First Impression: Ferrari F430
We unleashed all the details...


Image Copyright - Ferrari


          Ferrari F430 คือรถที่สร้างความตื่นเต้น และความฮือฮาได้มากที่สุดในปี 2004 แน่นอนว่าเราเคยนำเสนอภาพและรายละเอียดโดยคร่าวๆของรถคันนี้ไปตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม (ตั้งแต่รถยังไม่มีการเปิดตัวแก่สายตาชาวโลก) จนกระทั่งรถเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Paris Motor Show ช่วงเดือนกันยายน และเริ่มมีรถให้สื่อมวลชนทดลองขับกัน (ถึงแม้จะยังมีแต่พวงมาลัยซ้ายก็เหอะ) ดังนั้นเราจะนำเอารถคันนี้มาพูดถึงกันอีกครั้ง อย่าพึ่งเบื่อว่าเราจะเอาของเก่ามาขาย เพราะนี่คือบทความที่จะทำให้คุณรู้จัก F430 มากที่สุดในเมืองไทย รู้ว่ามันแรงขนาดไหน มีอะไรดีกว่า F360 ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เคลมจากโรงงานเหมือนหนังสือที่คุณๆอ่านๆกันมาแต่เป็นความรู้สึกของคนๆหนึ่ง และจะได้รู้กันเสียทีว่า F430 กับ Lamborghini Gallardo ใครจะดีกว่ากันครับ



แม้ว่า F430 จะหน้าตาเหมือนกับเอา F360 มาศัลยกรรม แต่จริงๆแล้วมันใช้วัสดุใหม่หมดถึง 70% จะมีซ้ำกับ F360 ก็แค่ ประตู หลังคา กับฝากระโปรงหน้าเท่านั้น หน้าตาเหมือนกับเอา F360 มาผสมกับ Enzo อย่างไรก็ดีเมื่อคุณเห็น F430 คุณจะรู้สึกว่ามันดูเล็กกว่าความจริง ทั้งๆที่ตัวมันใหญ่ F360 พอสมควร



ถึงหน้าตาของ Ferrari F430 นี่บางคนอาจจะบอกว่ามันสวย ส่วนบางคนอาจจะบอกว่า F360 สวยกว่าดูลงตัวกว่า แต่ที่ไอ้แน่ๆก็คือทางทีมออกแบบของ Ferrari ต้องรับผิดรถยนต์ที่มีส่วนแบ่งของยอดขายของบริษัทถึง 70% ซึ่งทีมออกแบบต้องการให้ F430 ดู aggressive มากขึ้นกว่าเดิม อันนี้แล้วแต่ชอบละกัน ซึ่งไอ้เจ้า F430 นี่มันแถบจะเต็มไปด้วยรู คือมันเป็น Ferrari ที่มีรูมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ไม่ว่าคุณจะมองไปทางไหนมันก็เต็มไปด้วยรูไม่ว่าจะเป็นในกันชนหน้า กระจกมองข้าง ด้านข้าง อย่างไรก็ดีไอ้หน้าตาที่เต็มไปด้วยช่อง เหลี่ยมรู ที่ดูไม่สวยนี่แหละ ที่จะคอยช่วยในส่วนของ aerodynamics และ downforce ได้เป็นอย่างดี



โดยสิ่งที่ลูกค้า Ferrari จำนวนมากบ่นกันก็คือไอ้เจ้ารูบนกันชนหน้าขนาดใหญ่สองรูที่มันดูใหญ่เกินไป จริงๆแล้วรูบนกันชนหน้ามันไม่ได้ใหญ่หรอกครับ เพราะถ้าดูดีๆจะเห็นว่ารูมันมีขนาดแค่ 1ใน3 ของขนาด (ดูจากตะแกรง) หน้าที่ของมันคือดักลมเข้าไปเป่าระบบระบายความร้อนต่างๆ (ไม่ว่าจะเป็น radiator หรือ caliper เบรก) ซึ่งทางทีมออกแบบของ Ferrari ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่งรุ่นเก่ารหัส F156 F1 ที่ Phill Hill ขับในปี 1961



เมื่อลมถูกดักเข้าไประบายความร้อนของระบบต่างๆ อากาศร้อนที่ออกมาจะถูกรีดออกมาทางรูที่อยู่ทางด้านข้างของกันชน (ที่ดูเหมือนเงือกของฉลาม) โดยเหงือกนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า F360 และสามารถถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่า เพื่อไม่ให้อากาศร้อนเข้าไปลดประสิทธิภาพการทำงานของเบรก ส่วนอากาศเย็นๆอีกส่วนจะถูกดักไปเป่า caliper โดยเฉพาะ นอกจากนี้ล้อ Mag ขนาด 19 นิ้วลายใหม่นี้ก็ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถระบายความร้อนของ brake ได้ดีขึ้นด้วย



