| Engine |
Aluminium Alloy 90° V8 Dry Sump |
| Cylinder Capacity |
3,586 cc |
| Max. Power |
400 bhp @ 8500 rpm |
| Max. Torque |
38 kgm @ 4700 rpm |
| Weight/Power Ratio |
3.6 kg/bhp |
| Gear Box |
6-Speed + reverse manual or F1 |
จะเห็นได้ว่า Spec ของไอ้ตัว Spider กับไอ้ตัว Modena นั้นเหมือนกันทุกอย่างส่วนที่ต่างก็จะอยู่ตรงที่
ไอ้เจ้า Modena มันจะเป็นหลังคาเหล็ก ส่วนเจ้า Spider ตัวนี้จะเป็นหลังคาผ้าใบ
ข้อดีก็คือมันจะทำให้คุณได้ยินเสียง เครื่อง V8 ได้อย่างชัดเจนเสมือนกับว่าคุณกำลังขับรถ
Formula 1 ยังไงยังงั้นเลยแหละ ส่วนข้อเสียก็คือมันไม่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยที่โ-ตรจะร้อน
แม้แต่ท่านเจ้าของรถบางคนยังแทบจะไม่ค่อยได้เปิดประทุนขับสักเท่าไรเพราะถ้าเปิดเมื่อไรสงสัยจะเป็นเนื้อแดดเดียวและได้สำลักควันตาย
เริ่มจากภายนอกกันก่อน หน้าตาของเจ้า 360 Spider นี้ถือว่าแทบจะ ฝาแฝด กับ
ตัว Modena Coupe เลยทีเดียว ต่างกันที่มีหลังคากับไม่มีหลังคา บางคนก็บอกว่ามันไม่
classic เหมือนกับ F355 บางคนก็บอกว่ามันเหมือนกับยานอวกาศบางล่ะ เหมือน
UFO บางละ บางคนก็บอกว่า โ-ตรงาม สำหรับผมเองผมแทบจะไม่มีส่วนไหนที่ไม่ชอบเลยสำหรับรถคันนี้
ทุกอย่างถูกออกแบบมาได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด ถ้าจะให้ติก็คงจะเป็นไอ้เจ้ารูจมูกที่อยู่ใต้ไฟหน้าในแต่ละข้าง
มันดูเหมือนอะไรสักอย่าง
ไฟหน้าถูกเปลี่ยนจากแบบ pop up มาเป็นฝังอยู่กับตัวรถแทนในโคมมีไฟฝังอยู่
3 ลูกดูแล้วน่าจะได้อิทธิพลมาจากตัว 550 อยู่พอสมควรเพราะเจ้า 550 ออกมาก่อน
อีกเห็นผลหนึ่งที่รถสมัยนี้เปลี่ยนจากไฟแบบ pop up มาเป็นไฟแบบผังแทนก็เพราะกฎหมายเรื่องความปลอดภัย
ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกอเมริกาจะเริ่มใช้ก่อน เวลาที่เกิดการชนผู้ที่ถูกรถชนจะได้รับอันตรายลดลงกว่าแบบไฟ
pop up
 |
ฝากระโปรงหน้าไว้เก็บยางอะไหล่และสามารถใส่ของได้อีกนิดหน่อย
อีกอย่างที่ผมจะติก็คือมือที่เปิดประตูที่เป็นสามเหลี่ยม มันทำจาก
plastic ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยจะทนทานเท่าไร หลังที่เปิดประตูจะมีช่องให้อากาศไหลเข้าห้องเครื่อง
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถที่มีเครื่องวางอยู่ตรงกลางและท้ายเท่านั้น
ส่วนที่โดนใจเป็นที่สุดก็คือเจ้ากระจกที่เป็นฝาปิดห้องเครื่องทำให้สามารถทำให้มองเห็นเครื่อง
V8 400 แรงม้าได้อย่างชัดเจน
มองจากด้านหลังจะเห็นว่ามีท้ายที่กว้างและแบนมาก ถ้าเปรียบเป็นผู้หญิงก็ต้องเป็นสาวบั้นท้ายดินระเบิด
อย่าหาว่าผมลามกนะครับแค่ต้องการเปรียบเทียบให้เห็น ไฟท้ายยังคงเป็นเอกลักษณ์ของ
