Test Drive: Ferrari 360 Spider
How a supercar should be



          เกิดมาพึ่งเคยได้มีบุญวาสนาได้สัมผัส supercar เป็นครั้งแรก เลยอยากจะมาเล่าให้ฟังกันยังไงก็ลองทนอ่านกันดูละกันนะครับ ก่อนอื่นเลยต้องขอบอกก่อนว่าสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ล้วนเป็นความรู้สึกส่วนตัวไม่ได้มีการใช้เครื่องมือใดๆทั้งสิ้นในการวัด เป็นความเห็นและความรู้สึกส่วนตัวทั้งสิ้นมิได้เป็นมาตรฐานแต่อย่างใด รวมถึงหากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
และหากผู้รู้ท่านใดต้องการเสนอแนะเพิ่มเติมหรือไม่ถูกใจอย่างไรก็เชิญเขียนแสดงความคิดเห็นกันได้ที่ Board นะครับ

Ferrari F360 Spider หนึ่งในรถในฝันของคนทั่วโลก (รวมถึงผมด้วย) ยังไงก็ต้องขอบคุณท่านเจ้าของรถมานะที่นี้ด้วยที่เอื้อเฟื้อรถมาในครั้งนี้ ก่อนอื่นมาดู Spec ของรถคันนี้กันก่อน

Engine Aluminium Alloy 90° V8 Dry Sump
Cylinder Capacity 3,586 cc
Max. Power 400 bhp @ 8500 rpm
Max. Torque 38 kgm @ 4700 rpm
Weight/Power Ratio 3.6 kg/bhp
Transmission MR
Gear Box 6-Speed + reverse manual or F1
0-100 4.6 sec
0-400 12.7 sec
0-1000 23.1 sec
100-0 2.7 sec
Top Speed 290 km/h
Length 4,477 mm
Width 1,922 mm
Height 1,235 mm
Weight 1,350 kg

จะเห็นได้ว่า Spec ของไอ้ตัว Spider กับไอ้ตัว Modena นั้นเหมือนกันทุกอย่างส่วนที่ต่างก็จะอยู่ตรงที่ ไอ้เจ้า Modena มันจะเป็นหลังคาเหล็ก ส่วนเจ้า Spider ตัวนี้จะเป็นหลังคาผ้าใบ ข้อดีก็คือมันจะทำให้คุณได้ยินเสียง เครื่อง V8 ได้อย่างชัดเจนเสมือนกับว่าคุณกำลังขับรถ Formula 1 ยังไงยังงั้นเลยแหละ ส่วนข้อเสียก็คือมันไม่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยที่โ-ตรจะร้อน แม้แต่ท่านเจ้าของรถบางคนยังแทบจะไม่ค่อยได้เปิดประทุนขับสักเท่าไรเพราะถ้าเปิดเมื่อไรสงสัยจะเป็นเนื้อแดดเดียวและได้สำลักควันตาย



เริ่มจากภายนอกกันก่อน หน้าตาของเจ้า 360 Spider นี้ถือว่าแทบจะ ฝาแฝด กับ ตัว Modena Coupe เลยทีเดียว ต่างกันที่มีหลังคากับไม่มีหลังคา บางคนก็บอกว่ามันไม่ classic เหมือนกับ F355 บางคนก็บอกว่ามันเหมือนกับยานอวกาศบางล่ะ เหมือน UFO บางละ บางคนก็บอกว่า โ-ตรงาม สำหรับผมเองผมแทบจะไม่มีส่วนไหนที่ไม่ชอบเลยสำหรับรถคันนี้ ทุกอย่างถูกออกแบบมาได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด ถ้าจะให้ติก็คงจะเป็นไอ้เจ้ารูจมูกที่อยู่ใต้ไฟหน้าในแต่ละข้าง มันดูเหมือนอะไรสักอย่าง

ไฟหน้าถูกเปลี่ยนจากแบบ pop up มาเป็นฝังอยู่กับตัวรถแทนในโคมมีไฟฝังอยู่ 3 ลูกดูแล้วน่าจะได้อิทธิพลมาจากตัว 550 อยู่พอสมควรเพราะเจ้า 550 ออกมาก่อน อีกเห็นผลหนึ่งที่รถสมัยนี้เปลี่ยนจากไฟแบบ pop up มาเป็นไฟแบบผังแทนก็เพราะกฎหมายเรื่องความปลอดภัย ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกอเมริกาจะเริ่มใช้ก่อน เวลาที่เกิดการชนผู้ที่ถูกรถชนจะได้รับอันตรายลดลงกว่าแบบไฟ pop up