ส่วนกระจกมองข้างที่ถูกออกแบบให้เป็นขาสองขามีช่องอยู่ตรงกลางก็ถูกออกแบบให้ช่วยลดแรงต้านเหมือนกับที่เราทราบๆกันนั้นแหละครับ แต่ว่าใน F430 มันมีประโยชน์มากกว่าหน้าที่แค่ลดแรงต้าน เพราะมันจะยังทำหน้าที่บังคับกระแสลมให้เป็นระเบียบเข้าไปสู่ช่องดักลมตรงเหนือซุ้มล้อ ให้อากาศเข้าเครื่องมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไอ้ช่องดักลมตรงเหนือซุ้มล้อจะมีขนาดใหญ่กว่า F360 และสามารถดักลมเย็นเข้าเครื่องได้มากกว่า F360 ซึ่งทำให้เครื่องยนต์มี performance ดีขึ้นอีกด้วย



Skirt กันชนหน้าใต้ช่องดักลมที่ต่ำลง ปลายท้ายรถที่กระดกสูงขึ้นกว่า F360 รวมไปถึง diffuser ทางด้านหลังใต้ท้องรถที่ออกแบบใหม่ ทำให้ F430 มี aerodynamics ที่ดีกว่า F360 ที่ปกติก็เรียกว่าเกาะเหมือนตุ๊กแกอยู่แล้ว แต่นี่เกาะยิ่งกว่าเพราะ F430 สามารถสร้าง downforce ได้มากกว่า F360 ถึง 50% ที่ความเร็ว 200 km/h นอกจากนี้ F430 ยังสามารถสร้างแรงกดที่ท้ายได้มากกว่า F360 ถึง 45 kg. และที่ความเร็ว 300 จะเพิ่มเป็น 85 kg.



โดย aerodynamics ที่ออกแบบใหม่ใน F430 จะทำให้อัตราส่วนระหว่างค่า Coefficient of Downforce ( CI ) กับค่า Drag Coefficient (Cd.) ดีขึ้นกว่า F360 อีก 40% ทำให้รถเสถียรมากขึ้น อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ spoiler ใต้กันชนหน้าที่ออกแบบใหม่ และสามารถจัดระเบียบกระแสลมที่เข้าไปใต้ท้องรถได้ดีขึ้น ทำให้ F430 มีแรงกดด้านหน้ามากถึง 130 kg. เมื่อใช้ความเร็วสูงๆ เมื่อรวมกับค่า downforce ทางด้านหลังอีก 150 kg. ที่มี diffuser แบบใหม่กับท้ายรถที่กระดกขึ้นทำให้ F430 มี downforce รวมทั้งหมดที่ความเร็ว 300 ถึง 280 kg นั้นมากพอกับเอาธิดาช้าง 3 คนไปนั่งถ่วงรถคุณไว้เชียวล่ะ



นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้ F430 แตกต่างจาก F360 ก็คือไฟหน้า มันไม่มีผลอะไรต่อหลัก aerodynamic หรอกครับ แต่ไฟหน้าของ F430 ที่เป็นระบบ Bi-Xenonเนี่ย เวลาเปิดไฟจะมีแถบ LED เล็กๆ เรียงเป็นแถวอยู่ทางด้านข้างของกรอบไฟ เหตุผลก็เพื่อความสวยงาม และสามารถทำให้คุณแยกแยะเจ้า F430 ออกจาก Ferrari รุ่นอื่นๆได้แม้จะเห็นแค่ไฟหน้ารถในยามค่ำคืนที่แอบเอารถหนีแฟนออกไปเที่ยว



ถามว่าโดยรวม F430 สวยไหม ผมว่ามันดูขาดๆเกินๆยังไงชอบกล คือจะโค้งมนก็ไม่ใช่จะเหลี่ยมก็ไม่เชิง พยายามยืนดู นอนดู จนกระทั่งนั่งดูก็แล้ว มันก็ยังดูไม่ลงตัวเหมือนกับ F360 โดยด้านท้ายแม้จะเอามาจาก Enzo แต่ว่าด้วยความที่รถมันดูไม่กางเท่าและเตี้ยแบน ทำให้ท้ายรถดูหนาๆยังไงชอบกล นอกจากนี้ตรงช่องดักลมเหนือซุ้มล้อที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมันดูเหลี่ยมๆไม่ค่อยรับกับแนวหลังคาเท่าไร เอาเถอะครับแม้ว่าจะดูไม่ค่อยลงตัวแต่ก็มีประโยชน์