Ferrari คือ 4 ดวงกลมหรือที่บ้านเราชอบเรียกว่าไฟท้าย โดนัท นั้นแหละ |
ตัวนี้ด้านท้ายถูกเปลี่ยนเป็นตะแกรงสีดำ หรือที่เรียกว่า Challenge Grill
คุณสมบัติก็คือช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนในห้องเครื่อง ซึ่งหากคุณเอามือไปแตะโดนไอ้ตะแกรงสีดำเวลาที่พึ่งขับรับรองว่ามือคุณพองแน่ๆเพราะว่ามันร้อนจริงๆ
ที่กันชนล่างมีช่องให้ท่อไอเสียออกมาข้างละสองรวมแล้วทั้งหมดสี่ท่อดูดีเป็นที่สุด
ล้อเป็นแบบ 5 ก้านตามสไตล์ของ Ferrari โดยมีขนาด 18 นิ้วทั้งสี่ล้อ แต่ความกว้างต่างขนาดกัน
ล้อหน้าใช้ยางขนาด 215/45 ZR 18 และล้อหลังขนาด 275/40 ZR 18 มองเข้าไปในล้อจะพบ
caliper brake สีแดงขนาดใหญ่พร้อมจานเบรกแบบระบายมีรูระบายความร้อน โดยไอ้
caliper brake สีแดงนี้เป็น option ต้องจ่ายตังค์เพิ่มเอาเองนะครับ เพราะว่าในตัวธรรมดาจะเป็นสีดำครับ
ซึ่งเท่าที่เห็นส่วนใหญ่ F360 เกือบทุกคันในเมืองไทยจะเลือก caliper brake
สีแดงครับ
เข้ามาดูภายในกัน เมื่อคุณดึงสามเหลี่ยมที่เปิดประตู ประตูจะแง้มออกมา และเมื่อคุณเปิดประตูคุณจะได้กลิ่นหนัง
ถ้าเป็นคนชอบกลิ่นหนังคุณจะต้องชอบกลิ่นภายในรถ Ferrari เพราะมันเหมือนกับเวลาคุณเข้าไปในร้านเครื่องหนังชั้นดียังงัยยังงั้นเลยละ
แต่ถ้าคุณไม่ชอบกลิ่นเครื่องหนังละก็ คุณก็คงต้องหาน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นแรงๆมาช่วยดับกลิ่นซะละครับ
พวงมาลัยถูกออกแบบให้ดูดีขึ้นเป็นพวงมาลัย 3 ก้าน เนื่องจากคันนี้เป็นระบบเกียร์
F1 จึงมี paddle shift ให้ใช้สำหรับเปลี่ยนเกียร์ด้านหลังพวงมาลัย โดยด้านขวาสำหรับเพิ่มเกียร์
ส่วนด้านซ้ายลดเกียร์มาพร้อมกับ air bags ถ้าเทียบกับพวงมาลัยของ F355 ปีท้ายๆ
ที่เป็น สี่ก้านมองดูแล้วเชยสุดๆ พวงมาลัยของ F360 จะดูดีขึ้นมากๆ
เบาะนั่งเป็นหนังแท้ ปรับด้วยไฟฟ้า ลองเข้ามานั่งดูเบาะที่นั่งมีปีกขนาดเล็กกระชับในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่กระชับขนาดเบาะของพวก
Recaro ที่ใส่อยู่ใน Evo7 หรือ Integra DC5 ที่เวลาขึ้นลงแต่ละที่ต้องโหนกันเป็นลิงหากไม่ต้องการให้ปีกเบาะล้ม
เมื่อเข้ามานั่งแล้วลองปรับเบาะดูตำแหน่งในการนั่งนั้นดีขึ้นกว่า Ferrari
หรือ Lamborghini รุ่นก่อนๆเยอะที่ไม่ว่าจะปรับยังไรก็ไม่พอดีซะทีไม่รู้ว่าจะให้คนหรือลิงอุรังอุตังขับ
แต่ใน F360 ไม่มีปัญหาตรงนี้แล้ว
เบรกมือถูกย้ายจากที่อยู่ติดกับประตูฝั่งคนขับมาอยู่ตรงกลางถัดจาก console
เกียร์ เมื่อมองขึ้นไปจะพบสวิทช์สำหรับปรับกระจกมองข้างและด้ามเกียร์อันเล็ก
ที่มีแค่ตำแหน่ง เกียร์ว่างเดินหน้า และ ถอยหลังเท่านั้นถูกตกแต่งด้วย aluminium
ดูดีกว่าลายไม้เป็นไหนๆ มีสวิตช์ auto และ low grip อยู่ทางด้านซ้ายของคันเกียร์เมื่อเวลาที่คุณขี้เกียจเปลี่ยนเกียร์รถจะทำการเปลี่ยนให้เองเหมือนเกียร์