ฝากระโปรงหน้าไว้เก็บยางอะไหล่และสามารถใส่ของได้อีกนิดหน่อย อีกอย่างที่ผมจะติก็คือมือที่เปิดประตูที่เป็นสามเหลี่ยม มันทำจาก plastic ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยจะทนทานเท่าไร หลังที่เปิดประตูจะมีช่องให้อากาศไหลเข้าห้องเครื่อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถที่มีเครื่องวางอยู่ตรงกลางและท้ายเท่านั้น ส่วนที่โดนใจเป็นที่สุดก็คือเจ้ากระจกที่เป็นฝาปิดห้องเครื่องทำให้สามารถทำให้มองเห็นเครื่อง V8 400 แรงม้าได้อย่างชัดเจน

มองจากด้านหลังจะเห็นว่ามีท้ายที่กว้างและแบนมาก ถ้าเปรียบเป็นผู้หญิงก็ต้องเป็นสาวบั้นท้ายดินระเบิด อย่าหาว่าผมลามกนะครับแค่ต้องการเปรียบเทียบให้เห็น ไฟท้ายยังคงเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari คือ 4 ดวงกลมหรือที่บ้านเราชอบเรียกว่าไฟท้าย โดนัท นั้นแหละ



ตัวนี้ด้านท้ายถูกเปลี่ยนเป็นตะแกรงสีดำ หรือที่เรียกว่า Challenge Grill คุณสมบัติก็คือช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนในห้องเครื่อง ซึ่งหากคุณเอามือไปแตะโดนไอ้ตะแกรงสีดำเวลาที่พึ่งขับรับรองว่ามือคุณพองแน่ๆเพราะว่ามันร้อนจริงๆ ที่กันชนล่างมีช่องให้ท่อไอเสียออกมาข้างละสองรวมแล้วทั้งหมดสี่ท่อดูดีเป็นที่สุด



ล้อเป็นแบบ 5 ก้านตามสไตล์ของ Ferrari โดยมีขนาด 18 นิ้วทั้งสี่ล้อ แต่ความกว้างต่างขนาดกัน ล้อหน้าใช้ยางขนาด 215/45 ZR 18 และล้อหลังขนาด 275/40 ZR 18 มองเข้าไปในล้อจะพบ caliper brake สีแดงขนาดใหญ่พร้อมจานเบรกแบบระบายมีรูระบายความร้อน โดยไอ้ caliper brake สีแดงนี้เป็น option ต้องจ่ายตังค์เพิ่มเอาเองนะครับ เพราะว่าในตัวธรรมดาจะเป็นสีดำครับ ซึ่งเท่าที่เห็นส่วนใหญ่ F360 เกือบทุกคันในเมืองไทยจะเลือก caliper brake สีแดงครับ



เข้ามาดูภายในกัน เมื่อคุณดึงสามเหลี่ยมที่เปิดประตู ประตูจะแง้มออกมา และเมื่อคุณเปิดประตูคุณจะได้กลิ่นหนัง ถ้าเป็นคนชอบกลิ่นหนังคุณจะต้องชอบกลิ่นภายในรถ Ferrari เพราะมันเหมือนกับเวลาคุณเข้าไปในร้านเครื่องหนังชั้นดียังงัยยังงั้นเลยละ แต่ถ้าคุณไม่ชอบกลิ่นเครื่องหนังละก็ คุณก็คงต้องหาน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นแรงๆมาช่วยดับกลิ่นซะละครับ



พวงมาลัยถูกออกแบบให้ดูดีขึ้นเป็นพวงมาลัย 3 ก้าน เนื่องจากคันนี้เป็นระบบเกียร์ F1 จึงมี paddle shift ให้ใช้สำหรับเปลี่ยนเกียร์ด้านหลังพวงมาลัย โดยด้านขวาสำหรับเพิ่มเกียร์ ส่วนด้านซ้ายลดเกียร์มาพร้อมกับ air bags ถ้าเทียบกับพวงมาลัยของ F355 ปีท้ายๆ ที่เป็น สี่ก้านมองดูแล้วเชยสุดๆ พวงมาลัยของ F360 จะดูดีขึ้นมากๆ



