลางหมด ช่องแอร์ตรงกลางแบบสี่เหลี่ยมสามช่องไม่ต้องห่วงว่าจะเป่าไม่โดน ไอ้เหลี่ยมๆโง่ๆแบบนี้แหละเป่าโดนแน่นอน แต่มันไม่สวยเท่าไอ้กลมๆ ที่เอาหน้าไปหาแอร์ดูจะง่ายกว่าหันแอร์มาหาหน้า...

ถัดจากช่องแอร์ลงมาเป็นที่อยู่ของสารพัด meter มองเข้าไปครั้งแรกนึกว่าขับเรือดำน้ำ ทำไมเกจ์มันเรียงเยอะอย่างงี้หว่า ไล่มาตั้งแต่ที่อยู่ไกลสุดลูกหูลูกตานั่นก็คือ นาฬิกา ถัดมาเป็น oil temp, water temp, oil press แล้วค่อยมาเป็นปริมาณน้ำมันในถัง มองลงมาจะพบกับสวิทช์ต่างๆ ที่เป็นแบบ toggle ตามสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นเปิดฝากระโปรงท้าย (ซึ่งอันนี้เจ๊งตอนผมเอามาทำบทความ) ยังดีที่สวิทช์เปิดฝาถังน้ำมันไม่เจ๊งไม่งั้นคงไม่ได้กลับบ้าน... ต่อมาเป็น ไล่ฝ้า ตัดหมอก และปรับช่วงล่าง

Console เกียร์ใหญ่เทอะทะ คันเกียร์แบบ 6 speed ทรง classic ตามสไตล์ supercar จาก Italy มีร่องเกียร์แต่ละเกียร์แบ่งไว้ชัดเจน คันเกียร์เอียงเข้ามาคนขับเพื่อให้สะดวกเวลาเข้าเกียร์ แต่สำหรับตำแหน่งของเกียร์ยังอยู่ค่อนข้างไกลมือครับ เห็นตัว 456 M เลื่อนเข้ามาใกล้มือมากขึ้น พูดถึงเกียร์แบบนี้ซึ่งหลายๆคนหลงรักเกียร์แบบนี้มากกว่าเกียร์ F1 ซะอีก พูดไปไอ้เกียร์แบบนี้มันมีเสน่ห์เหมือนกันนา เวลาเข้าเกียร์แล้วจะได้ยินเสียง housing ดังกลิ๊ก เปลี่ยนเกียร์ทีก็ได้ยินเสียงกลิ๊กที ซึ่งพอเป็นเกียร์ F1 เนี่ยมันไม่มีเสียงตรงนี้แล้ว แต่ก็ได้รับการชดเชยด้วยอัตราการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

ระบบเครื่องเสียงของ Ferrari 456 นั้นนับว่าดีกว่ารุ่นอื่นๆ ในสมัยนั้นครับ ตัว Front เป็น CD-Player มีลำโพงทั้งหมด 8 ตัว อาจจะดูไม่ได้เยอะมากมายอะไร แต่ถ้าเทียบกับรถสปอร์ตทั่วๆ ไปนี่ก็ถือว่าเยอะแล้วละ ระบบปรับอากาศนั้นเป็นแบบบิดๆ เชยๆ หน้าตาโง่ๆ เหมือนเดิม แต่ไม่ใช่ Analog น้า ทาง Ferrari บอกว่า Air ของ 456 เนี่ยเป็นแบบ automatic ควบคุมด้วย electronic 100% นับว่าฟังดูแล้วหรูหราไฮโซมากทีเดียวในสมัยนั้น

