Test Drive: Ferrari F360 Challenge Stradale
NOT your average 360!!



          แม้ว่า F360 จะตกรุ่นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยถูกแทนที่ด้วย F430 ที่แรงกว่า เจ๋งกว่า แต่จะสวยกว่ารึเปล่านี่ผมไม่แน่ใจ อันนี้แล้วแต่คนมอง (เพราะบางคนก็บอกว่าสวย บางคนก็บอกว่าไม่สวย) แต่ที่แน่ๆ Ferrari เครื่อง V8 ที่เจ๋งที่สุดในเมืองไทย และยังเจ๋งที่สุดในโลกตราบเท่าที่ F430 ยังไม่ส่งมอบ นั้นก็คือ F360 Challenge Stradale เชื่อหรือไม่ว่าเวลาที่ F360 Challenge Stradale ทำได้ในสนามทดสอบที่ Fiorano นั้นเร็วกว่า F360 ถึง 3.5 วินาที แถมยังเร็วกว่า F430 อยู่ 0.5 วินาที ดังนั้นหากเราจะมองข้ามมันไปก็กะไรอยู่ แถม F360 Challenge Stradale ในบ้านเรายังมีอยู่แค่ 6 คันเท่านั้น ฟังแล้วพอจะสนใจขึ้นมาบ้างรึยัง อย่าพึ่งเบื่อว่า F360 อีกแล้ว เพราะคราวนี้ผมจะพาไปรู้จักกับ F360 Challenge Stradale แบบถึงแก่นเลย รับรองว่าละเอียดกว่าบทความไหนๆแน่นอน

อย่าคิดว่ามันเหมือนกับ F360 นะครับ แม้ภายนอกดูเผินๆมันจะเหมือนกัน แต่เอาเข้าจริงๆมันต่างกันเยอะเหมือนกันนา ไม่ใช่แค่เอามาเปลี่ยนกันชนหน้าแล้วบอกว่าเป็นรุ่นใหม่เหมือนกับรถจ่ายกับข้างบ้านเรา จากความสวยของ F360 Modena ที่อยู่ระดับนางสาวไทยที่ใครๆเห็นก็ชอบ แต่ว่าความสวยกับหุ่นแบบนางสาวไทยนั้นอาจจะยังไม่สามารถสร้างความเสียวซ่านให้กับหนุ่มๆบางคนได้มากพอ Ferrari จึงได้จับเอา F360 ไปเข้าศัลยกรรมที่ยันฮี แล้วก็ส่งต่อไปเข้า course ลดน้ำหนักต่อที่ Bodyshape ผลที่ได้คือคราวนี้จากแค่นางสาวไทยเลยกลายเป็น Giselle ไม่ใช่แค่สวย แต่เป็น perfect combination ใครได้เห็นเป็นต้องอิจฉา ควงไปไหนรับรองว่าเด่นกว่าได้เดินจูงมือกับอั้ม พัชราภา กลางสยามซะอีก



ส่วนเจ้า F360 Challenge Stradale มันมีอะไรเปลี่ยนจาก F360 Modena บ้างเดี๋ยวจะไล่ให้ฟังเป็นข้อๆ อย่างแรกเลยที่เป็นจุดขายของ Challenge Stradale ก็คือเรื่องน้ำหนักที่น้อยกว่า Modena แม้ว่า Challenge Stradale จะใช้ Chassis ร่วมกับ F360 แต่ Ferrari ได้ทำการลดน้ำหนักลงโดยใช้อะลูมิเนียมมากขึ้น เนื่องจากอะลูมิเนียมมีน้ำหนักแค่ 1 ส่วน 3 ของเหล็ก นอกจากนี้ได้มีการนำไทเทนียมเข้ามาใช้โดยเปลี่ยนก้านสูบเป็นไทเทเนียม รวมถึงช่วงล่างบางส่วนก็ใช้ไทเทเนียม ไม่เว้นแม้กระทั่งน๊อตล้อ เพื่อความเบาสบายและทนทานไม่หวั่นแม้วันมามาก



วัสดุอย่าง carbon-fiber ถูกนำมาใช้ในโครงสร้างของรถไม่ใช่แค่เอาพลาสติกลาย carbon มาแปะไว้ที่ console เหมือนกับรถบางรุ่น โดยเป็นครั้งแรกที่ Ferrari นำ carbonfiber มาใช้เป็นส่วนประกอบของรถ production car เครื่อง V8 เพราะก่อนหน้านี้จะมีเฉพาะรถที่ผลิตแบบจำนวน limited เท่านั้นที่ใช้ technology นี้ ไม่ว่าจะเป็นประตู เบาะ full bucket seat หรือแม้กระทั้งกรองอากาศและห้องเครื่องล้วนทำจาก carbon-fiber ทั้งสิ้น นอกจากนี้ก็มีกระจกมองข้าง (ที่ผมว่าทรงไม่สวยเลย มันดูเหี่ยวๆเหมื่อนดอกไม้ใกล้ตายยังไงก็ไม่รู้) แต่ที่สำคัญที่สุดคือ floor-plan ของ Challenge Stradale ได้มีการนำ Multi Axle Carbon Fiber มาใช้เป็นส่วนประกอบด้วยเพื่อเพิ่มความทนทาน และเบากว่า floor-plan เดิมๆที่เป็นอะลูมิเนียมอยู่ถึง 50%



อีกส่วนที่สำคัญในการลดน้ำหนักก็คือระบบเบรก Challenge Stradale ได้ใช้จานเบรกแบบเดียวกับที่อยู่ใน Enzo นั้นก็คือ CCM (Carbon Ceramic Material) ซึ่งจานเบรกแบบนี้สามารถช่วยลดน้ำหนักจากจานเบรกแบบเดิมได้ถึง 16% ทั้งหมดที่ Ferrari ได้เปลี่ยนเข้าไป ทำให้น้ำหนักลดลง 110 kg. ซึ่งนับว่าเยอะมากๆสำหรับรถยนต์ที่เป็นเครื่อง NA โดย Challenge Stradale มีน้ำหนักไม่รวมคนขับตัวอ้วนอย่างผม อยู่แค่ 1180 kg. อยากจะบอกว่าเบาพอๆกับรถจ่ายกับข้าวขนาดกลาง เผลอๆ อาจจะเบากว่าบางคันด้วยซ้ำ เมื่อน้ำหนักน้อยลงแน่นอนว่าผลที่ตามมาก็คือความสนุก อัตราเร่งและความมันในการขับขี่ที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช ่แค่เรื่องรถน้ำหนักเท่านั้น ที่ Ferrari ได้ปรับปรุงใน Challenge Stradale แต่เรื่องของ aerodynamic ก็ได้รับการปรับปรุงด้วยเช่นกัน แม้ว่า Modena ธรรมดาจะมี aerodynamic ที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วก็ตาม เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าอะไรที่ปรับปรุงไปบ้าง