เบาะนั่งเป็นหนังแท้ ปรับด้วยไฟฟ้า ลองเข้ามานั่งดูเบาะที่นั่งมีปีกขนาดเล็กกระชับในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่กระชับขนาดเบาะของพวก Recaro ที่ใส่อยู่ใน Evo7 หรือ Integra DC5 ที่เวลาขึ้นลงแต่ละที่ต้องโหนกันเป็นลิงหากไม่ต้องการให้ปีกเบาะล้ม เมื่อเข้ามานั่งแล้วลองปรับเบาะดูตำแหน่งในการนั่งนั้นดีขึ้นกว่า Ferrari หรือ Lamborghini รุ่นก่อนๆเยอะที่ไม่ว่าจะปรับยังไรก็ไม่พอดีซะทีไม่รู้ว่าจะให้คนหรือลิงอุรังอุตังขับ แต่ใน F360 ไม่มีปัญหาตรงนี้แล้ว



เบรกมือถูกย้ายจากที่อยู่ติดกับประตูฝั่งคนขับมาอยู่ตรงกลางถัดจาก console เกียร์ เมื่อมองขึ้นไปจะพบสวิทช์สำหรับปรับกระจกมองข้างและด้ามเกียร์อันเล็ก ที่มีแค่ตำแหน่ง เกียร์ว่างเดินหน้า และ ถอยหลังเท่านั้นถูกตกแต่งด้วย aluminium ดูดีกว่าลายไม้เป็นไหนๆ มีสวิตช์ auto และ low grip อยู่ทางด้านซ้ายของคันเกียร์เมื่อเวลาที่คุณขี้เกียจเปลี่ยนเกียร์รถจะทำการเปลี่ยนให้เองเหมือนเกียร์ auto

Console ตรงกลางที่เป็นที่อยู่ของ air และ วิทยุถูกแยกออกจาก console เกียร์ สวิทช์แอร์เป็นแบบหมุนซึ่งดูธรรมดามากๆพร้อมด้วยวิทยุหน้าตาธรรมดา และสวิทช์กระจกไฟฟ้า ช่องแอร์ตรงกลางมี 3 ช่องลักษณะทรงกลมดูดีและเป็นสปอร์ตมากกว่ารุ่น F355 เยอะ



ทางฝั่งคนนั่งก็มีระบบ airbag พร้อมกับ logo 360 Spider แปะอยู่ เมื่อมองมาที่หน้าปัด ตรงกลางหน้าปัดมีวัดรอบพร้อมบอกตำแหน่งเกียร์ ส่วนทางด้านขวาเป็นที่วัดความเร็ว ด้านซ้ายของวัดรอบเป็นมิเตอร์เล็กๆ 3 ช่องบอกอุณหภูมิความร้อน แรงดันน้ำมันเครื่อง และ อุณหภูมิน้ำมันเครื่องทางด้านขวาของ console หน้าฝั่งคนขับจะเป็นที่อยู่ของสวิทช์ต่างๆ ประกอบไปด้วยสวิทช์ Sport Mode ไฟตัดหมอก และ ASR ส่วนทางด้านแป้นเหยียบเป็น aluminium กันลื่นมาให้จากโรงงาน ส่วนที่เปิดฝากระโปรงท้ายจะอยู่ที่ด้านข้างตำแหน่งเดียวกับที่รถทั่วไปชอบแปะสติกเกอร์บอกลมยางนั้นแหละครับ โดยการตกแต่งในห้องโดยสารคุณสามารถที่จะเลือกตกแต่งได้ตามสไตล์ที่คุณต้องการหรือที่เรียกว่า Carrazoria Scaglietti เช่นคุณสามารถเลือกที่จะใส่ลายเซ็นของคุณลงบน console กลางได้ เป็นต้น