auto
Console ตรงกลางที่เป็นที่อยู่ของ air และ วิทยุถูกแยกออกจาก console เกียร์
สวิทช์แอร์เป็นแบบหมุนซึ่งดูธรรมดามากๆพร้อมด้วยวิทยุหน้าตาธรรมดา และสวิทช์กระจกไฟฟ้า
ช่องแอร์ตรงกลางมี 3 ช่องลักษณะทรงกลมดูดีและเป็นสปอร์ตมากกว่ารุ่น F355
เยอะ
ทางฝั่งคนนั่งก็มีระบบ airbag พร้อมกับ logo 360 Spider แปะอยู่ เมื่อมองมาที่หน้าปัด
ตรงกลางหน้าปัดมีวัดรอบพร้อมบอกตำแหน่งเกียร์ ส่วนทางด้านขวาเป็นที่วัดความเร็ว
ด้านซ้ายของวัดรอบเป็นมิเตอร์เล็กๆ 3 ช่องบอกอุณหภูมิความร้อน แรงดันน้ำมันเครื่อง
และ อุณหภูมิน้ำมันเครื่องทางด้านขวาของ console หน้าฝั่งคนขับจะเป็นที่อยู่ของสวิทช์ต่างๆ
ประกอบไปด้วยสวิทช์ Sport Mode ไฟตัดหมอก และ ASR ส่วนทางด้านแป้นเหยียบเป็น
aluminium กันลื่นมาให้จากโรงงาน ส่วนที่เปิดฝากระโปรงท้ายจะอยู่ที่ด้านข้างตำแหน่งเดียวกับที่รถทั่วไปชอบแปะสติกเกอร์บอกลมยางนั้นแหละครับ
โดยการตกแต่งในห้องโดยสารคุณสามารถที่จะเลือกตกแต่งได้ตามสไตล์ที่คุณต้องการหรือที่เรียกว่า
Carrazoria Scaglietti เช่นคุณสามารถเลือกที่จะใส่ลายเซ็นของคุณลงบน console
กลางได้ เป็นต้น
เอาละถึงเวลาทดลองขับกันสักทีเมื่อบิดสวิทช์กุญแจ สตาร์ท สี่งแรกที่คุณจะได้ยินก็คือเสียงเครื่องยนต์ที่หวาน
เป็นเสียงรอบเดินเบาที่คุณไม่มีทางจะได้ยินจากรถอื่นๆ ถ้าคุณเป็นคนชอบเสียงเครื่องคุณจะต้องหลงรักเสียงของเครื่อง
V8 ของ Ferrari ในความรู้สึกของผมเสียงที่ได้ยินจากรอบเดินเบาของ Ferrari
ที่ใช้เครื่อง V8 ไม่ว่าจะเป็น F355 หรือ F360 นั้นเพราะกว่าเสียงของพวก
V12 เช่น 456 GT เสียอีก
เมื่อวอร์มเครื่องได้สักพัก ปรับกระจกมองข้างซึ่งไม่ว่าปรับอย่างไรก็ยังคงเห็นท้ายรถอยู่
ไฟบอกตำแหน่งเกียร์อยู่ที่เกียร์ว่าง เมื่อดึงแป้นเกียร์ด้านขวาเข้าจะด้ยินเสียงเข้าเกียร์ดัง
แคล็ก! เบาๆ ไฟบอกตำแหน่งเกียร์ขึ้นเลข 1 รถยังคงไม่เคลื่อนที่เนื่องจาก
clutch ยังคงถูกกดอยู่โดยระบบ electronic หากคุณต้องการที่จะเข้าเกียร์ว่างคุณก็สามารถทำได้โดยดึงแป้นเกียร์ทั้งสองฝั่งเข้าหาตัวเองเกียร์ก็จะเข้าสู่เกียร์ว่างเอง
เมื่อค่อยๆเหยียบคันเร่งลงไปรถจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆเมื่อรอบไต่ขึ้นไปเรื่อยจนประมาณ
3000 rpm (รถคันนี้เป็นระบบ Drive By Wire ซึ่งก็คือไม่ได้ใช้สลิงหรือสายคันเร่งอีกต่อไป)
รถมีอาการเหมือนกับยกคันเร่งก่อนนิดหนึ่งและเปลี่ยนเข้าสู่เกียร์ 2 ในรอบต่ำ
F360 สามารถใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหาระบบเกียร์ F1 ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าในตัวของ