หันไปมองที่นั่งด้านหลังกันบ้าง... เห็นแล้วคงต้องบอกตามตรงว่า หวังพึ่งอะไรไม่ได้มาก แม้ทาง Ferrari จะบอกว่าเป็นแบบ 2+2 แต่ที่นั่งข้างหลังของ 456 ผมถือว่าเป็นที่วางของซะมากกว่า นั่งได้ไหม นั่งได้ครับ สำหรับคนตัวเล็กมันก็พอไหวครับ แต่ถ้าคนตัวสูงใหญ่หน่อยก็คงอึดอัดเพราะ head room และ leg room ก็ไม่ค่อยจะมี ถ้านั่งใกล้ๆ ก็หยวนๆ แต่ถ้าไปไกลกว่านี้คงต้องมีการเกลี้ยกล่อมกันเล็กน้อย


Driving Impression

เอาละหลังจากดู ภายนอก ภายใน เสร็จแล้วก็ได้เวลาเอาเจ้าม้าอ้วนๆ ตัวนี้ไปลองขับกันหน่อย ขึ้นไปนั่ง บิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง on ทิ้งไว้สักพักรอไฟต่างๆ ดับลงจนหมด แล้วค่อย start เครื่อง บิดกุญแจแป๊บเดียวเครื่องก็ติด เสียงเครื่องออกแนวน่าผิดหวังอย่างรุนแรง มันเงียบๆ นุ่มนิ่ม จุ๋มจิ๋ม เป็นที่สุด เบาะนั่งกว้างขวางดีครับ อาจจะไม่ค่อย support ไหล่กับช่วงขาเท่าไหร่ ( แต่อาจจะเพราะตัวผมไม่ได้ใหญ่เหมือนพวกฝรั่งก็เป็นได้) เพราะรถคันนี้ออกแบบมาให้เดินทางไกลๆ กระชับมากไปแบบพวก bucket seat เดี๋ยวหลังจะเคล็ดเอา เบาะนั่งลงไปแล้วออกแนวจมๆ ตำแหน่งการนั่งไม่ได้เหมือนกับพวก V8 ของม้ารุ่นใหม่ๆ ที่ผมรู้สึกว่ามันดีกว่ากันเยอะ อันนี้ปรับเบาะยังไงผมก็ยังรู้สึกว่ามันจมๆอยู่หน่อยนึง ไม่เป็นไรเอาเท่าที่ได้ละกัน

Start ทิ้งไว้สักพักรออุณหภูมิของน้ำมันและเครื่องยนต์ขึ้นมาสักพักก็ค่อยๆ เหยียบ Clutch น้ำหนัก clutch ไม่ได้หนักนรกครับ ออกแนวเบาๆ ซะด้วยซ้ำ อย่างงี้พอไหว แต่ก็ไม่ได้เบาหวิวเหมือนกับของรถจ่ายกับข้าว เข้าเกียร์หนึ่งค่อยๆ ปล่อย cltuch เติมคันเร่งนิดนึงรถก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ความรู้สึกแรกมันเหมือนกับขับรถบ้านคันใหญ่ๆ เลยครับ ไม่ได้ให้อารมณ์เหมือนกับขับม้าสักนิดเดียว

เอาม้าอ้วนสีน้ำเงินคลานเข้าไปในเมืองผ่านย่านการจราจรคับคั่ง ไล่เกียร์จากหนึ่งไปสอง จากสองไปสาม ใช้รอบเครื่องไม่เกิน 3000 ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่านี่มัน Ferrari แน่หรือวะเนี่ย เสียงเครื่องออกแนวเงียบเรียบร้อย ช่วงล่างนุ่มนิ่ม แอร์เย็นเชียว วิทยุก็ฟังแล้วได้ยินแถมเสียงยังพอไหว มุมมองต่างๆพอใช้ได้ครับ พวงมาลัยไม่หนักแถมออกแนวเบาซะด้วยซ้ำ มุมมองด้านข้างและด้านหลังโอเคครับ ตัวรถไม่ได้เตี้ยแบนและกางมากเท่าไหร่ ทำให้มุมอับด้านข้างน้อยกว่าเจ้า 512 TR หรือ F360 CS