เอาละถึงเวลาทดลองขับกันสักทีเมื่อบิดสวิทช์กุญแจ สตาร์ท สี่งแรกที่คุณจะได้ยินก็คือเสียงเครื่องยนต์ที่หวาน เป็นเสียงรอบเดินเบาที่คุณไม่มีทางจะได้ยินจากรถอื่นๆ ถ้าคุณเป็นคนชอบเสียงเครื่องคุณจะต้องหลงรักเสียงของเครื่อง V8 ของ Ferrari ในความรู้สึกของผมเสียงที่ได้ยินจากรอบเดินเบาของ Ferrari ที่ใช้เครื่อง V8 ไม่ว่าจะเป็น F355 หรือ F360 นั้นเพราะกว่าเสียงของพวก V12 เช่น 456 GT เสียอีก

เมื่อวอร์มเครื่องได้สักพัก ปรับกระจกมองข้างซึ่งไม่ว่าปรับอย่างไรก็ยังคงเห็นท้ายรถอยู่ ไฟบอกตำแหน่งเกียร์อยู่ที่เกียร์ว่าง เมื่อดึงแป้นเกียร์ด้านขวาเข้าจะด้ยินเสียงเข้าเกียร์ดัง แคล็ก! เบาๆ ไฟบอกตำแหน่งเกียร์ขึ้นเลข 1 รถยังคงไม่เคลื่อนที่เนื่องจาก clutch ยังคงถูกกดอยู่โดยระบบ electronic หากคุณต้องการที่จะเข้าเกียร์ว่างคุณก็สามารถทำได้โดยดึงแป้นเกียร์ทั้งสองฝั่งเข้าหาตัวเองเกียร์ก็จะเข้าสู่เกียร์ว่างเอง

เมื่อค่อยๆเหยียบคันเร่งลงไปรถจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆเมื่อรอบไต่ขึ้นไปเรื่อยจนประมาณ 3000 rpm (รถคันนี้เป็นระบบ Drive By Wire ซึ่งก็คือไม่ได้ใช้สลิงหรือสายคันเร่งอีกต่อไป) รถมีอาการเหมือนกับยกคันเร่งก่อนนิดหนึ่งและเปลี่ยนเข้าสู่เกียร์ 2 ในรอบต่ำ F360 สามารถใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหาระบบเกียร์ F1 ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าในตัวของ F355 ไม่มีอาการรีด clutch มากเหมือนเมื่อก่อน ระบบ auto สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ สามารถนำมาใช้ในเมืองได้เป็นอย่างดี ไม่มีอาการเครื่อง heat เมื่อเผชิญกับอากาศร้อนและการจราจรที่แสนจะแย่และรถนิ่งเหมือนถนนติดกาว



สรุปคือสามารถนำมาใช้งานในเมืองได้ทุกวันและไม่เหนื่อยเหมือนขับ Ferrari 348 หรือรุ่นก่อนๆ F360 สามารถนำมาใช้งานได้แบบ daily use หากคุณไม่กลัวที่จะต้องเผชิญกับรถเมล์เขียวและรถมอเตอร์ไซค์นะครับ ถ้าจะมีปัญหาก็คือเรื่องที่จอดและลูกระนาดบางลูก ระบบช่วงล่างนั้นถือว่าค่อนข้างแข็งกระแทกกระทั้นดีที่เดียวหากคุณชอบรถที่ช่วงล่างแข็งๆละก็คงจะถูกใจละครับ เมื่อเจอกับถนนที่เป็นคลื่นก็ต้องทนเอาหน่อยพ วกมาลัยและแป้นเบรกเบาหวิวไม่หนักอย่างที่คิดแถมยังไม่ค่อยมีอาการจากถนนส่งผ่านมาที่พวงมาลัยด้วย หากคนที่ชอบความดิบและชอบให้อาการที่รถสัมผัสกับถนนส่งผ่านมาที่คนขับละก็อาจจะผิดหวัง แต่สำหรับคนที่ชอบความสะดวกสบายแต่ไม่มากเท่ากับพวก supercar จากทาง Germany รุ่นใหม่ๆ