F355 ไม่มีอาการรีด clutch มากเหมือนเมื่อก่อน ระบบ auto สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ
สามารถนำมาใช้ในเมืองได้เป็นอย่างดี ไม่มีอาการเครื่อง heat เมื่อเผชิญกับอากาศร้อนและการจราจรที่แสนจะแย่และรถนิ่งเหมือนถนนติดกาว

สรุปคือสามารถนำมาใช้งานในเมืองได้ทุกวันและไม่เหนื่อยเหมือนขับ Ferrari
348 หรือรุ่นก่อนๆ F360 สามารถนำมาใช้งานได้แบบ daily use หากคุณไม่กลัวที่จะต้องเผชิญกับรถเมล์เขียวและรถมอเตอร์ไซค์นะครับ
ถ้าจะมีปัญหาก็คือเรื่องที่จอดและลูกระนาดบางลูก ระบบช่วงล่างนั้นถือว่าค่อนข้างแข็งกระแทกกระทั้นดีที่เดียวหากคุณชอบรถที่ช่วงล่างแข็งๆละก็คงจะถูกใจละครับ
เมื่อเจอกับถนนที่เป็นคลื่นก็ต้องทนเอาหน่อยพ วกมาลัยและแป้นเบรกเบาหวิวไม่หนักอย่างที่คิดแถมยังไม่ค่อยมีอาการจากถนนส่งผ่านมาที่พวงมาลัยด้วย
หากคนที่ชอบความดิบและชอบให้อาการที่รถสัมผัสกับถนนส่งผ่านมาที่คนขับละก็อาจจะผิดหวัง
แต่สำหรับคนที่ชอบความสะดวกสบายแต่ไม่มากเท่ากับพวก supercar จากทาง Germany
รุ่นใหม่ๆ
หลังจากทดลองขับในเมืองจนชินก็ได้เวลาเอาเจ้า F360 ไปออกกำลังกายเสียที
ผมเลือกเส้นทางด่วนที่วิ่งออกนอกเมืองไปทางแจ้งวัฒนะออกต่อไปทางบางปะอินเมื่อจ่ายค่าผ่านทางด่านที่ไปลงแจ้งวัฒนะผมก็กดคันเร่งลงไปจนสุด
รถไม่มีการฟรีทิ้งเลยระบ Traction Control ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ รอบเครื่องกวาดขึ้นไปอย่างรวดเร็วเสียงเครื่องหวีดก้องกังวาน
จากเสียงที่แผดแบบแหบแห้ง เมื่อรอบสูงขึ้นกลับกลายเป็นเสียงแผดก้องหวานหูไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดอย่างไร
ถ้าให้เปรียบกับรถ Formula 1 ผมว่าคล้ายกันสัก 80% เลยที่เดียว
ในรอบต่ำยังไม่ค่อยมีแรงดึงแต่เมื่อรอบสูงขึ้นกลับสร้างแรงดึงแรงดึงได้อย่างไม่น่าเชื่อ
แม้ว่าจะไม่ได้ดึงแบบพวกรถญี่ปุ่นที่ใส่ turbo ใหญ่ๆ แต่ถ้ามองว่าเป็นรถ
NA ที่ไม่มีระบบอัดอากาศนั้นถือว่าแรงจนน่าตกใจทีเดียว รถพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงประมาณ 6200 rpm ผมดึงแป้นเกียร์ด้านขวาเข้าหาตัวเองเพื่อเปลี่ยนเป็นเกียร์
2 (ใจจริงอยากจะลากสูงกว่านี้แต่ติดที่ว่ารถยังคงเป็นป้ายแดงอยู่แม้ว่าทางเจ้าของจะบอกผมว่าไม่ต้อง
run in สามารถซัดได้เลยตั้งแต่ออกจาก show room เนื่องจากทางผู้แทนจำหน่ายบอกท่านเจ้าของมาอีกที
) จังหวะเปลี่ยนเกียร์รถมีอาการสะอึกนิดหนึ่ง เหมือนรถมันผงกหัว ยกคันเร่งทีหนึ่งก่อนที่เปลี่ยนเข้าสู่เกียร์
2 เมื่อเข้าสู่เกียร์ 2 รถก็ยังคงสร้างแรงดึงต่อไป

เข็มวัดความเร็วไต่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมไล่เกียร์ขึ้นไปเรื่อยๆความเร็วยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เสียงคำรามของเครื่อง V8 ที่แสนหวานผสมกับเสียงลมที่เข้ามาในรถแทบจะทำให้ผมคิดว่าตัวเองกำลังขับรถ