อีกจุดหนึ่งที่พบก็คือมันเป็นม้าที่ไม่เตะตาผู้ร่วมท้องถนนอย่างรุนแรงอาจจะเนืองมาจากสีน้ำเงินเข้มๆ ออกแนว sleek ตัวรถไม่ได้แบนนัก แถมยังออกแนวกลมๆเหมือนกับ รถ coupe ขนาดใหญ่มากกว่าที่จะดูแบนๆ เป็น Ferrari ที่ขับอยู่ตั้งนาน นานแสนนาน แต่ก็ยังไม่มีคนเหลียวมองสักเท่าไหร่ แต่ก็เหมาะกับท่านเจ้าของละครับที่ไม่ต้องการเป็นจุดเด่นบนท้องถนนจนเกินไป ดังนั้นถ้าคุณต้องการหาม้าที่ขับแล้วเด่นๆ ละก็ แนะนำให้ไปหารุ่นอื่นครับ

ช่วงล่างของเจ้า 456 ออกไปแนวนุ่มนวล มากกว่าจะแข็งกระด้างกระแทกกระทั้นมันก้น ถ้าจะนับว่าเป็นข้อดีก็ได้ครับ มันไม่ทรมานคนขับมากเกินไป พาคนแก่นั่งหัวก็ไม่สั่นคลอน พาสาวท้องแก่ไปนั่งก็ไม่ต้องห่วงเรื่องจะคลอดก่อนกำหนด แต่อย่าพึ่งคิดเอาเองนะครับว่าถ้าขับเจ้า 456 GT แล้วมันจะนุ่มนวลชวนฝัน เหมือนกับนั่งตักดาราสาวหรือนางสาวไทยแต่อย่างใด เพราะยังไงมันก็ยังรู้สึกถึงความแข็งของช่วงล่างอยู่นิดนึง แม้จะปรับช่วงล่างไปที่ Mode Touring แล้วก็ตาม พวงมาลัยที่มีระบบ Power ทำให้การขับในเมืองสบายขึ้น... เอาเป็นว่าเจ้า 456 GT เนี่ยขับในเมืองได้ค่อนข้างสบายทีเดียว อาจจะมีให้เสียวๆหน่อยก็ตรงที่ water temp ทำไมมันขึ้นสูงจังหว่า แต่ก็ยังไม่ Heat ครับคือชี้สูงกว่าม้าตัวปกตินิดหน่อย

แม้ว่า 456 GT จะเป็นรถที่ออกแนวสุภาพเรียบร้อย เสียงเครื่องไม่ดังโหยหวนเหมือนพี่ๆ น้องๆ คันอื่นๆ ของมัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีเรี่ยวมีแรงนะครับ เมื่อได้มีโอกาสเอาเจ้า 456 ไปลอง performance บนทางยกระดับเส้นหนึ่ง ที่ไม่ค่อยมีรถเท่าไหร และยังพอมีโค้งแบบ high speed กับทางตรงยาวๆ ให้ขับด้วย นับว่าน่าจะตรงกับจุดประสงค์ที่ทาง Ferrari ออกแบบ 456 มาพอสมควร... ผลที่ได้ก็ดังต่อไปนี้ครับ...

เริ่มกันตั้งแต่เกียร์หนึ่ง เลี้ยงรอบไว้ที่ 4500 rpm อม clutch ไว้นิดๆ แล้วค่อยเติมคันเร่งลงไป พอรถเริ่มเคลื่อนออก ก็เหยียบคันเร่งลงไปจนหมด ได้ยินเสียงยางหลังขนาด 285 บดกับพื้นถนน ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า มันไม่ได้พุ่งออกไปเหมือนกับ 360 CS ตอนอยู่ใน race mode แล้วใช้ LC หรอกครับ เพราะแม้จะใช้เครื่องแบบ V12 แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่อยู่ระดับ 1700 kg ทำให้เจ้า 456 GT ค่อนข้างจะเชื่องช้าตอนออกตัว แต่ก็ยังดีที่รถมีแรงบิดค่อนข้างมาก ทำให้รอบเครื่องกวาดขึ้นไปเร็ว เพียงแต่ไม่ได้กระโชกโฮกฮากเหมือนกับ V12 ของกระทิงหรือว่าม้ารุ่นอื่นอย่าง 512 TR หรือ 575 แต่มาแบบ smooth มากกว่า เสียงเครื่องของ 456 จะฟังเข้าเค้าก็เมื่อรอบเครื่องเลย 4000 rpm ขึ้นไป เออ เสียงค่อยฟังแล้วเข้าท่าหน่อย แม้จะไม่ได้แผดร้องโหยหวนเหมือนเครื่อง V8 แบบได้ยินแล้วละลายลงท่อ แต่ก็ฟังดูเสนาะเอาเรื่อง มันออกแนวทุ้มๆ นิดๆ ครับ