หลังจากทดลองขับในเมืองจนชินก็ได้เวลาเอาเจ้า F360 ไปออกกำลังกายเสียที ผมเลือกเส้นทางด่วนที่วิ่งออกนอกเมืองไปทางแจ้งวัฒนะออกต่อไปทางบางปะอินเมื่อจ่ายค่าผ่านทางด่านที่ไปลงแจ้งวัฒนะผมก็กดคันเร่งลงไปจนสุด รถไม่มีการฟรีทิ้งเลยระบ Traction Control ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ รอบเครื่องกวาดขึ้นไปอย่างรวดเร็วเสียงเครื่องหวีดก้องกังวาน จากเสียงที่แผดแบบแหบแห้ง เมื่อรอบสูงขึ้นกลับกลายเป็นเสียงแผดก้องหวานหูไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดอย่างไร ถ้าให้เปรียบกับรถ Formula 1 ผมว่าคล้ายกันสัก 80% เลยที่เดียว

ในรอบต่ำยังไม่ค่อยมีแรงดึงแต่เมื่อรอบสูงขึ้นกลับสร้างแรงดึงแรงดึงได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าจะไม่ได้ดึงแบบพวกรถญี่ปุ่นที่ใส่ turbo ใหญ่ๆ แต่ถ้ามองว่าเป็นรถ NA ที่ไม่มีระบบอัดอากาศนั้นถือว่าแรงจนน่าตกใจทีเดียว รถพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงประมาณ 6200 rpm ผมดึงแป้นเกียร์ด้านขวาเข้าหาตัวเองเพื่อเปลี่ยนเป็นเกียร์ 2 (ใจจริงอยากจะลากสูงกว่านี้แต่ติดที่ว่ารถยังคงเป็นป้ายแดงอยู่แม้ว่าทางเจ้าของจะบอกผมว่าไม่ต้อง run in สามารถซัดได้เลยตั้งแต่ออกจาก show room เนื่องจากทางผู้แทนจำหน่ายบอกท่านเจ้าของมาอีกที ) จังหวะเปลี่ยนเกียร์รถมีอาการสะอึกนิดหนึ่ง เหมือนรถมันผงกหัว ยกคันเร่งทีหนึ่งก่อนที่เปลี่ยนเข้าสู่เกียร์ 2 เมื่อเข้าสู่เกียร์ 2 รถก็ยังคงสร้างแรงดึงต่อไป



เข็มวัดความเร็วไต่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมไล่เกียร์ขึ้นไปเรื่อยๆความเร็วยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียงคำรามของเครื่อง V8 ที่แสนหวานผสมกับเสียงลมที่เข้ามาในรถแทบจะทำให้ผมคิดว่าตัวเองกำลังขับรถ Formula 1 แม้ว่าความเร็วจะสูงถึง 240 kph++ ตัวรถก็ไม่มีอาการงอแง ท้ายรถยังคงนิ่งสนิท เกาะหนึบยังกะตุ๊กแก ต้องขอชมวิศวกร aero dynamic ของ Ferrari ที่สามารถทำให้รถนิ่งได้ขนาดนี้โดยไม่ต้องพึ่ง spoiler ราวตากผ้าขนาดมหึมา เมื่อรถเข้าโค้งก็ยังคงเกาะหนึบไม่หวั่นแม้วันมามาก

เมื่อรถกำลังจะออกอาการ ระบบ electronic ก็จะเข้ามาควบคุมทันที่ผสมกับระบบ traction control ทำให้รถยังคงนิ่งให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ตลอด ในโค้งรถมีอาการ understeer บางๆ ให้พอรู้สึกได้ สำหรับคนที่ต้องการใช้ฝีมือในการควบคุมรถที่ผยศอาจจะต้องผิดหวังกับเจ้า F360 เพราะมันไม่ดิบเหมือนกับรุ่นก่อนๆ เพราะ F360 ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้เป็นเจ้าของแม้จะไม่มีฝีมือ+ทักษะในการควบคุมก็สามารถที่จะสนุกในการขับ F360 ได้

อย่างไรก็ดี ทาง Ferrari เองก็ไม่ได้ลืมที่จะให้เจ้าของได้แสดงฝีมือในการควบคุมรถ เพราะ เมื่อคุณกดสวิทช์ เข้าสู่ Mode Sport (โดยจริงๆแล้วมีถึง 4 mode คือ normal, sport, auto, lowgrip) ที่ทางผู้ผลิตได้แนะนำให้ใช้สำหรับในสนามแข่งเท่านั้น ระบบ electronic และ ระบบ Traction Control จะถูกปิด ระบบช่วงล่างจะถูกปรับให้แข็งขึ้น และ F360 จะพร้อมที่จะผยศขึ้นมาทันที