Formula 1 แม้ว่าความเร็วจะสูงถึง 240 kph++ ตัวรถก็ไม่มีอาการงอแง ท้ายรถยังคงนิ่งสนิท
เกาะหนึบยังกะตุ๊กแก ต้องขอชมวิศวกร aero dynamic ของ Ferrari ที่สามารถทำให้รถนิ่งได้ขนาดนี้โดยไม่ต้องพึ่ง
spoiler ราวตากผ้าขนาดมหึมา เมื่อรถเข้าโค้งก็ยังคงเกาะหนึบไม่หวั่นแม้วันมามาก
เมื่อรถกำลังจะออกอาการ ระบบ electronic ก็จะเข้ามาควบคุมทันที่ผสมกับระบบ
traction control ทำให้รถยังคงนิ่งให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ตลอด ในโค้งรถมีอาการ
understeer บางๆ ให้พอรู้สึกได้ สำหรับคนที่ต้องการใช้ฝีมือในการควบคุมรถที่ผยศอาจจะต้องผิดหวังกับเจ้า
F360 เพราะมันไม่ดิบเหมือนกับรุ่นก่อนๆ เพราะ F360 ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้เป็นเจ้าของแม้จะไม่มีฝีมือ+ทักษะในการควบคุมก็สามารถที่จะสนุกในการขับ
F360 ได้
อย่างไรก็ดี ทาง Ferrari เองก็ไม่ได้ลืมที่จะให้เจ้าของได้แสดงฝีมือในการควบคุมรถ
เพราะ เมื่อคุณกดสวิทช์ เข้าสู่ Mode Sport (โดยจริงๆแล้วมีถึง 4 mode
คือ normal, sport, auto, lowgrip) ที่ทางผู้ผลิตได้แนะนำให้ใช้สำหรับในสนามแข่งเท่านั้น
ระบบ electronic และ ระบบ Traction Control จะถูกปิด ระบบช่วงล่างจะถูกปรับให้แข็งขึ้น
และ F360 จะพร้อมที่จะผยศขึ้นมาทันที
ในขาไปนั้นผมไม่ได้ใช้ Sport Mode ในขากลับจึงตัดสินใจลองใช้ sport mode
ดู เมื่อจ่ายตังค์ด่านค่าผ่านทางเสร็จก็กดคันเร่งออกไปรอบเครื่องกวาดขึ้นอย่างรวดเร็วผสมกับเสียงเครื่องที่แผดร้องกังวาน
เมื่อถึง 6400 rpm ก็ใช้นิ้วดึงแป้นเกียร์ด้านขวาเพื่อเปลี่ยนขึ้นสู่เกียร์
2 เกียร์ถูกยัดเข้าสู่เกียร์ 2 ในทันทีไม่มีอาการสะอึกเหมือนกับในตอนแรก
ในความรู้สึกผมรถมีแรงดึงมากกว่าในตอนแรกเสียอีก รอบเครื่องยังคงกวาดขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ละเกียร์ถูกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
เร็วกว่าที่เปลี่ยนเองแบบเกียร์กระปุกเสียอีก

เมื่อเจอโค้งแตะเบรกและลดเกียร์ลง ระบบ electronic จะหารอบเครื่องที่เหมาะสมที่สุดให้ทันทีที่มีการเบิ้ลเครื่องก่อนที่จะลดเกียร์ลง
แทบจะเรียกได้ว่าเป็น perfect shiftdown เลยทีเดียว เมื่อเจอโค้งรถไม่มีอาการ
understeer อีกแล้ว หน้ารถจิกเข้าไปในโค้ง ท้ายพร้อมที่จะกวาดออก และเกิดอาการ
oversteer แทน ต้องอาศัยการแก้อาการรถเอง ไม่มีระบบ TRC เข้ามาช่วยเหมือนในตอนแรก
รถแสดงอาการผยศให้ผู้ขับขี่ต้องอาศัยทักษะในการควบคุมเอง ในความรู้สึกของผมตอนที่ใช้
Sport Mode นั้น ตัวเองต้องใช้สมาธิอย่างมากในการควบคุมและจับอาการต่างๆของรถ