มาดูทางเครื่องยนต์กันบ้าง แน่นอนว่าต้องเป็นเครื่อง V8 ซึ่งทาง Ferrari ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่หมด และไม่ได้พัฒนาจาก F360 เลยสักนิดเดียว แต่ไปดันเอาเครื่องของ Maserati Coupe มาใช้แทน ไม่ได้แค่ยกมาวาง แต่รื้อออกมาทำใหม่ทั้งหมด โดยเปลี่ยนลูกสูบ ก้านสูบ และ crankshaft ใหม่ นอกจากนี้ยังปรับปรุง intake manifold ใหม่ ลิ้นปีกผีเสื้อแบบสูบใครสูบมัน ทำให้สามารถดูดอากาศเข้าเครื่องได้มากขึ้น ระบบหล่อลื่นเป็นแบบ dry-sump พร้อมทั้งปรับปรุงขนาด clutch แบบ twin-plate รวมถึง flywheel ให้มีขนาดเล็กลงทำให้สามารถลดขนาดความสูงของเครื่องจากระยะระหว่างใต้ oil sump กับ crankshaft ได้มากกว่า F360 อีก 15 mm.



โดยเครื่องตัวนี้จะเป็นแบบ 4 valve ต่อสูบ (เพราะไปเอามาจาก Maserati) แทนที่จะเป็นแบบ 5 Vavle เหมือนกับรุ่นก่อนๆ มี quad camshaft โดยแบ่งเป็นฝั่งละคู่ พร้อมกับระบบ valve แปลผัน มีกำลังอัดในกระบอกสูบ 11.3:1 ควบคุมด้วยกล่อง ECU ของ Bosche เจ้าเก่ารุ่น Motronic ME7 ไม่ได้ใช้แค่ใบเดียวแต่ใช้ถึงสองใบพร้อมกัน โดยมาพร้อมกับ Twins Motorised Throttles, Single Coils และ Active Anti Knocking Controls (ระบบป้องกันการน๊อกตลอดรอบเครื่องยนต์)



จากการผ่าตัดเครื่องยนต์ในครั้งนี้ทำให้ขนาดความจุเพิ่มขึ้นเป็น 4308 cc. (มากกว่า F360 20%) ได้แรงม้าทั้งหมด 490 bhp @ 8500 rpm (เพิ่มขึ้น 23%) แรงบิดสูงสุด 343 lb.ft @ 5250 rpm มากกว่าเดิม 25% โดยแรงบิดกว่า 80% มีให้ใช้ตั้งแต่ 3500 rpm. ซึ่งเท่ากับว่าปัญหาเรื่องไม่มีแรงบิดใน F360 ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น (ส่วนจะดีขึ้นกว่าเดิมมากขนาดไหนเดี๋ยวจะบอก) โดยน้ำหนักรวมของเครื่องเพิ่มจาก f360 แค่ 4 kg. เท่านั้นนับว่ายอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับขนาดของเครื่องที่เพิ่มขึ้น



แรงม้าทั้งหมดจะถูกส่งผ่านเกียร์แบบ 6 speed ที่มีทั้งแบบ manual และ F1 ซึ่งทำงานร่วมกับ Electronics Differential (E-Diff) ซึ่งไอ้เจ้าระบบนี้จะทำหน้าที่วัดแล้วก็วิเคราะห์แรงบิดที่อยู่ที่ล้อขับเคลื่อนแต่ละข้างรวมถึงสภาพของพื้นถนน เพื่อที่จะทำให้รถเกาะถนนมากที่สุด ( Maximum Grip) โดยจะเลือกปริมาณแรงบิดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสภาพรถขณะนั้นๆเกียร์ลูกนี้ทำจาก aluminium และประกอบด้วย Multi-Cone Synchronizers ทำงานรวมกับเฟืองท้ายแบบใหม่ (Bevel Type) เพื่อให้สามารถถ่ายทอดแรงม้าและแรงบิดได้สมบูรณ์มากที่สุด โดยอัตราทดเกียร์ของ F430 5 เกียร์แรกจะเหมือนกับF360 ส่วนเกียร์ 6 อัตราทดจะยาวกว่า แต่เฟืองท้ายของ F430 จะสั้นกว่า ดังนั้นโดยรวมทำให้เกียร์ของ F430 ยาวกว่าและวิ่ง top speed ได้มากกว่า F360