ในขาไปนั้นผมไม่ได้ใช้ Sport Mode ในขากลับจึงตัดสินใจลองใช้ sport mode ดู เมื่อจ่ายตังค์ด่านค่าผ่านทางเสร็จก็กดคันเร่งออกไปรอบเครื่องกวาดขึ้นอย่างรวดเร็วผสมกับเสียงเครื่องที่แผดร้องกังวาน เมื่อถึง 6400 rpm ก็ใช้นิ้วดึงแป้นเกียร์ด้านขวาเพื่อเปลี่ยนขึ้นสู่เกียร์ 2 เกียร์ถูกยัดเข้าสู่เกียร์ 2 ในทันทีไม่มีอาการสะอึกเหมือนกับในตอนแรก ในความรู้สึกผมรถมีแรงดึงมากกว่าในตอนแรกเสียอีก รอบเครื่องยังคงกวาดขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ละเกียร์ถูกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าที่เปลี่ยนเองแบบเกียร์กระปุกเสียอีก



เมื่อเจอโค้งแตะเบรกและลดเกียร์ลง ระบบ electronic จะหารอบเครื่องที่เหมาะสมที่สุดให้ทันทีที่มีการเบิ้ลเครื่องก่อนที่จะลดเกียร์ลง แทบจะเรียกได้ว่าเป็น perfect shiftdown เลยทีเดียว เมื่อเจอโค้งรถไม่มีอาการ understeer อีกแล้ว หน้ารถจิกเข้าไปในโค้ง ท้ายพร้อมที่จะกวาดออก และเกิดอาการ oversteer แทน ต้องอาศัยการแก้อาการรถเอง ไม่มีระบบ TRC เข้ามาช่วยเหมือนในตอนแรก รถแสดงอาการผยศให้ผู้ขับขี่ต้องอาศัยทักษะในการควบคุมเอง ในความรู้สึกของผมตอนที่ใช้ Sport Mode นั้น ตัวเองต้องใช้สมาธิอย่างมากในการควบคุมและจับอาการต่างๆของรถ

เมื่อลองสัมผัสกับ F360 ในอีกบุคลิกหนึ่งได้สักพัก ผมตัดสินใจปิด Sport Mode เข้าสู่ Normal Mode แทน เนื่องจากรู้สึกเครียดที่ต้องใช้สมาธิในการควบคุมรถเป็นอย่างมาก จะว่าผมกลัวก็ได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถไว้ใจอะไรได้กับสภาพถนนเมืองไทย เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นต่อให้ขายทุกอย่างที่มี รวมถึงขายตัวเองก็คงไม่มีปัญญาชดใช้

นับว่า Sport Mode นั้นเหมาะกับคนที่มีฝีมือในการขับรถ เพราะรถจะแสดงอาการต่างๆออกมาให้ท่านเจ้าของรถได้แสดงฝีมือในการขับขี่อย่างเต็มที่ ไม่แปลกใจเลยที่ทาง Ferrari จะมี course ให้เจ้าของรถ Ferrari แต่ละคนไปเรียนขับรถ Ferrari ถึง Italy เพื่อที่ท่านเจ้าของรถจะได้สามารถควบคุมและสนุกกับการขับ Ferrari ทุกคันได้อย่างเต็ม performance

โดยสรุปถ้าพูดถึงความคุ้มค่า กับ ราคาค่าตัว 20 ล้านบาทมีทอน เมื่อเผชิญกับกำแพงภาษีมหาโหด F360 Spider สามารถให้คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการจากรถ sport ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะ ทั้งอัตราเร่ง ตีนต้น ตีนปลาย การเกาะถนน เสียงเครื่องยนต์ รูปลักษณ์ ความโดดเด่นบนท้องถนนเพราะไม่ว่าคุณจะขับไปที่ไหนก็จะมีสายตามองคุณอยู่ตลอด ถ้าขับไปเที่ยวกลางคืนแถวทองหล่อหรือขับไปเที่ยว Siam ละก็ .....แหะๆ น่าคิด.......