Exterior

หากดูเผินๆภายนอกของ Challenge Stradale นั้นแถบจะเหมือน Modena ยังกะแกะ หากไม่สังเกตุดีๆแถบจะไม่รู้ บางคนอาจจะคิดว่าแค่เปลี่ยนกระจกมองข้าง เปลี่ยนล้อ แล้วก็เปลี่ยนด้านหลังเป็น Challenge Grill ก็จบ แต่จริงๆแล้วภายนอกของ Challenge Stradale นั้นได้รับการปรับปรุงให้มี aerodynamic ที่ดีขึ้น ทางด้านหน้าของ Challenge Stradale กันชนหน้าที่ถูกยืดให้ต่ำลงตรงส่วนของใต้ช่องดักลมที่เหมือนจมูกสองข้าง (ดูดีๆจะเห็นเป็นสันชัดเจน) หน้ารถยาวขึ้นนิดเดียว(ย้ำว่า นี้ด้เดียวจริงๆ) ผลที่ได้คือช่วยเพิ่ม load ในด้านหน้า และลดกระแสลมที่ผ่านเข้าไปใต้ท้องรถสู่ด้านหลัง



ทางด้านข้าง side skirt มีขนาดใหญ่ขึ้นดูจากด้านข้างหากเทียบกับ F360 จะเห็นเลยว่ามันหนาขึ้นกว่าModena เยอะ รวมไปถึงช่องดักลมเข้าที่ล้อหลังที่ได้รับการปรับปรุง ผลที่ได้คือช่วยจัดระเบียบกระแสลมได้ดีขึ้น และค่า drag ยังคงเท่ากับ Modena นอกจากนี้สิ่งที่แตกต่างไปก็คือกระจกมองข้างที่เปลี่ยนจาก Modena กลายเป็นแบบ Carbon fiber แต่ยังปรับไฟฟ้าอยู่นะครับ ทรงเหมือนกับที่อยู่ใน F360 GTC แล้วก็ล้อ mag ลายใหม่ของ BBS ผลิตด้วย magnesium forged ขนาดใหญ่19 นิ้วใหญ่สะใจ แต่เบากว่า mag ทั่วไป ภายในล้อเป็นจานเบรกแบบ Carbon Ceramic ขนาด 380x34 mm ทางด้านหน้า พร้อมด้วย caliper ขนาด 6 pots ทำจากอะลูมิเนียม ส่วนทางด้านหลังจานเบรกเป็นแบบ Carbon Ceramic เช่นกัน แต่มีขนาดเล็กกว่าคือ 350x34 พร้อมด้วย caliper ขนาด 4 pots ซึ่งเบรกชุดนี้เป็นทาง Ferrari ได้นำไปใส่ไว้ใน F430 เช่นกันแต่ว่า เป็น option เสียตังค์เพิ่มเอาเอง โดยข้อดีของระบบเบรกชนิดนี้นอกจากเบาแล้ว ก็คือมันมีประสิธิภาพในการหยุดดีกว่า Modena 15%



ส่วนกระจกตรงประตูหากคุณคิดว่ากระจกไฟฟ้ามันหนักไป สามารถสั่งให้เป็นพลาสติกพร้อมกับช่องเล็กๆแบบเลื่อนที่เหมือนกับอยู่ใน Ferrari F40 ได้ แต่เท่าที่ผมได้ยินมาเค้าบอกกันว่าไอ้กระจกสไลด์เนี่ยชอบมีน้ำซึมเข้ามาเวลาฝนตกหนักๆ (เออ น่าอายชะมัด รถราคา 20กว่าล้าน ช่วยทำให้ดีๆหน่อยได้ไหมครับ)

ทางด้านหลังของ Challenge Stradale นั้นจุดที่แตกต่างที่สุดก็คือ diffuser ที่อยู่ใต้ท้องรถได้รับการปรับปรุงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทรงหรือขนาดของช่องลมทางด้านหลังล้วนถูกออกแบบใหม่หมด ขนาดของครีบใต้ท้องใหญ่ขึ้นกว่า F360 ไม่ใช่แค่นิดเดียว แต่ครีบมันยาวลงมาอีกเยอะ ท้ายรถกระดกสูงขึ้นกว่าของ F360 Modena โดยทั้งสองอย่างที่เปลี่ยนไปช่วยเพิ่ม load ทางด้านท้ายให้สมดุลย์กับ load ที่เพิ่มขึ้นทางด้านหน้า กระจกปิดห้องเครื่องถูกลดน้ำหนักและตกแต่งไว้ด้วย carbon fiber ไม่ว่าจะเป็นตรงกาบข้างของกระจกปิดห้องเครื่อง รวมไปถึงโครงด้านล่างด้วย ส่วน Challenge Grill เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไม่ต้องไปเสียตังค์ใส่เพิ่มเหมือนกับใน Modena พร้อมกับ logo Challenge Stradale สีโครเนียม แถมด้วยม้าตัวเล้กๆติดตรงฝาน้ำมันบ่งบอกความพิเศษว่าตูไม่ธรรมดานะ



โดย Ferrari เคลมว่าระบบ aerodynamic ที่ดีขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับช่วงล่างที่ต่ำลงและแข็งขึ้น จะทำให้ Challenge Stradale มีแรงกดที่ท้ายมากกว่า Modena 50% โดยที่ความเร็ว 200 Challenge Stradale จะมีแรงกดที่ท้ายเพิ่มขึ้น 40 kg. แต่ค่า Cd. ยังคงเท่ากับ Modena ที่ 0.335 เจ๋งไหม

ทั้งหมดที่ Ferrari ใส่เข้าไปทำให้ Challenge Stradale ดูดุขึ้นอีกโข ยิ่งคันนี้เป็นสีดำด้วยแล้วยิ่งดูดุเข้าไปใหญ่ ถึงขนาดที่นาย webmaster บอกว่าโคตรสวย และไม่สนใจ F360 ธรรมดาที่อยู่ใกล้ๆตัวอีกเลย โดยคันนี้เดิมที่จะมี sticker ลายธงชาติ Italy พาดอยู่ตรงกลางจากหัวจรดท้าย แต่ต่อมาทท่านเจ้าของแกะออก จะด้วยเหตุผลอันใดก็แล้วแต่ แต่ผมว่าไม่มีสวยกว่า (เชื่อหรือไม่ว่า ไอ้ sticker อันนั้นถ้าจะสั่งใหม่ต้องเพิ่มตังค์อีกราวๆ 25,000 บาท) แม้ว่าส่วนตัวผมเองโดยปกติผมจะชอบ Ferrari สีแดง (ไม่ว่าจะรุ่นไหนๆก็เหอะ) คิดอยู่เสมอว่า Ferrari ต้องสีแดง เห็น Challenge Stradale สีดำคันนี้ครั้งแรกยังคิดอยู่เลยว่าท่านเจ้าของคิดอะไร แต่พอได้อยู่กับมันนานๆ เริ่มรู้สึกว่า Challenge Stradale สีดำมันดูดุดีแหะ สงสัยเริ่มจะเบื่อไอ้พวกสีแดงๆที่บ้าน เพราะรถที่บ้านมีแต่สีแดงเต็มไปหมด