เมื่อลองสัมผัสกับ F360 ในอีกบุคลิกหนึ่งได้สักพัก ผมตัดสินใจปิด Sport
Mode เข้าสู่ Normal Mode แทน เนื่องจากรู้สึกเครียดที่ต้องใช้สมาธิในการควบคุมรถเป็นอย่างมาก
จะว่าผมกลัวก็ได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถไว้ใจอะไรได้กับสภาพถนนเมืองไทย
เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นต่อให้ขายทุกอย่างที่มี รวมถึงขายตัวเองก็คงไม่มีปัญญาชดใช้
้
นับว่า Sport Mode นั้นเหมาะกับคนที่มีฝีมือในการขับรถ เพราะรถจะแสดงอาการต่างๆออกมาให้ท่านเจ้าของรถได้แสดงฝีมือในการขับขี่อย่างเต็มที่
ไม่แปลกใจเลยที่ทาง Ferrari จะมี course ให้เจ้าของรถ Ferrari แต่ละคนไปเรียนขับรถ
Ferrari ถึง Italy เพื่อที่ท่านเจ้าของรถจะได้สามารถควบคุมและสนุกกับการขับ
Ferrari ทุกคันได้อย่างเต็ม performance
โดยสรุปถ้าพูดถึงความคุ้มค่า กับ ราคาค่าตัว 20 ล้านบาทมีทอน เมื่อเผชิญกับกำแพงภาษีมหาโหด
F360 Spider สามารถให้คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการจากรถ sport ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะ
ทั้งอัตราเร่ง ตีนต้น ตีนปลาย การเกาะถนน เสียงเครื่องยนต์ รูปลักษณ์ ความโดดเด่นบนท้องถนนเพราะไม่ว่าคุณจะขับไปที่ไหนก็จะมีสายตามองคุณอยู่ตลอด
ถ้าขับไปเที่ยวกลางคืนแถวทองหล่อหรือขับไปเที่ยว Siam ละก็ .....แหะๆ น่าคิด.......

นอกจากนี้ระบบเกียร์ F1 ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก สามารถนำใช้ได้ทุกวัน
รถติดก็ไม่ Overheat ไม่มีปัญหาเหมือนรุ่นก่อนๆ ข้อเสียก็คือมุมมองของกระจกมองข้างยังคงมีมุมอับ
แต่ถ้าเทียบกับรุ่นก่อนๆแล้วก็ถือว่าดี ระบบเปิดประทุนมีปัญหาในบางครั้งแต่ก็ถือว่าน้อยกว่าในตัว
F355 อีกอย่างก็คือหาที่จอดยาก และมีปัญหาเวลาเจอเนินหรือลูกระนาดเพราะใต้ท้องรถถูกปิดจนหมดและรอนานแสนนานเหลือเกินตั้งแต่วันจองจนถึงวันที่คุณได้รับรถ
แต่เมือเทียบกับข้อดีที่ได้รับข้อเสียเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็ก
อย่างว่าละครับรถราคาขนาดนี้แล้ว ทางด้านอุปกรณ์ Modify เพิ่มความแรงสำหรับรถประเภทนี้นั้นก็ไม่ต้องห่วงครับ
ไม่ว่าจะเป็นระบบระบายไอเสีย กรองอากาศ หรือ แม้กระทั่งระบบเบรกและECU
มีร้านที่รับสั่งอุปกรณ์เหล่านี้อยู่แล้ว คนที่ขับรถประเภทนี้คงจะรู้นะครับว่ามีร้านไหนกันบ้าง
อยู่ที่ว่าคุณจะใจถึง กล้าเอารถประเภทนี้มา Modify หรือเปล่า ถามว่าคุ้มหรือไม่ก็อยู่ที่ตัวท่านเองหละครับ
สำหรับผมถ้ามีเงินเหลือมากๆก็คงจะซื้อไว้สักคันหนึ่งนะครับ
หากสนใจรถรุ่นนี้ก็ลองติดต่อไปที่หมายเลขข้างล่างดูได้ครับ แล้วพบกันครั้งหน้า
สวัสดีครับ........
สนใจ Supercar รุ่นต่างๆ และ Ferrari F360 Spider
ติดต่อ 0-123-99999
Article By Narun Lee