นอกจากนี้ระบบเกียร์ F1 ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก สามารถนำใช้ได้ทุกวัน รถติดก็ไม่ Overheat ไม่มีปัญหาเหมือนรุ่นก่อนๆ ข้อเสียก็คือมุมมองของกระจกมองข้างยังคงมีมุมอับ แต่ถ้าเทียบกับรุ่นก่อนๆแล้วก็ถือว่าดี ระบบเปิดประทุนมีปัญหาในบางครั้งแต่ก็ถือว่าน้อยกว่าในตัว F355 อีกอย่างก็คือหาที่จอดยาก และมีปัญหาเวลาเจอเนินหรือลูกระนาดเพราะใต้ท้องรถถูกปิดจนหมดและรอนานแสนนานเหลือเกินตั้งแต่วันจองจนถึงวันที่คุณได้รับรถ

แต่เมือเทียบกับข้อดีที่ได้รับข้อเสียเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็ก อย่างว่าละครับรถราคาขนาดนี้แล้ว ทางด้านอุปกรณ์ Modify เพิ่มความแรงสำหรับรถประเภทนี้นั้นก็ไม่ต้องห่วงครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบระบายไอเสีย กรองอากาศ หรือ แม้กระทั่งระบบเบรกและECU มีร้านที่รับสั่งอุปกรณ์เหล่านี้อยู่แล้ว คนที่ขับรถประเภทนี้คงจะรู้นะครับว่ามีร้านไหนกันบ้าง อยู่ที่ว่าคุณจะใจถึง กล้าเอารถประเภทนี้มา Modify หรือเปล่า ถามว่าคุ้มหรือไม่ก็อยู่ที่ตัวท่านเองหละครับ สำหรับผมถ้ามีเงินเหลือมากๆก็คงจะซื้อไว้สักคันหนึ่งนะครับ

หากสนใจรถรุ่นนี้ก็ลองติดต่อไปที่หมายเลขข้างล่างดูได้ครับ แล้วพบกันครั้งหน้า สวัสดีครับ........

สนใจ Supercar รุ่นต่างๆ และ Ferrari F360 Spider
ติดต่อ 0-123-99999


Article By Narun Lee







Acceleration
โอ้ว George มันยอดมากอัตราเร่งน่าประทับใจเป็นที่สุด 0-200 ใช้เวลาแป็บเดียว
9.5
Top Speed
เรียกว่าเร็วจนขนหัวลุก โรงงาน เคลมไว้ 290 ++ แต่ใจไม่ถึงและไม่มีถนนให้ลอง
9.5
Handling
Ferrari ขึ้นชื่อเรื่อง Handling อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในช่วงความเร็วสูงหรือในโค้ง ควบคุมได้ง่ายกว่าตัวก่อนๆเยอะไม่ต้องห่วงเกาะยิ่งกว่าตุ๊กแกเกาะเพดาน
10.0
Brake
ไร้ที่ติ ไม่มีอะไรต้องห่วงไม่ว่าจะเอาไปขับแข่งก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
10.0
Looks
สวยและSexy เป็นที่สุด ขับไปไหนคนก็มองไม่ว่าจะเป็นsiam หรือ ทองหล่อ รับรองสาวๆมองกันเป็นตาเดียว แต่แฟน Ferrari บางคนบอกว่ามันไม่ค่อย classic เหมือน F355
9.5
Comfort
สบายกว่าตัวก่อนมาก ตำแหน่งการนั่งดีขึ้นอุปกรณ์ต่างถูกว่างอยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานได้ง่าย น่านั่งกว่ารุ่นก่อนๆเยอะ
8
Daily Usage
ดีกว่าตัวก่อนๆเยอะ รถติดไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหาเรื่องความร้อน สามารถใช้งานได้ทุกวันอย่างไม่มีปัญหาถ้าไม่กลัวรถตู้และรถเมล์เขียวมาสัมผัสเอาสีกลับบ้านไปฝากลูกและภรรยา ปัญหาเดียวเท่าที่เห็นก็คือเรื่องที่จอด
8.5
Value
คงพูดไม่ได้หรอกครับว่าคุ้มค่าหรือเปล่า ราคาขนาดนี้อยู่ที่ความชอบและความพอใจส่วนบุคคล
?


More Pictures