Engine, Transmission, Suspension

ห้องเครื่องของ F360 ที่ว่าสวยแล้ว เมื่อเจอกับของ Challenge Stradale รับรองว่าจืดสนิท เพราะภายในห้องเครื่องของ Challenge Stradale นั้นทำจาก carbon-fiber แทนที่จะเป็นพลาสติกเหมือนกับใน Modena กรองอากาศก็ถูกเปลี่ยนเป็นแบบที่ทำจาก carbon-fiber มาให้จากโรงงานเช่นกัน ผลประโยชน์ที่ได้เห็นๆก็คือความเบา ส่วนความสวยเป็นผลพลอยได้ ไม่ต้องไปเสียตังค์ค่ากรอง K&N อีกแสนกว่าบาทเหมือนกับท่านเจ้าของบางคน นอกจากนี้เครื่องยนต์ของ Challenge Stradale ยังได้รับการปรับปรุงให้มีแรงม้ามากขึ้น ระบบไอเสียถูกเปลี่ยนใหม่ให้ระบายได้คล่องขึ้นและมีเสียงดุดันขึ้น (สังเกตุที่ท่อไอเสียคราวนี้แวววับเชียวล่ะ) ทำให้มีแรงม้าทั้งหมด 425 bhp เพิ่มขึ้นจากModena 25 แรงม้า ส่งผลให้สัดส่วนแรงม้าต่อลิตรสูงขึ้นเป็น118.5 bhp/litre ที่รอบเท่าเดิมคือ 8500 rpm ทำให้เครื่อง V8 ของ Challenge Stradale รหัส F131 เป็นเครื่องที่มีแรงม้าต่อลิตรสูงที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยผลิตมา แถมยังมากกว่า F430 ที่มีแค่ 116.67 bhp/litre ส่วนแรงบิดที่เป็นจุดด้อยของ F360 ใน Challenge Stradale ก็ยังไม่ได้รับการปรับปรุงทำให้ Challenge Stradale ยังคงมีแรงบิดกระจุ๋มกระจิ๋มแค่ 38 kg/m ที่ 4,750 rpm. โชคดีที่น้ำหนักน้อยลงเลยพอถูๆไถๆไปได้

Engine Aluminium 90° V8
Cylinder Capacity 3,600 cc
Max. Power 425 bhp @ 8,500 rpm
Max. Torque 640 Nm (339 lb-ft) @ 4,750 rpm
Weight/Power Ratio 116.67 bhp/litre
Transmission MR
Gear Box 6-Speed Sequential
0-100 4.1 sec
0-400 12.1 sec
0-1000 - sec
100-0 - sec
Top Speed 299+ km/h
Length 4477 mm
Width 1922 mm
Height 1184 mm
Weight 1,180 kg

แน่นอนว่าเกียร์ของ Challenge Stradale เป็นแบบ 6 Speed Sequential ที่มี clutch แบบ electro-hydraulic เรียกว่า F1 Gearbox ซึ่งใน Challenge Stradale ได้ปรับปรุงเรื่องการตอบสนองของเกียร์ให้ดีขึ้น หลังจากที่ลูกค้าหลายคนบ่นว่า Gear F1 ที่อยู่ใน Modena มันตอบสนองไม่ไวและ smooth เท่าที่ควร โดยทาง Ferrari ได้รับการปรับปรุงเรื่องระบบ electronic ที่ควบคุมเกียร์ให้ทำงานได้แม่นยำมากขึ้น และฉับไวขึ้น โดยใช้เวลาในการเปลี่ยนเกียร์ต่ำกว่า 150 millisecond (เท่ากับที่อยู่ใน F430 แต่ของ F430 เป็นเกียร์ที่เรียกว่า Impulse Gearbox เพราะมีระบบ electronic differential) ส่วนจะเร็วขึ้นขนาดไหนเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังที่หลัง โดยการตอบสนองของเกียร์จะขึ้นอยู่กับ mode ที่เลือกสอง Mode คือ Sport กับ Race ซึ่งเดี๋ยวตอนหลังจะเล่าให้ฟังว่าทั้งสอง mode นี้มันทำอะไรได้บ้าง เดี๋ยวหมดมุข



อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าช่วงล่างของ Challenge Stradale นั้นได้รับการปรับปรุงให้เบาขึ้น โดยใช้วัสดุที่เป็นไทเทเนียม ช่วงล่างถูก set ให้แข็งขึ้นและต่ำลงกว่าตัว Modena อีก 15 mm นอกจากนี้ยางของ Challenge Stradale ยังเป็นยางที่มี compound เฉพาะที่ Pirelli ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษให้กับรถรุ่นนี้ โดยแรงม้าทั้งหมดถูกส่งผ่านยาง Pirelli P-Zero Corsa ขนาด 225/35 ZR19 ทางด้านหน้าและขนาด 285/35 ZR19 ทางด้านหลัง ซึ่งยางรุ่นนี้ทาง Pirelli โฆษณาว่าสามารถถ่ายทอดแรงบิดได้มากที่สุด และสามารถสร้างความสมดุลย์ให้กับทั้งสองแกนมากที่สุด โดยยางจะรักษาสภาพการเกาะถนนให้เหมาะสมที่สุด ตามสภาพอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป อันนี้จริงไม่จริงผมไม่รู้ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาวัด แต่ที่ชัวร์ๆโดยไม่ต้องวัดคือเวลาต้องเปลี่ยนยาง รับรองว่ากระเป๋าเบาชัวร์ๆ

ทั้งหมดที่Ferrari ปรับปรุงไปทำให้ Challenge Stradale วิ่งจาก0-100 ได้ใน 4.1 วินาที และใช้เวลาป่านหลัก quarter mile ได้ใน 12.1 วินาที ส่วน top speed ป้วนเปี้ยนแถวๆ 300 นิดๆ


Interior


ทั้งๆที่ภายในของ Modena ก็แถบจะไม่มีอุปกรร์อำนวยความสะดวกอะไรแล้ว แต่พอเป็น Challenge Stradale ที่ราคาแพงขึ้นอีกหลายล้าน ยิ่งไม่มีอะไรมากกว่าเดิม พูดง่ายๆก็คือแห้งแล้งสุดๆสำหรับตัว Low option จะไม่มีแม้กระทั่งวิทยุ ถ้าให้อากง อาม๋าจากแถวๆเยาวราชมาดูรับรองว่าต้องส่ายหัว เพราะภายในของ Challenge Stradale นั้นถูกออกแบบมาสำหรับคนที่รักในการขับรถเท่านั้น เริ่มจากประตูทั้งบานที่ทำจาก Carbon fiber เรียบและเนียนยิ่งกว่าผิวสาวๆแถวทองหล่อ มีแค่มือจับกับที่เปิดประตูเป็นแท่งอะลูมิเนียม นอกจากนั้นทั้งประตูเรียบหมดไม่มีแม้กระทั้งสวิทช์กระจกไฟฟ้า จะมีสิ่งแปลกปลอมอีกอย่างก้คือป้าย 1st Challenge Stradale (คันแรกในเมืองไทย) ส่วนพรมนั้นลืมไปได้เลย เพราะว่าไม่มีไม่ว่าจะเป็นตัวtop หรือไม่ก็เหอะ เพราะทาง Ferrari บอกว่าจะให้คุณชื่นชมความงามของ spot-welding ที่พื้นรถ หากจะมองโลกในแง่ดีก็คือคุณไม่ต้องดูดฝุ่นที่พรม เวลาเข้าคาแคร์ก็ประหยัดตังค์ค่าฟอกพรมไปได้อีกนิด