ผมเหยียบคันเร่งแช่ลงไปจนถึง 7500 rpm ก็ยกคันเร่ง เหยียบ clutch สับเข้าเกียร์สอง ได้ยินเสียง housing ดังกลิ๊ก โอ้ว... สวนคันเร่งลงไปทันที ล้อหลังยังมีฟรีทิ้งให้ได้ยินครับ รถยังคงไต่ความเร็วไปขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยฝีมือห่วยๆของผมสามารถพาเจ้า 456 จากจุดหยุดนิ่งผ่านหลักความเร็ว 100 ไปได้ในเวลาแถวๆ 5.5-5.6 วินาที ต่างจากที่โรงงานเคลมอยู่ครึ่งวิ ซึ่งผมถือว่าดีนะ ไหนรถจะอายุอานามก็เกือบครบรอบแล้ว ไหนจะอากาศ น้ำมัน สารพัด… ความเร็วยังคงไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ เข้าเกียร์สาม กลิ๊ก เกียร์สี่ กลิ๊ก เกียร์ห้า กลิ๊ก ไล่ไปถึงเกียร์ หก ให้ตายเหอะผมชอบไอ้เสียง housing นี่จริงๆ มันได้อารมณ์ดีชะมัด กดไปเรื่อยๆ เข็มความเร็วไปแปะอยู่ที่ 280 km/h ได้ในเวลาไม่นาน แรงบิดมีมาให้อย่างต่อเนื่องครับ ยกความดีความชอบให้กับเครื่อง V12 ที่มีแรงบิดมากกว่าเครื่อง V8 ในรอบที่ต่ำกว่าเยอะ ทำให้พอที่จะลาก body ของม้าอ้วนๆ ตัวนี้ไปได้

ในช่วงความเร็วสูงระดับ 250-280 ช่วงล่างของ 456 ถ้าอยู่ใน Mode Touring กับ intermediate นี่ยังมีเสียวๆ ครับ มันออกแนวกระพือๆหน่อยหนึ่งไม่ได้แนบสนิทกับพื้นโลกมากนัก เทียบไม่ได้กับ 360 CS, Gallardo, GT2, หรือแม้กระทั่ง R34 GTR แต่ถ้า set ไปอยู่ใน mode sport นี้จะมั่นใจขึ้นได้อีกเยอะ ค่อนข้างจะรักพื้นโลกดีที่เดียว ดูท่ามันจะยังไม่อยากผันตัวเองจากรถยนต์กลายเป็นเครื่องบินเท่าไหร่นัก... ด้วยความที่เครื่องมีขนาดใหญ่ ทำให้ที่ความเร็วสูงๆ ไม่จำเป็นต้องใช้รอบสูงเหมือนเครื่อง V8 เสียงเครื่องยนต์ที่รอดเข้ามาในห้องโดยสารจึงน้อยกว่าม้ารุ่นเล็กๆ บางคนอาจจะบอกว่าไม่สะใจ แต่ถ้าต้องให้ขับ Challenge Stradale ไปหัวหินแบบไม่มีพักสองชั่วโมงครึ่งละก็ผมคนหนึ่งละที่ไม่เอาอีกแล้ว