ซึ่งเกียร์ F1 ของ F430 จะใช้เวลาเปลี่ยนเกียร์ทั้งหมดเพียง 150 millisecond (รวมเวลาตั้งแต่computer สั่งกด clutch เปลี่ยนเกียร์ จนกระทั่งปล่อย clutch ) นอกจากนี้การเข้าเกียร์ถอยยังใช้การกดปุ่มที่กินเวลาน้อยกว่า F360 ถึง 50% กดแล้วไม่ต้องนั่งแกล่วเหมือนเวลานั่งรอแฟนแบบในรถบางรุ่น อีกทั้งคุณยังสามารถเปลี่ยนจากเกียร์ถอยมาสู่เกียร์หนึ่งได้เลยโดยไม่ต้องผ่านเกียร์ว่างเหมือนกับรุ่นก่อน



เมื่อระบบ Lunch Control ของ F430 ทำงานร่วมกับยางของ Bridgestone Re050A ขนาด 225/35 ทางด้านหน้ากับ 285/35 ทางด้านหลัง (มียางแบบ Run-Flat Tire ของ Goodyear ให้เลือกเสียตังค์เพิ่ม) ทำให้ F430 สามารถทำความเร็ว 0-100 ได้ในเวลา 4 วินาที(เท่ากับ F360 CS) อย่างไรก็ดีนักข่าวชื่อ Aaron Robinson ของ Car and Driver magazine สามารถทำเวลา 0-100 ได้ในเวลาน้อยกว่า 3.9 วินาทีนิดหน่อย ส่วน top speed ไปหยุดที่ 315 เร็วขนลุก ซึ่งถ้าเกิดดูตัวเลขจากโรงงานแล้ว F430 จะชนะ Gallardo ซึ่งเอาเข้าจริงจะดีกว่า Gallardo หรือเปล่านี่ก็อีกเรื่อง แต่ที่แน่ๆเลยคือแม้ F430 จะบ้าพลัง คลั่งแรงม้าขนาดไหน แต่ก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยผ่านมาตรฐานมลภาวะ Euro 4 และ LEV2 เรียบร้อยแล้ว (ซึ่งผมยังงงจนบัดนี้ว่าไอ้รถ Ferrari กับ Lamborghini ทั้งหลายมันผ่านเรื่องมลภาวะทางเสียงมาได้ยังไงหว่า)



โดยช่วงล่างที่ทำให้ F430 สนิทสนมกับพื้นโลกนั้นเป็นแบบ double unequal-length wishbone suspension setup front & rear with anti drive and anti squat geometries (ยาวชะมัด) โดยทำจาก aluminium forged เพื่อความเบา (สามารถลดค่า Unsprung Weight ลงได้มากกว่า F360) ไม่หวั่นแม้วันมามากมีระบบ electronics คอยควบคุมที่เรียกว่า Skyhook ซึ่งเป็นครั้งแรกของ Ferrari เครื่อง V8 ที่ใช้ช่วงล่างelectronics แบบปรับได้ (หรือที่เรียกว่า Active Suspension เหมือนกับที่อยู่ใน Maserati Coupe) อย่างไรก็ดีทาง Ferrari ได้มีการปรับปรุงใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม โดยใช้ sensor แปะไว้ตามส่วนต่างๆได้แก่ สองอันตรงด้านหน้าของปีกนกหน้า เพื่ออ่านค่าช่วงล่างจากการขับขี่ สองอันตรงช่วงบนของ shock up เพื่ออ่านค่าการเคลื่อนไหวของตัวรถ อีกหนึ่งอันตรง shock up หลังเพื่ออ่านค่าการหมุนแล้วก็โยนตัว อันสุดท้ายตรงแกนพวงมาลัยเพื่ออ่านค่ามุมของพวงมาลัย เพื่อที่จะได้ประมวลผลได้แม่นยำที่สุด และปรับค่าช่วงล่างให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่นั้นๆตามที่ตั้ง mode ไว้ ส่วนข้อเสียก็คือถ้าเกิดเจอน้ำรับรองว่าได้เปลี่ยนช่วงล่างยกชุด