เบาะหนังแบบ Full Bucket Seat ทำจาก cabon fiber ทั้งตัว รับรองว่ากระชับสุดๆ เหมาะสำหรับซิ่ง โดยเจ้าของสามารถเลือกขนาดเบาะให้พอดีกับตัวเอง โดยคันนี้มาพร้อมกับ seat belt แบบ แบบสี่จุดเป็น option จ่ายตังค์เพิ่ม ถ้าเกิดเป็นตัว Low option จะเป็นแค่ belt 3 จุดแบบใน Modena นอกจากนี้ถ้าเจ้าของยังรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยพอ สามารถสั่ง roll bar ที่ทำจากอะลูมิเนียมเพิ่มก็ได้

Console หน้าถูกออกแบบใหม่ หุ้มด้วยหนัง Alcantara แบบ ทูโทน ตำแหน่งสวิทช์ต่างๆทางด้านขวามือฝั่งคนขับถูกสลับตำแหน่งใหม่ ไม่มีปุ่ม Sport Mode อีกต่อไป โดยตำแหน่งของ Sport Mode ถูกแทนที่ด้วยสวิทช์เปิดฝากระโปรงหน้า หน้าปัทม์ของ Challenge Stradale ยังคงเป็นทรงเดิมเหมือนกับในตัว Modena แต่ว่าฝาครอบถูกตกแต่งด้วย carbon-fiber แทนที่จะเป็นอะลูมิเนียม วัดรอบของ Challenge Stradale เป็นสีเหลือง ตามสไตล์ Ferrari รุ่นก่อนๆ ดูเด่นและชัดเจนดี ตรงกลางวัดรอบมีหน้าปัทม์บอกตำแหน่งเกียร์ แล้วก็ Display แสดงตำแหน่งต่างๆของตัวลด มี redline อยู่ที่ 8500 รอบเหมือนเดิม ส่วนทางขวามือเป็นความเร็วที่มีสูงสุดถึง 340 km/h แต่เอาจริงๆไปไม่ถึง มีไว้ขู่



พวงมาลัยยังเป็นแบบ 3 ก้านทรงเดียวกับ Modena สปอร์ตสวยดูดี ไม่ได้แก่นรกเหมือนกับพวงมาลัยสี่ก้านที่อยู่ใน F355 ตัวปีท้ายๆ ข้อแตกต่างระหว่างพวงมาลัยของ Challenge Stradale กับ Modena ก็คือใน Challenge Stradale จะเป็นแบบ two-tone ตามสีภายในห้องโดยสารตรงก้านถูกตกแต่งด้วยอะลูมิเนียม ตรงก้านเพื่อเพิ่มความสปอร์ต

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผมเกลียดมากก็คือตำแหน่งของแตรที่ถูกกย้ายขึ้นมาตรงตำแหน่งนิ้วโป่งแทนที่จะอยู่ตรงก้านเหมือนใน Modena ข้อดีคือคุณไม่ต้องขยับมือสักนิดจากตำแหน่งจับพวงมาลัยตอนซิ่งสามารถบีบแตรด่าพวกคนที่ขับรถกวนบาทาได้ แต่ข้อเสียคือนิ้วคุณจะเผลอไปโดนมันตอนเลี้ยวหรือถอยเสมอ ทั้งๆที่คุณไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งอาจจะสร้างความหมั่นไส้ให้กับเพื่อนร่วมถนนว่าบีบหาอะไรว่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะคนอิตาลีชอบใช้แตรด่ากันหรือเปล่าเลยเอาแตรมาไว้ตรงนี้ แต่ที่แน่ๆคือผมเผลอไปโดนมันหลายที ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจ ตั้งแต่เลี้ยวออกจากโชว์ room จนกระทั่งเข้าที่จอดรถแถวๆทองหล่อ ถอยจอดก็ยังเผลอไปโดน จนคนแถวนั้นต้องหันมามองว่าไอ้คนขับเป็นอะไรของมัน



ช่องแอร์ได้รับการออกแบบใหม่ จากที่ทรงกลมที่เป็นตะแกรงทรงเหลี่ยมๆกลายเป็นทรงกลมดาวห้าแฉก ตรง console กลางเป็นที่อยู่ของสวิทช์แอร์หน้าตาโง่ๆ ถ้าถ่ายแต่รูปแอร์ไปให้คนไม่รู้เรื่องรถดู แล้วให้ทายว่านี่สวิทช์ของอะไรรับรองว่าไม่พ้นรถจ่ายกับข้างคันละไม่กี่บาท ถ้าเกิดคุณสั่งแค่ตัว low option console จะหมดแค่นั้นแหละครับ ถามว่าวิทยุไปไหน ตอบได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าไม่มี แต่ถ้าจะเสียตังค์เพิ่มเพื่อเพิ่มน้ำหนักก็ได้ เหมือนกับคันนี้

ถัดจาก console กลางลงมา console เกียร์ทำจาก carbon-fiber ทั้งชิ้นรวมถึงเป็นที่อยู่ของปุ่ม Start ด้วยโดยใน Challenge Stradale จะไม่มีคันเกียร์อีกต่อไป แต่เกียร์ถอยจะเป็นปุ่มให้กดแทน นอกจากนั้นก็เป็นปุ่ม RACE ที่จะปรับการตอบสนองของเกียร์ให้เร็วขึ้น ลดการทำงานของ Traction control ลงแล้วก็ปรับช่วงล่างหม้แข็งขึ้นแล้วก็หนึบขึ้น (จะทำให้รถดิบกว่า Sport Mode ที่อยู่ใน Modena ถัดลงมาเป็นปุ่มปิดการทำงานของ Traction Control ( ASR off) และที่เจ๋งถูกใจผมที่สุดก็คือปุ่ม Launch Control เหมือนกับที่อยู่ใน Formula 1 ซึ่งจะหารอบเครื่องและแรงบิดที่เหมาะสมในการออกตัวให้โดยอัตโนมัติ เจ๋งสุดๆยิ่งกว่าเห็น Paula ใส่ Bikini ซะอีก สวิทช์ที่เปิดกระจกแล้วก็ปรับกระจกมองข้างก็อยู่ตรง console เกียร์ใกล้ๆกับเบรกมือ (แต่ถ้าเป็นใน Modena จะอยู่ตรง console กลางข้างๆวิทยุครับ)



อีกอย่างที่ยังคงความกิ๊กก๊อกไม่สมราคาไว้ได้อย่างครบถ้วนจาก F360 Modena และถ่ายถอดมาสู่ Challenge Stradale นั้นก็คือ นาฬิกาซึ่งไม่ว่าจะพยายามดูยังไงในความคิดผมมันก็ดูเหมือนกับนาฬิกา Digital ถูกๆแถวๆคลองถมบ้านเราเรือนละ 199 ไม่สมราคานาฬิกาของรถคันละ 20 ล้านอยู่ดี

