อย่าคิดว่ามันเหมือนกับ F360 นะครับ แม้ภายนอกดูเผินๆมันจะเหมือนกัน
แต่เอาเข้าจริงๆมันต่างกันเยอะเหมือนกันนา ไม่ใช่แค่เอามาเปลี่ยนกันชนหน้าแล้วบอกว่าเป็นรุ่นใหม่เหมือนกับรถจ่ายกับข้างบ้านเรา
จากความสวยของ F360 Modena ที่อยู่ระดับนางสาวไทยที่ใครๆเห็นก็ชอบ แต่ว่าความสวยกับหุ่นแบบนางสาวไทยนั้นอาจจะยังไม่สามารถสร้างความเสียวซ่านให้กับหนุ่มๆบางคนได้มากพอ
Ferrari จึงได้จับเอา F360 ไปเข้าศัลยกรรมที่ยันฮี แล้วก็ส่งต่อไปเข้า course
ลดน้ำหนักต่อที่ Bodyshape ผลที่ได้คือคราวนี้จากแค่นางสาวไทยเลยกลายเป็น
Giselle ไม่ใช่แค่สวย แต่เป็น perfect combination ใครได้เห็นเป็นต้องอิจฉา
ควงไปไหนรับรองว่าเด่นกว่าได้เดินจูงมือกับอั้ม พัชราภา กลางสยามซะอีก

ส่วนเจ้า F360 Challenge Stradale มันมีอะไรเปลี่ยนจาก F360 Modena บ้างเดี๋ยวจะไล่ให้ฟังเป็นข้อๆ
อย่างแรกเลยที่เป็นจุดขายของ Challenge Stradale ก็คือเรื่องน้ำหนักที่น้อยกว่า
Modena แม้ว่า Challenge Stradale จะใช้ Chassis ร่วมกับ F360 แต่ Ferrari
ได้ทำการลดน้ำหนักลงโดยใช้อะลูมิเนียมมากขึ้น เนื่องจากอะลูมิเนียมมีน้ำหนักแค่
1 ส่วน 3 ของเหล็ก นอกจากนี้ได้มีการนำไทเทนียมเข้ามาใช้โดยเปลี่ยนก้านสูบเป็นไทเทเนียม
รวมถึงช่วงล่างบางส่วนก็ใช้ไทเทเนียม ไม่เว้นแม้กระทั่งน๊อตล้อ เพื่อความเบาสบายและทนทานไม่หวั่นแม้วันมามาก

วัสดุอย่าง carbon-fiber ถูกนำมาใช้ในโครงสร้างของรถไม่ใช่แค่เอาพลาสติกลาย
carbon มาแปะไว้ที่ console เหมือนกับรถบางรุ่น โดยเป็นครั้งแรกที่ Ferrari
นำ carbonfiber มาใช้เป็นส่วนประกอบของรถ production car เครื่อง V8 เพราะก่อนหน้านี้จะมีเฉพาะรถที่ผลิตแบบจำนวน
limited เท่านั้นที่ใช้ technology นี้ ไม่ว่าจะเป็นประตู เบาะ full bucket
seat หรือแม้กระทั้งกรองอากาศและห้องเครื่องล้วนทำจาก carbon-fiber ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ก็มีกระจกมองข้าง (ที่ผมว่าทรงไม่สวยเลย มันดูเหี่ยวๆเหมื่อนดอกไม้ใกล้ตายยังไงก็ไม่รู้)
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ floor-plan ของ Challenge Stradale ได้มีการนำ Multi
Axle Carbon Fiber มาใช้เป็นส่วนประกอบด้วยเพื่อเพิ่มความทนทาน และเบากว่า
floor-plan เดิมๆที่เป็นอะลูมิเนียมอยู่ถึง 50%