การเก็บเสียงถือว่าพอถูไถครับ ไม่ได้ดีมากอย่างที่คิดไว้ เสียงลมเสียงอื่นๆ ยังมีรอดเข้ามาในห้องโดยสารให้ได้ยินครับ อย่างไรก็ดีได้ข่าวว่าตัว 456 M นี่พัฒนาเรื่องการเก็บเสียงขึ้นไปอีกเยอะ ไม่รู้ไอ้ที่ว่าเยอะนี่ขนาดไหน เพราะไม่มีให้ลอง... ข้างหน้าเป็นโค้งขวากว้าง ผมแตะเบรก เบรกของ 456 GT เป็นตัวเดียวกับที่อยู่ใน 512 TR เจ้าเก่าเจ้าเดิมนั่นก็คือ Brembo แบบ 4 pot ครับ ไว้ใจได้ ไม่ต้องไปเปลี่ยนให้เสียตังค์ ความเร็วลดลง shift down ลงมา ให้สัมพันธ์กับรอบเครื่อง ส่วนตัวผมม้ามันมีเสน่ห์ตรงตอน shift down นี่แหละ… พวงมาลัยอันแสนจะเบา บวกกับระบบ Servotronic ยิ่งทำให้พวงมาลัยของ 456 ไม่สื่ออาการใดๆ ให้คนขับเลย มันเบาและไร้ความรู้สึกเหมือนสาวๆ ที่นอนนิ่งเป็นหุ่นบนเตียงจนนึกว่านอนกับตุ๊กตายางเป็นที่สุด

หักพวงมาลัยหน่อยเจ้า 456 ก็หันหน้าตามโค้งแล้วครับ อย่างไรก็ดี ไม่ใช่หักปุ๊บมันหันปั๊บ แต่เหมือนมันจะมีอาการคิดนิดๆก่อน แล้วรถถึงจะหันหน้าตาม อารมณ์เหมือนกับพวกรถที่พวงมาลัยมีระบบช่วยเหลือเยอะๆ น่ะครับ อย่างไรก็ดี ถ้าถามว่าผมชอบเจ้าระบบพวงมาลัยของ 456 ไหม ผมขอบอกเลยว่า ผมไม่ค่อยชอบ มันค่อนข้างจะไร้ความรู้สึก เบา และไวจนเกินไป นอกจากนี้ เมื่อเจอถนนที่เอียงนิดเอียงหน่อยพวงมาลัยของเจ้า 456 จะชอบหันเป๋ออกไปจากศูนย์กลางอยู่เสมอๆ

ช่วงที่ขับ 456 แรกๆ อาจจะมีความรู้สึกว่าพวงมาลัยมันแปร่งๆ แต่ขับไปสักพักก็ชินครับ แม้จะไม่ได้ดั่งใจ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก อย่างไรก็ดีด้วยความที่รถมีน้ำหนักมาก คันใหญ่ ทำให้จุดด้อยของ 456 เป็นที่โค้งแคบ ความเร็วต่ำ ตัวรถมีอาการ understeer ให้เห็นค่อนข้างชัด หน้ารถไม่สามารถจิกเค้าโค้งได้ดั่งใจเท่าไหร รวมไปถึงช่วงล่างที่ค่อนข้างยวบยาบทำให้เวลาเค้าโค้งแคบๆ แรงๆ นี่มีเสียวๆ พลิกรถค่อนข้างลำบาก จะไปดีก็ตรงที่มีแรงบิดเยอะหน่อยทำให้ดันรถออกจากโค้งได้ไม่ลำบาก อย่างไรก็ดี Ferrari ก็ยังเป็น Ferrari ครับ การที่คุณกดคันเร่งในโค้งมากเกินไป 456 ก็มีอาการ oversteer ให้ได้เห็นเหมือนกัน และเมื่อน้ำหนักมันมาก เวลารถเหวี่ยงออกนี่ น่ากลัวเอาเรื่อง เหมือนสาวๆ สวยๆ เวลาโมโหนั่นแหละฮะ ความคล่องตัวสู้พวกม้าตัวอื่นๆ ไม่ได้ครับ อย่างไรก็ดีจุดประสงค์ของ 456 ก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ขับแบบซาดิสท์เหมือนพวก V8 ของม้าแต่อย่างใด เพราะมันถูกออกแบบมาให้ขับไปเรื่อยๆ เดินทางไกลๆ แบบข้ามจังหวัด ข้ามประเทศได้แบบไม่เหนื่อยซะมากกว่า