ทางฝั่งคนนั่งข้างถ้าเป็นตัว full option เหมือนกับคันนี้จะถังดับเพลิงมาให้ด้วย เผื่อเหตุฉุกเฉิน ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา จะมีท่านเจ้าของคนไหนมานั่งดับไฟบ้าง เพราะถ้าจะให้สาวๆที่นั่งฝั่งตรงข้ามช่วยดับให้ก็คงไม่ได้ สรุปว่ามีเอาไว้เท่ห์กับเพื่อความอุ่นใจละกัน เพราะถ้าจะให้สาวๆช่วยดับให้ก็คงหมดสิทธ์ เพราะกว่าเจ้าหล่อนจะปลดถังดับเพลิงออกมาได้สงสัยรถคงไหม้หมดแล้ว



ส่วนทางด้านหลังเบาะของ Challenge Stradale จะมีที่อยู่นิดหน่อยพอจะให้วางกระเป๋าเอกสารได้ แต่เท่าที่ผมรู้ เจ้าของ Challenge Stradale ทั้ง 6 คันในเมืองไทย ไม่มีใครสักคนที่เอา Challenge Stradale ใส่กระเป๋าเอกสารไปทำงาน ส่วนใหญ่จะเอาไว้ซิ่งวันเสาร์อาทิตย์ซะมากกว่า เอาละหลังจากที่เดินดูรอบคันก็ได้เวลาเอาเจ้า Challenge Stradale ออกไปซิ่งซะที


Testdrive

ผมหยิบกุญแจของ Challenge Stradale ขึ้นมา กุญแจของ Ferrari ไม่ได้เป็นระบบกุญแจไฟฟ้าเหมือนกับที่รถสมัยใหม่ใช้กัน มันยังคงเป็นกุญแจหน้าตาธรรมดาเหมือนกับเมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่มีผิด เพียงแต่ดอกกุญแจของ Challenge Stradale ถูกเปลี่ยนให้เป็นสีแดงเหมือนกับของ Enzo (ถ้าเป็นของ F360 Modena จะเป็นอะลูมิเนียมสีบรอนซ์) ขึ้นไปนั่งในเบาะ bucket seat คาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย พร้อมทั้งดึงแป้นเกียร์ทั้งสองฝั่งพร้อมกันเพื่อ check ว่ารถอยู่ในเกียร์ว่าง บิดกุญแจและกดปุ่ม Start สีแดงที่อยู่ตรง console กลาง หลังจากนั้นประมาณวินาทีเศษๆ เสียงที่ผมได้ยินก็คือเสียงของเครื่อง V8 ที่เพราะที่สุดในโลก เสียงเครื่องของ Challenge Stradale ถ้าให้เทียบกับเสียงของ Modena จะมีความรู้สึกว่ามันดังกว่า อย่างชัดเจน แต่ถ้าจะเทียบกับเสียงรอบเดินเบาของ Modena ที่เปลี่ยนเป็นท่อ Tubi แล้วเสียงของ Challenge Stradale ยังไม่ดังและทรงพลังถึงขนาดนั้น



หลังจากที่start ได้สัก 2 นาที ผมก็ดึงแป้นเกียร์ทางด้านขวาไฟบอกตำแหน่งเกียร์เปลี่ยนจากอักษร N เป็นเลข 1 แต่คันเร่งเพียงนิดหน่อยรถก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ผมตัดสินใจว่าจะลองเอาเจ้า Challenge Stradale ไปวิ่งในเมืองก่อนเพื่อหาความแตกต่างระหว่าง F360 Modena ว่ามันต่างกันมากไหมกับการใช้งานในเมือง สิ่งแรกที่ผมค้นพบเลยก็คือความแข็งของช่วงล่าง มันแข็งกว่าของ Modena พอสมควร ใครว่าช่วงล่าง Modena แข็งแล้วมาเจอของ Challenge Stradale รับรองว่าจะเปลี่ยนใจ จะเพราะว่าช่วงล่างที่ถูก set ให้แข็งขึ้นเพื่อรับการขับขี่แบบ racing มากขึ้นหรือจะเป็นเพราะยางแก้มเตี้ยก็แล้วแต่ ยิ่งเจอถนนที่เรียบเหมือนกระจก (แตกๆ) บ้านเรายิ่งไม่ต้องพูดเลย ขับไปหัวสั่นคลอนไป ถ้าเอาผู้หญิงท้องมานั่งรับรองว่าคลอดก่อนกำหนด นี่ขนาดยังไม่ได้อยู่ใน race mode นะเนี่ย



เนื่องจาก Challenge Stradale ไม่มีวัสดุดูดซับเสียง(ขนาดพรมยังไม่มีเลย) ดังนั้นเรื่องเสียงรบกวนที่เข้ามาในรถไม่ต้องห่วง ดังยิ่งกว่าอยู่บนรถเมล์ไม่ปรับอากาศซะอีก ดังนั้นผมเลยไม่ค่อยแปลกใจว่าทำไมตัว low option ถึงไม่มีวิทยุ เพราะติดมาก็ไม่ค่อยได้ยินอะไรไหนจะเสียงรถเมล์ เสียงมอเตอร์ไซค์ เสียงยาง เสียงแบะๆ ที่สำคัญเสียงเครื่องมันดังกลบเสียงวิทยุหมด ถ้าจะเปิดให้ได้ยินก็ต้องเปิดดังๆ คราวนี้ก็คุยกับคนข้างๆไม่รู้เรื่องอีก สรุปมีกับไม่มีวิทยุไม่ค่อยจะแตกต่างกันเท่าไร อย่างไรก็ดีจุดขายของ Ferrari ก็คือต้องการให้คุณฟังเสียงเครื่องยนต์อยู่แล้ว และขอดีของการไม่มีวัสดุดูดซับเสียงก็คือคราวนี้คุณจะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ชัดเจนเต็มสองรูหูมากขึ้น ใครที่ชอบได้ยินเสียงเครื่องยนต์คงถูกใจ (ผมคนหนึ่งแหละ)



ทางด้านการตอบสนองของเกียร์นั้น Challenge Stradale จะตอบสนองเร็วกว่า Modena อาการเปลี่ยนเกียร์แล้วหัวผงก ไม่มีให้เห็นเท่ากับในตัวปีแรกๆแล้ว กดปุ๊บเปลี่ยนปั้บ แต่เรื่องความ smooth ก็ยังสู้เกียร์ Auto ไม่ได้อยู่ดี น้ำหนักของแป้นเบรกในตัว Challenge Stradale จะมีความรู้สึกว่ามันแน่นๆกว่าของ Modena นอกจากนั้น Challenge Stradale แถบจะเหมือนกับ Modena หมด คันเร่งนั้นเหมือนเดิมคือเบาโหยง แตะนิดเดียวก็ไปแล้วเพราะเป็นแบบ drive by wire ตามสมัยนิยม พวงมาลัยที่เบาหวิว ไม่ส่งอาการให้รับรู้เท่าไร ส่วนทางด้านช่องแอร์ผมลองดูแล้วมันก็ไม่ค่อยแตกต่างจาก Modena เท่าไร