อีกส่วนที่สำคัญในการลดน้ำหนักก็คือระบบเบรก Challenge Stradale ได้ใช้จานเบรกแบบเดียวกับที่อยู่ใน
Enzo นั้นก็คือ CCM (Carbon Ceramic Material) ซึ่งจานเบรกแบบนี้สามารถช่วยลดน้ำหนักจากจานเบรกแบบเดิมได้ถึง
16% ทั้งหมดที่ Ferrari ได้เปลี่ยนเข้าไป ทำให้น้ำหนักลดลง 110 kg. ซึ่งนับว่าเยอะมากๆสำหรับรถยนต์ที่เป็นเครื่อง
NA โดย Challenge Stradale มีน้ำหนักไม่รวมคนขับตัวอ้วนอย่างผม อยู่แค่ 1180
kg. อยากจะบอกว่าเบาพอๆกับรถจ่ายกับข้าวขนาดกลาง เผลอๆ อาจจะเบากว่าบางคันด้วยซ้ำ
เมื่อน้ำหนักน้อยลงแน่นอนว่าผลที่ตามมาก็คือความสนุก อัตราเร่งและความมันในการขับขี่ที่เพิ่มมากขึ้น
ไม่ใช ่แค่เรื่องรถน้ำหนักเท่านั้น ที่ Ferrari ได้ปรับปรุงใน Challenge
Stradale แต่เรื่องของ aerodynamic ก็ได้รับการปรับปรุงด้วยเช่นกัน แม้ว่า
Modena ธรรมดาจะมี aerodynamic ที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วก็ตาม เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าอะไรที่ปรับปรุงไปบ้าง
หากดูเผินๆภายนอกของ Challenge Stradale นั้นแถบจะเหมือน Modena ยังกะแกะ
หากไม่สังเกตุดีๆแถบจะไม่รู้ บางคนอาจจะคิดว่าแค่เปลี่ยนกระจกมองข้าง เปลี่ยนล้อ
แล้วก็เปลี่ยนด้านหลังเป็น Challenge Grill ก็จบ แต่จริงๆแล้วภายนอกของ Challenge
Stradale นั้นได้รับการปรับปรุงให้มี aerodynamic ที่ดีขึ้น ทางด้านหน้าของ
Challenge Stradale กันชนหน้าที่ถูกยืดให้ต่ำลงตรงส่วนของใต้ช่องดักลมที่เหมือนจมูกสองข้าง
(ดูดีๆจะเห็นเป็นสันชัดเจน) หน้ารถยาวขึ้นนิดเดียว(ย้ำว่า นี้ด้เดียวจริงๆ)
ผลที่ได้คือช่วยเพิ่ม load ในด้านหน้า และลดกระแสลมที่ผ่านเข้าไปใต้ท้องรถสู่ด้านหลัง

ทางด้านข้าง side skirt มีขนาดใหญ่ขึ้นดูจากด้านข้างหากเทียบกับ F360 จะเห็นเลยว่ามันหนาขึ้นกว่าModena
เยอะ รวมไปถึงช่องดักลมเข้าที่ล้อหลังที่ได้รับการปรับปรุง ผลที่ได้คือช่วยจัดระเบียบกระแสลมได้ดีขึ้น
และค่า drag ยังคงเท่ากับ Modena นอกจากนี้สิ่งที่แตกต่างไปก็คือกระจกมองข้างที่เปลี่ยนจาก
Modena กลายเป็นแบบ Carbon fiber แต่ยังปรับไฟฟ้าอยู่นะครับ ทรงเหมือนกับที่อยู่ใน
F360 GTC แล้วก็ล้อ mag ลายใหม่ของ BBS ผลิตด้วย magnesium forged ขนาดใหญ่19
นิ้วใหญ่สะใจ แต่เบากว่า mag ทั่วไป ภายในล้อเป็นจานเบรกแบบ Carbon Ceramic
ขนาด 380x34 mm ทางด้านหน้า พร้อมด้วย caliper ขนาด 6 pots ทำจากอะลูมิเนียม
ส่วนทางด้านหลังจานเบรกเป็นแบบ Carbon Ceramic เช่นกัน แต่มีขนาดเล็กกว่าคือ
350x34 พร้อมด้วย caliper ขนาด 4 pots ซึ่งเบรกชุดนี้เป็นทาง Ferrari ได้นำไปใส่ไว้ใน
F430 เช่นกันแต่ว่า เป็น option เสียตังค์เพิ่มเอาเอง โดยข้อดีของระบบเบรกชนิดนี้นอกจากเบาแล้ว
ก็คือมันมีประสิธิภาพในการหยุดดีกว่า Modena 15%

ส่วนกระจกตรงประตูหากคุณคิดว่ากระจกไฟฟ้ามันหนักไป สามารถสั่งให้เป็นพลาสติกพร้อมกับช่องเล็กๆแบบเลื่อนที่เหมือนกับอยู่ใน
Ferrari F40 ได้ แต่เท่าที่ผมได้ยินมาเค้าบอกกันว่าไอ้กระจกสไลด์เนี่ยชอบมีน้ำซึมเข้ามาเวลาฝนตกหนักๆ
(เออ น่าอายชะมัด รถราคา 20กว่าล้าน ช่วยทำให้ดีๆหน่อยได้ไหมครับ)
ทางด้านหลังของ Challenge Stradale นั้นจุดที่แตกต่างที่สุดก็คือ diffuser
ที่อยู่ใต้ท้องรถได้รับการปรับปรุงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทรงหรือขนาดของช่องลมทางด้านหลังล้วนถูกออกแบบใหม่หมด
ขนาดของครีบใต้ท้องใหญ่ขึ้นกว่า F360 ไม่ใช่แค่นิดเดียว แต่ครีบมันยาวลงมาอีกเยอะ
ท้ายรถกระดกสูงขึ้นกว่าของ F360 Modena โดยทั้งสองอย่างที่เปลี่ยนไปช่วยเพิ่ม
load ทางด้านท้ายให้สมดุลย์กับ load ที่เพิ่มขึ้นทางด้านหน้า กระจกปิดห้องเครื่องถูกลดน้ำหนักและตกแต่งไว้ด้วย
carbon fiber ไม่ว่าจะเป็นตรงกาบข้างของกระจกปิดห้องเครื่อง รวมไปถึงโครงด้านล่างด้วย
ส่วน Challenge Grill เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไม่ต้องไปเสียตังค์ใส่เพิ่มเหมือนกับใน
Modena พร้อมกับ logo Challenge Stradale สีโครเนียม แถมด้วยม้าตัวเล้กๆติดตรงฝาน้ำมันบ่งบอกความพิเศษว่าตูไม่ธรรมดานะ