Conclusion (not finish yet)

โดยรวม 456 GT เป็น Ferrari ที่ขับง่าย และขับสบายครับ ช่วงล่างออกแนวนุ่มนวลมากกว่า รูปทรงที่ออกแบบโดย Pininfarina ยิ่งดูยิ่งลงตัว อาจจะไม่ได้สวยแบบบาดใจเหมือนกับม้าเครื่อง V8 แต่ดูได้นาน แบบไม่ค่อยเบื่อ เครื่องยนต์อาจจะไม่ได้แรงมากกมายอะไร เมื่อเทียบกับ supercar V12 หลายๆ รุ่น แต่ก็มาแบบเรื่อยๆ เรียงๆ อัตราเร่งในเกียร์แรกๆ อาจจะไม่จี๊ดจ๊าด แต่พอรถลอยๆ แล้วก็สนุกดีครับ ข้อดีก็คือมันมีแรงบิดค่อนข้างมาก ทำให้ไม่ต้องเล่นรอบ แอร์เย็นทีเดียว พวงมาลัยเบา สนนราคาค่าตัวมือสองสภาพสวยๆ อยู่ในระดับ 8 ล้านนับว่าถูกกว่า F355 สภาพพอๆ กันซะอีก

อย่างไรก็ดีเจ้า Ferrari 456 นี่ชอบมีปัญหาเรื่องระบบไฟ เนื่องมาจากความที่ Ferrari ขยันใส่ระบบelectronic สารพัดเข้าไปในเจ้า Ferrari 456 นั่นเอง ทำให้เจ้า 456 เป็นรถที่ได้รับการบ่นจากท่านเจ้าของหลายท่านเหมือนกัน ว่าค่อนข้างจะจุกจิกและมีปัญหาบ๊องๆ ให้ประสบพบเจอเป็นประจำ ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ได้ทุกวัน ไม่ใช่ขับไม่ไหว แต่บ๊องบ่อย บวกกับรูปทรงที่ออกแนวนุ่มๆ ทำให้อาจจะไม่ถูกใจสาวกม้าบางท่าน เสียงเครื่องยนต์ก็ไม่ได้แผดร้องโหยหวนเร้าอารมณ์เท่าไหร นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาของเจ้า 456 ตกอย่างน่าใจหาย

อย่างไรก็ดีสำหรับท่านที่สนใจ 456 อยากจะให้ check เรื่องของการเข้ารับบริการสักหน่อยก็จะดีครับ รถอายุก็จะสิบปีแล้ว ควรจะดูว่ารถได้รับ Major Service ครั้งที่สองหรือสามมาหรือยัง อะไหล่หลายๆ อย่างอาจจะต้องเปลี่ยนแล้วอันเนื่องมาจากอายุ หรือหมดสภาพ และแน่นอนครับขึ้นชื่อว่าม้าซะอย่าง ค่าบำรุงรักษาก็ต้องสูงตามไปด้วย อย่างค่าผ้าเบรกหน้าก็แถว 20,000 บวกๆ ผ้าเบรกหลังก็อยู่แถวๆ หมื่นกลางๆ ตัว starter motor อยู่แถวๆเฉียดๆ 2 หมื่น ถ้าระบบไอเสียลาโลกก็เตรียมตังค์ไว้สัก 3 แสนกว่าๆ ได้เลย ( ราคานี้รวม catalyst แล้วครับ) แพงน่ากลัวกว่าพวกเครื่อง V8 อย่าง F355-F360 เยอะ หรือถ้าจะไปหา Tubi มาใส่ก็อีกเรื่อง เอาเป็นว่าถ้าจะต้อง Major Service ก็เตรียมเงินแสนไว้ด้วยละกันครับ