ทางด้านมุมมองของ Challenge Stradale ถ้าให้พูดถึงการใช้งานในเมือง พูดตรงๆผมว่ามันดีไม่เท่ากับ Modena เนื่องมาจากเบาะนั่งที่ต่ำลง ท้ายรถที่สูงขึ้น รวมไปถึงกระจกมองข้างที่มีขนาดเล็กลง สามอย่างนี้ทำให้ขับลำบากมากขึ้น ต้องใช้เวลาสักพัก แต่ก็ยังไม่แย่ถึงขนาดLamborghiniที่มองอะไรไม่เคยเห็นสักอย่าง ข้อเสียอย่างที่สองก็คือ Diffuser ใต้ท้องรถทางด้านหลังที่ครีบมีขนาดใหญ่ขึ้นยิ่งทำให้เวลาเจอลูกระนาดทีไรน้ำตาแถบไหล เพราะกลัวว่ามันจะครูด ยิ่งบ้านเราชอบขยันสร้างลูกระนาดอันใหญ่เท่ากำแพงเมืองจีน จะขับ Challenge Stradale ไปไหนทีต้องนั่งนึกว่าทางที่ไปมันมีลูกระนาดหรือเปล่าเพราะสงสารรถ ส่วนข้อเสียอีกประการที่ผมบ่นไปก่อนหน้านี่ก็คือไอ้เรื่องแตรรถยนต์นี่แหละ รีบๆเลี้ยวทีไรโดนทุกที



ถามว่ามันเหมาะที่จะเอามาใช้งานในเมืองทุกวันหรือเปล่า ผมบอกได้เต็มปากเต็มคำเลยครับว่า ไม่เหมาะ ยกเว้นว่าคุณจะใจรักจริงๆนั้นแหละ ถ้าจะเอาขับทุกๆวันผมแนะนำ Modena มากกว่า แต่ถ้าจะซื้อมาไว้ซิ่งวันเสาร์อาทิตย์ละก็ Challenge Stradale กินขาด เพราะอะไรเดี๋ยวจะบอก

ข้อดีที่ชัดที่สุดหลังจากที่ผมลองขับอยู่ในเมืองหลายครั้งก็คือ เรื่องความหล่อแค่ชื่อ Ferrari ก็ทำให้สาวๆหวั่นไหวแล้ว ขับไปไหนใครๆก็มอง มันเด่นกว่าขับ Porsche เยอะ (ต่อให้เอา GT2 เลยก็เหอะ) แม้ว่าคันนี้จะเป็นสีดำ ไม่สะดุดตาเท่าสีอื่นๆแต่ด้วยเสียงเครื่องยนต์ บวกกับรูปทรงที่ประหลาดๆ มองแล้วเหมือนยานอวกาศมากกว่ารถ ทำให้ Challenge Stradale เป็นจุดเด่นบนท้องถนนมากถึงมากที่สุด ถ้าเป็นไปได้และไม่เสียดายรถยากจะพามันเข้าไปวิ่งวนเล่นใน Siam Square สักรอบคงมีความสุขพิลึก เพราะขนาดเอาไปวนเล่นแถวทองหล่อตอนกลางคืนสาวๆยังส่งสายตาหวานเยิ้มมาเชียว หารู้ไม่ว่ามันไม่ใช่รถผม



หลังจากที่ผมลองเอา Challenge Stradale ไปขับวนเล่นในเมืองอยู่หลายทีแต่ไม่มี่โอกาศลอง performance อย่างจริงๆจังเพราะว่าโอกาศไม่เอื้ออำนวย ต้องขับลอยไปลอยมาอยู่นาน จนในที่สุดผมตัดสินใจนัดตากล้องกล้าตาย ว่าจะเอามันตอนตีสี่ตีห้าวันอาทิตย์นี่แหละ ถนนจะได้โล่งโปร่งเบาสบายเหมือนผ้าอนามัยแผ่นบาง ไม่มีภูตผีปีศาจตนได้มารบกวน ในครั้งแรกผมตัดสินใจลองใน Sport mode (ซึ่งก็คือ mode ธรรมดาของ Challenge Stradale นี่แหละ) พอทุกๆอย่างพร้อมผมตัดสินใจกดคันเร่งลงไปจนหมด ระบบ Traction Control ทำงานทันทีไม่มีอาการฟรีของล้อให้รู้สึก รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกของผมมันแรงกว่า Modena อยู่นิดนึง เสียงเครื่อง V8 คำรามอยู่ข้างหลังและเปลี่ยนกลายเป็นเสียงแผดร้องแหบแห้งเมื่อรอบเครื่องถึง 5000 rpm เมื่อ ระบบวาล์วแปรผันทำงาน นับว่าเป็นเสียงเครื่องยนต์ V8 Standard จากโรงงานที่แผดร้องได้สะใจผมที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา เชื่อหรือไม่ว่า Challenge Stradale ไม่ผ่านกฏหมายทางด้านมลภาวะเสียงในหลายประเทศ และถึงกับมีกฏหมายห้ามนำ Challenge Stradale ไปวิ่งในบางส่วนของเมืองทีเดียว (เช่นบางแห่งในอังกฤษ)



ในเวลาเพียงชั่วอึดใจเข็มชี้ไปที่ 8200 rpm ผมตัดสินใจดึงแป้นเกียร์ทางด้านขวาเพื่อ shift up อาการสะอึกมีน้อยกว่า Modena อย่างเห็นได้ชัด การตอบสนองของเกียร์ในตัว Challenge Stradale นั้นฉับไวกว่าที่ Modena ใช้ Sport Mode ซะอีก

Challenge Stradale พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถระดับเท่าเด็กหัดขับ ผมสามารถพา Challenge Stradale พุ่งทะลุหลัก 0-100 ได้ในเวลา 4 วินาทีเศษๆ ในกรณีที่ยังไม่ได้ใช้ Race Mode เข็มความเร็วกวาดขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงเครื่องยนต์แผดร้องอยู่เต็มสองรูหู ยิ่งคันนี้ไม่มีวัสดุดูดซับเสียงยิ่งทำให้ได้ยินเสียงต่างๆเข้ามาในตัวรถเต็มไปหมด เผลอแป็บเดียว Challenge Stradale ก็พุ่งทะลุหลัก 200 km/h โค้งซ้ายกว้างอยู่ข้างหน้าผมตัดสินใจแตะเบรกลดความเร็วเพื่อเข้าโค้ง ระบบเบรกของ Challenge Stradale ที่เป็น carbon ceramic แสดงความแตกต่างออกมาให้เห็นได้ชัดเจน ความเร็วลดลงอยางรวดเร็ว ยิ่งกว่าเอาช้างมาลากซะอีก และทำให้คุณสามารถเบรกได้ลึกขึ้น แตะเกียร์ทางด้านซ้ายลง ระบบ on board จะหารอบเครื่องที่เหมาะสมให้ เหมือนกับที่นักแข่งมืออาชีพทำ heel&toe ใครไม่รู้ว่า Ferrari ระบบนี้คงต้องคิดว่าผมทำ perfect shift down ได้ด้วย