โดย Ferrari เคลมว่าระบบ aerodynamic ที่ดีขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับช่วงล่างที่ต่ำลงและแข็งขึ้น
จะทำให้ Challenge Stradale มีแรงกดที่ท้ายมากกว่า Modena 50% โดยที่ความเร็ว
200 Challenge Stradale จะมีแรงกดที่ท้ายเพิ่มขึ้น 40 kg. แต่ค่า Cd. ยังคงเท่ากับ
Modena ที่ 0.335 เจ๋งไหม
ทั้งหมดที่ Ferrari ใส่เข้าไปทำให้ Challenge Stradale ดูดุขึ้นอีกโข ยิ่งคันนี้เป็นสีดำด้วยแล้วยิ่งดูดุเข้าไปใหญ่
ถึงขนาดที่นาย webmaster บอกว่าโคตรสวย และไม่สนใจ F360 ธรรมดาที่อยู่ใกล้ๆตัวอีกเลย
โดยคันนี้เดิมที่จะมี sticker ลายธงชาติ Italy พาดอยู่ตรงกลางจากหัวจรดท้าย
แต่ต่อมาทท่านเจ้าของแกะออก จะด้วยเหตุผลอันใดก็แล้วแต่ แต่ผมว่าไม่มีสวยกว่า
(เชื่อหรือไม่ว่า ไอ้ sticker อันนั้นถ้าจะสั่งใหม่ต้องเพิ่มตังค์อีกราวๆ
25,000 บาท) แม้ว่าส่วนตัวผมเองโดยปกติผมจะชอบ Ferrari สีแดง (ไม่ว่าจะรุ่นไหนๆก็เหอะ)
คิดอยู่เสมอว่า Ferrari ต้องสีแดง เห็น Challenge Stradale สีดำคันนี้ครั้งแรกยังคิดอยู่เลยว่าท่านเจ้าของคิดอะไร
แต่พอได้อยู่กับมันนานๆ เริ่มรู้สึกว่า Challenge Stradale สีดำมันดูดุดีแหะ
สงสัยเริ่มจะเบื่อไอ้พวกสีแดงๆที่บ้าน เพราะรถที่บ้านมีแต่สีแดงเต็มไปหมด
ห้องเครื่องของ F360 ที่ว่าสวยแล้ว เมื่อเจอกับของ Challenge Stradale รับรองว่าจืดสนิท
เพราะภายในห้องเครื่องของ Challenge Stradale นั้นทำจาก carbon-fiber แทนที่จะเป็นพลาสติกเหมือนกับใน
Modena กรองอากาศก็ถูกเปลี่ยนเป็นแบบที่ทำจาก carbon-fiber มาให้จากโรงงานเช่นกัน
ผลประโยชน์ที่ได้เห็นๆก็คือความเบา ส่วนความสวยเป็นผลพลอยได้ ไม่ต้องไปเสียตังค์ค่ากรอง
K&N อีกแสนกว่าบาทเหมือนกับท่านเจ้าของบางคน นอกจากนี้เครื่องยนต์ของ
Challenge Stradale ยังได้รับการปรับปรุงให้มีแรงม้ามากขึ้น ระบบไอเสียถูกเปลี่ยนใหม่ให้ระบายได้คล่องขึ้นและมีเสียงดุดันขึ้น
(สังเกตุที่ท่อไอเสียคราวนี้แวววับเชียวล่ะ) ทำให้มีแรงม้าทั้งหมด 425 bhp
เพิ่มขึ้นจากModena 25 แรงม้า ส่งผลให้สัดส่วนแรงม้าต่อลิตรสูงขึ้นเป็น118.5
bhp/litre ที่รอบเท่าเดิมคือ 8500 rpm ทำให้เครื่อง V8 ของ Challenge Stradale
รหัส F131 เป็นเครื่องที่มีแรงม้าต่อลิตรสูงที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยผลิตมา
แถมยังมากกว่า F430 ที่มีแค่ 116.67 bhp/litre ส่วนแรงบิดที่เป็นจุดด้อยของ
F360 ใน Challenge Stradale ก็ยังไม่ได้รับการปรับปรุงทำให้ Challenge Stradale
ยังคงมีแรงบิดกระจุ๋มกระจิ๋มแค่ 38 kg/m ที่ 4,750 rpm. โชคดีที่น้ำหนักน้อยลงเลยพอถูๆไถๆไปได้