พูดง่ายๆ ก็คือถ้าจะหา 456 GT มาดูแลสักคัน กันเงินไว้สักเกือบๆ ล้านไว้คอยเก็บงาน และเป็นค่าซ่อม ค่าดูแลรักษา ก็น่าจะดีครับ

เรื่องความคุ้มค่านี่พูดยากครับ เอาเป็นว่าถ้าอยากจะหา Ferrari สักคันที่นั่งได้สี่คน พาลูก (ตัวเล็กๆ) และภรรยาไปเที่ยวได้ ถ้าสามรถรับกับปัญหาเรื่องความจุกจิกของระบบไฟได้ และไม่ต้องการ Ferrari ที่เด่นเกินไป ขับแล้วเป็นเป้าสายตา มีงบอยู่ไม่เกิน 10 ล้าน แล้วล่ะก็ Ferrari 456 GT ก็นับว่าเป็นตัวเรื่องที่น่าสนใจเลยที่เดียวครับ


Article By Narun Lee






Acceleration
0-100 ไม่ได้ดีอะไรนักหนา เมื่อเทียบกับรถ sport สมัยนี้… กับเวลา 5 วิ กว่าๆ นี่รถญี่ปุ่นเครื่อง Turbo ทำได้สบาย แต่ช่วงลอยๆ ระดับร้อยกว่าๆ ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ นี่ก็โอเคครับ ไหลดีเหมือนกัน
7.5
Top Speed
แม้อัตราเร่งในเกียร์ต้นๆ อาจจะไม่ได้ดีมากนัก แต่ความเร็วปลายนี่ ไปได้ถึงระดับ 300 เหมือนกันนะ
9.5
Handling
ถามว่ามันเกาะถนนไหม มันก็เกาะนะ ที่ความเร็วสูงๆ ก็ไปได้แบบไม่เครียด แต่น้ำหนักตัวที่มาก ทำให้มีอาการ understeer ให้เห็น และไม่คล่องตัวในโค้งเท่าที่ควร
7.5
Brake
เบรกเดิมๆ เพียงพอครับ แม้หลังผ่านการใช้งานแบบหนักๆ brake ก็ยังไม่มีอาการ fade ให้เห็น
8
Looks
แรกๆ ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยชอบ แต่ดูไปนานๆ มันก็สวยแบบนุ่มๆ ดีเหมือนกันนะ
8
Comfort
ที่ให้คะแนนเยอะ ก็เพราะว่าเมื่อเทียบกับ Ferrari รุ่นอื่นๆ แล้วเจ้า 456 ขับสบายกว่าเยอะฮะ เบาะนั่งขนาดใหญ่ แอร์ก็เย็นดี เครื่องเสียงเดิมๆ ก็พอไหว clutch และพวงมาลัยเบา เสียงเครื่องไม่ดังมาก ทำให้ขับได้นานแบบประสาทไม่กิน
9
Daily Usage
ทั้งๆ ที่รถน่าจะเหมาะแก่การขับทุกวัน (แอร์เย็น พวงมาลัยเบา นั่งได้สี่คน เครื่องเสียงพอถูไถ หน้าตาเรียบร้อยไม่เด่นมาก) แต่ดันมีปัญหาเรื่องระบบไฟฟ้ากับพวกปัญหางี่เง่า เช่น อยู่ดีๆวันไหนอยากบ๊องขึ้นมา ก็เข้าอู่อย่างเดียว ทำให้ 456 GT เป็นรถที่น่าจะนำมาใช้ได้ทุกวัน แต่ดันทำไม่ได้...
6.5
Value
พูดยากครับ แต่ถ้าวัดเรื่องราคามือสองกับสิ่งที่ได้มาเมื่อบเทียบกับ Ferrari ด้วยกันแล้ว มันก็คุ้มครับ
?


More Pictures