ด้วยเบาะแบบ bucket seat กับ belt สี่จุดที่โคตรกระชับยิ่งกว่าโดนสาวๆกอด ทำให้คุณสามารถเอาเจ้า Challenge Stradale โยนเข้าไปในโค้งได้อย่างมั่นใจ รถมีอาการ understeer บางๆ เพราะมันบางมากจนแถบจะเป็นกลางซะมากกว่า ช่วงล่างที่ถูก set มาให้แข็งขึ้นยิ่งทำให้ Challenge Stradale เกาะยังกะจิ้งจกบนเพดาน จากโค้งซ้ายต่อด้วยโค้งขวา ด้วยความที่รถมันเกาะมากทำให้ผมสามารถเดินคันเร่งเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ อย่างไรก็ดีแม้ว่าการตอบสนองในโค้งของรถจะดีกว่า Modena แต่ Challenge Stradale ในsport mode ก็ไม่ได้ดิบเหมือนกับ GT2 ซึ่งทำให้ไม่ต้องแสดงฝีมือสักเท่าไร ดังนั้นถ้าเกิดอยากจะโชว์ฝีมือ และสนุกในการคุมรถแบบสุดๆ ผมแนะนำให้กดปุ่ม Race แล้วตามด้วย ASR Off คราวนี้รับรองว่าคุณจะได้พบกับสิ่งที่คุณหาไม่ได้ใน Modena เพราะเมื่อคุณกดปุ่ม Race on board computer จะปรับให้ช่วงล่างรถแข็งขึ้น หนึบขึ้น อัตราการตอบสนองของเกียร์ทีไวขึ้น และลดการทำงานของ Traction Control ลง เหมาะแก่การขับแบบโหดๆเพื่อเค้น performance ของรถให้ถึงที่สุด ส่วนปุ่ม ASR Off นั้นก็หมายความตรงตัวอยู่แล้วคือปิด Traction Control ซะ คราวนี้คนที่ควบคุมรถมีเพียงคนเดียวก็คือคุณ



เมื่อคุณกดปุ่ม Launch Control ระบบ computer จะหารอบเครื่องที่เหมาะสมในการออกตัวเหมือนกับที่อยู่ใน Formula1 เปี้ยบ หลังจากนั้นรถจะพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว อัตราการตอบสนองของเกียร์ดีขึ้นมาก กดปุ๊บเปลี่ยบปั๊บเร็วยิ่งกว่ากดเปลี่ยนช่องด้วย Remote control ซะอีก อัตราเร่งใน Race mode พร้อมด้วยระบบ Launch Control ช่วยให้ผมทำ 0-100 ได้ในเวลาต่ำกว่า 4.3 วินาที ดีขึ้นกว่าตอนที่อยู่ใน Sport Mode ที่อยู่แถวๆ 4.5 เรียกว่าเฉือนกันนิดเดียวหลังจากที่ลองจับอยู่หลายรอบ โดยความเร็วสูงสุดเท่าที่ทำได้คือ 290 kph ตัวรถไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้น ยังคงนิ่งสนิทสนมกับพื้นโลก (ต้องยกความดีความชอบให้กับ aerodynamicชุดใหม่ที่ใส่เข้ามา) แถมรถยังไปได้อีกถ้าถนนเอื้ออำนวย ที่ความเร็วระดับนั้นสิ่งที่ผมได้ยินก็คือเสียงเครื่อง V8 ที่ทำงานอยู่ที่ 7000 rpm มันแผดร้องแหบแห้ง เสียงดูดอากาศ เสียงสายพาน ทุกๆอย่าง รวมกับเสียงยางและเสียงลม ทุกอย่างมันลงตัวไปหมด สำหรับคนที่ชอบเสียงเครื่องยนต์แล้วนี่คือสวรรค์ดีๆนี่เอง



ในความรู้สึกผมจุดที่เด่นที่สุดไม่ใช่อัตราเร่ง แต่เป็นการตอบสนองในโค้ง เพราะเมื่อคุณอยู่ใน Race mode คุณจะรู้สึกเลยว่า Challenge Stradale มันผยศขึ้นมาก ในโค้งรถมีอาการท้ายกวาดออกเสมอ (oversteer) เมื่อเข้าโค้งแรงๆ แต่ว่ามันไม่ได้ oversteer จนน่ากลัวหากคุณยังขับอยู่ใน limit Challenge Stradale จะสามารถแก้อาการ oversteer ได้ไม่ยาก ง่ายกว่า GT2 ด้วยซ้ำ รถสามารถจิกหน้าเข้าไปในโค้งได้อย่างรวดเร็ว เมื่อรวมกับช่วงล่างที่ถูกปรับให้แข็งขึ้นกว่าเดิม กระแทกกระทั้นมันก้นและสามารถรับรู้ทุกความรู้สึกจากพื้นสู่ตัวรถและคนขับ บวกกับไม่มี Traction Control ทำให้ท้ายรถกวาดออกนิดๆช่วยให้คุณสามารถเดินคันเร่งออกจากโค้งได้เร็วขึ้น พวงมาลัยแม้จะเบาแต่ก็ยังคงแม่นยำ แม้ว่าบางคนอาจจะบอกว่ามันไม่ค่อยบอกอาการเท่าไร แต่สำหรับผมแค่นี้ก็เยี่ยมแล้ว แถมภายในห้องโดยสารของ Challenge Stradale ยิ่งดิบๆอยู่แล้วยิ่งทำให้คุณรู้สึกเหมือนกับคุณกำลังขับ Formula1 กระตุ้นให้คุณยิ่งอยากที่จะเหยียบคันเร่งมากขึ้น มากขึ้น เบรกให้ลึกขึ้น และเดินคันเร่งออกจากโค้งทุกโค้งให้เร็วขึ้น



แต่ถ้าเกิดคุณ over confidence มากไป Challenge Stradale ก็สามารถที่จะผยศมากจนคุณเอามันไม่อยู่ อย่าลืมว่า Ferrari ก็คือ Ferrari ยิ่งเป็นรถเครื่องวางกลางด้วยแล้วหากท้ายกวาดออกมากเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือหมุน ซึ่งนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด ดังนั้นทุกครั้งที่ผมขับ Challenge Stradale ผมต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าสนุกจนลืมตัวและมั่นใจในตัวเองมากไป


สรุป

F360 Challenge Stradale เป็น Ferrari ที่ตอบสนองดีที่สุดเท่าที่ผมเคยขับมา มันสามารถตอบโจทย์ทุกๆอย่างของคนที่ต้องการรถที่ใกล้เคียงกับรถแข่งในสนามมากที่สุด อัตราเร่งที่อยู่ในระดับยอดเยี่ยม top speed ที่ทะลุ 300 km/h เบรกที่ไม่มีอาการ fade แม้จะใช้งานหนักขนาดไหน การตอบสนองในโค้งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเมื่อทำงานรวมกับเกียร์ F1 ที่ตอบสนองเร็วขึ้น ภายในห้องโดยสารที่ใกล้เคียงรถแข่งมากถึงมากที่สุด เบาะ full bucket seat ที่สุดกระชับ แม้จะไม่ค่อยเหมาะที่จะใช้งานในเมือง แต่ถ้าจะเอาไว้ซิ่งนี่แหละใช่เลย

หากคุณกำลังหารถที่ขับสนุก balance ดีๆ เสียงเครื่องยนต์เพราะมากถึงมากที่สุด ไม่สนใจเรื่องความสะดวกสบาย Challenge Stradale คือคำตอบของคุณ แต่ถ้าคุณต้องการถที่ขับได้ทุกวัน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ช่วงล่างนิ่มนวล การเก็บเสียงดีๆ ผมแนะนำให้มองข้าม Challenge Stradale ไปซะ เพราะมันไม่มีแม้กระทั่งอย่างเดียวที่คุณหา ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่างที่แข็งโป๊ก เสียงที่ดังเกินไปที่จะนำมาขับทุกวัน เบาะที่หาความสบายไม่เจอ รวมถึงเข็มขัดนิรภัยที่อึดอัดสุดๆ แถมราคาที่แพงกว่า F360 modena อยู่อีกหลายล้านบาท ถ้าใจไม่รักจริงคงไม่ซื้อ



เรื่องศูนย์บริการไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเพราะว่า Dealer อย่าง Ferma ได้นำเข้าเครื่องมือรุ่นใหม่สำหรับตรวจ check รุ่นใหม่ๆของ Ferrari เข้ามาโดยเฉพาะ แถม Ferrari รุ่นหลังยังได้ยืดการ service ออกไปอีกปัญหาเรื่องความร้อน หรือปัญหาจุกๆจิกๆปัจจุบันไม่มีแล้วขับได้สบายใจหายห่วง แต่ถ้าไม่ขับนี่สิมันจะพังเอา

ความคุ้มค่าอย่ามาถามเลยครับ หาไม่เจอยิ่งกว่าผู้หญิงซื้อแหวนเพชรซะอีก จะไปเจอได้อย่างไรละครับ รถราคา 20 กว่าล้าน ที่ไม่มีแม้กระทั่งวิทยุ (หากไม่จ่ายตังค์เพิ่ม) หรือกระทั่งพรมปูพื้น ดังนั้นอย่าถามหาความคุ้มค่า แต่อย่างแรกเลยคือต้องถามตัวเองว่าคุณต้องการรถประเภทไหน เพราะราคาระดับนี้มีตัวเลือกให้เลือกเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น Gallardo, Porsche GT2 หรือแม้กระทั่งตัวที่ถูกว่าอย่าง F360 Spider หรือ Porsche GT3 และ Turbo



สำหรับใครที่สนใจ Challenge Stradale คงต้องรีบติดต่อไปที่ dealer เพราะว่า F360 ได้เลิกผลิตไปแล้วดังนั้น Challenge Stradale ก็น่าจะเลิกผลิตเร็วๆนี้ (ตอนที่ผมพิมพ์อยู่นี่ไม่แน่ใจว่าสรุปแล้วเลิกผลิตหรือยัง) แต่ถ้าเกิดคุณไม่ mind ที่จะใช้รถ used ละก็ ตอนนี้มี Challenge Stradale คันหนึ่งจาก 6 คันในไทย ที่เจ้าของกำลังปล่อยออกมาใช้ไปไม่ถึง 5000 km. ไม่ใช่รถมีปัญหา แต่เป็นเหตุผลส่วนตัว แถมรถคันนี้ยังเป็นรถที่ออกจาก Ferma ดังนั้นจึงยังมี warranty อยู่ ข้อดีคือคุณสามารถเซฟเงินไปได้อีกหลายล้านบาท ของอย่างนี้ผมเรียกว่าสมบัติผลัดกันชนครับ

ขอขอบคุณ คุณ Ronnie Mercado (General Manager) Lamborghini Bangkok ที่อำนวยความสะดวกในการทำบทความ สนใจเป็นเจ้าของ Ferrari 360 Challenge Stradale หรือ supercars รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Lamborghini, Ferrari ติดต่อ 02-287-2317-20 ได้เลยครับ


Article By Narun Lee






Acceleration
0-100 เหลืออยู่แค่ 4 วินาที ลองมองว่ามันมาจากเครื่อง NA ขนาด 3600 cc ไม่มีระบบอัดอากาศ ไม่เรียกว่าเยี่ยมแล้วจะให้เรียกว่าอะไร
10
Top Speed
ไม่ได้หนีจาก Modena เท่าไร ป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 300 แต่แค่นี้ก้เจ๋งแล้วล่ะ เพราะว่าเแถบจะไม่มีถนนให้ขับแล้ว
9.5
Handling
ดีที่สุดเท่าที่เคยขับมาของ Ferrari เกาะโคตรๆ ตุ๊กแกเรียกพี่ จิ้งจกเรียกพ่อ ช่วงล่างถูก set มาได้เยี่ยมยอดเหมาะแก่การซิ่งเป็นที่สุด
10
Brake
ยอดเยี่ยมในระดับที่ว่าเอาไปวิ่งแข่งในสนามก็ไม่มีปัญหา Ferrari เคลมว่าเบรกชุดนี้สามารถวิ่งใน circuit ที่ Fiorano ได้มากกว่า 10 รอบโดยไม่มีแม้แต่อาการ fade แค่นี้แล้วจะเอาอะไรอีก
10
Looks
F360 Modena ก็สวยระดับ Paula แล้ว ยิ่งเป็น Challenge Stradale แล้วไม่ต้องพูดเลยเอา Paula มาแลกก็ไม่ยอม ขับไปไหนคนก็มอง สาวๆงี้มองตาเป็นมันเชียวยิ่งมี 6 คันในเมืองไทยยิ่งทำให้ดู Challenge Stradale ดูโดดเด่นมากกว่า Modena เข้าไปใหญ่
10
Comfort
ถ้า F360 Modena คือเตียงหนา 6 นิ้วของ Slumberland แล้วละก็ Challenge Stradale ก็คือฟูกไส้ทำจากกากมะพร้าว ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่างที่แข็งสุดๆ เสียงที่ดังเกินกว่าจะใช้งานเนื่องจากไม่มีวัสดุดูดซับเสียง เบาะ full bucket seat ที่หาความสบายไม่เจอ ถ้าคุณจะหาความสบายละก็ไปหาจากที่อื่นเถอะ
4
Daily Usage
ช่วงล่างที่แข็งระดับรถแข่ง มุมมองที่แย่กว่าเดิม แถมด้วยเบาะที่หากนั่งนานๆรับรองว่าปวดหลัง และต้องอึดอัด diffuser หลังที่เตี้ยมากถึงมากที่สุด ขับไปไหนก็ครูด ถ้าจะใช้ทุกวันคุณต้องใจรักมากๆเลยละครับ แนะนำว่าถ้าจะใช้ทุกวัน ควรไปซื้อ F360 Modena จะดีกว่า
6
Value
ถ้ามองเรื่องความคุ้มค่า ยังไงก็หาไม่เจอรถราคา 20 กว่าล้านแต่ไม่มีแม้กระทั่งพรมและวิทยุเนี่ยนะ
?


More Pictures