ส่วนหน้าที่ทำให้รถหยุดนั้น Brembo เจ้าเก่ารับสัมปทานไปเหมือนเดิม โดย brake หน้าเป็นแบบ 4 pots เบรกหลังเป็นแบบ 2 pots ซึ่งดูตลกมากๆเมื่อยู่ในล้อขนาด 19 นิ้ว เพราะมันดูเล็กไม่สมประกอบ ไม่แน่ใจว่าเป็นการตลาดของ Ferrari หรือเปล่าที่ต้องการให้คนสั่งเบรกแบบ Carbon Ceramic (CCB) เพราะว่านอกจากจะเบรกดีขึ้นกว่าเดิมแล้วยังดูเต็มล้อ (เบรกหน้าขนาด 6 pots) และหล่อเป็นที่สุด ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือมันแพงและต้องจ่ายตังค์เพิ่มเป็น option (จ่ายเพิ่มอกีประมาณ 9,500 ปอนด์) อย่างไรก็ดีทาง Ferrari ได้พยายามโฆษณาสุดตัวว่าไอ้เจ้า CCB แม้จะวิ่งใน Fiorano Curcuit ถึง 350 รอบก็ไม่มีปัญหาเรื่อง brake fade แต่อย่างใด



ทางด้านภายในนั้น F430 นั้นยังคงเอกลักษณ์ของ Ferrari ไว้ได้อย่างครบถ้วนคือโง่ๆ และเชยๆ ไม่มีแอร์แบบ digital ไม่มีเครื่องเสียงที่มีปุ่มยุบยับ เพราะรถถูกออกแบบมาให้คุณขับมากกว่าจะให้มานั่งจิ้มปุ่มเล่น พวงมาลัยทรงสามก้านเหมือนกับที่อยู่ใน F360 CS เด๊ะๆแตรอยู่ตรงตำแหน่งวางนิ้วเหมือนกับใน CS แล้วก็ Enzo ซึ่งไม่ว่ายังไงเวลาซิ่งๆหรือรีบๆมันต้องไปกดโดนทุกที สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือปุ่ม Start บนพวงมาลัยกับสวิทช์ควบคุม Mode ต่างๆของรถ ที่ทาง Ferrari เรียกว่า Manettino ที่มีหน้าที่ควบคุม E-Diff, Gear F1, Suspension, CST, ASR, EBD, ABS ทั้งหลายแหล่



ซึ่งไอ้ปุ่ม Start นี่ผมไม่เห็นความจำเป็นเลยให้ตายเหอะ แม้มันจะเท่ห์เหมือนกับในรถ F1 แต่ผมว่ามันเกะกะ เพราะคุณจะใช้มันก็แค่ตอน Start หลังจากนั้นก็ลาขาด ส่วนไอ้เจ้าสวิทช์ Mode ต่างๆ นี่ผมก็ยังไม่ค่อยถูกใจอยู่ดี ก็พอจะเข้าใจว่าอยากให้อารมณ์เหมือนขับรถ Formula1 แต่ว่าไอ้เจ้า Mode ต่างๆนี่มันก็เหมือนกับที่มีอยู่ใน F360CS นั้นแหละครับ (ยกเว้น ICE) แต่แค่ย้ายตำแหน่งมาอยู่บนพวงมาลัย ซึ่งผมก็คือว่าคงไม่มีใครเปลี่ยนไอ้เจ้า mode ใน Manettino นี่ระหว่างขับหลายๆรอบ เพราะเวลาคุณอยู่ใน circuit คุณก็คงเลือก Race Mode ตั้งแต่แรก และคงไม่เปลี่ยนเป็น Snow ตอนขับอยู่ในโค้งหรอก ดังนั้นมันจะอยู่ที่ console กลางก็ไม่น่าจะทำให้คุณเสียเวลาไปเปลี่ยนในสั่งเท่าไร (แต่ฝรั่งส่วนใหญ่มักจะชอบกันนะครับสำหรับเจ้า Manettino นี่ สงสัยผมจะเป็นพวกหัว conservative) ส่วนเรื่องของ mode ต่างๆมันเป็นอย่างไรเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง



ส่วนหน้าปัทม์ดูดีมีชาติตระกูลมากกว่าตัวF360 ครับ ดูเผินๆจะคล้ายหน้าปัดของ 575 Maranello มันมีขอบอะลูมิเนียมตรงวัดรอบด้วยสวยดี นอกจากนี้เวลาเปิดไฟ ไฟบนหน้าปัดมันไม่ได้เป็นสีเขียวเชยๆเหมือนกับใน F360 หรือ F355 อีกแล้วแต่คราวนี้เป็นสีคล้ายพวก Optitron คือ Scale เป็นสีขาว ส่วนเข็มเป็นสีแดง ดูดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนที่ดูเชยๆแก่นรก มี redline ที่ 8,500 rpm เหมือนเดิม ส่วนเข็มความเร็วไปไกลถึง 360 km/h ซึ่งมีไว่ขู่อย่างเดียว ส่วนทางด้านซ้ายมือใต้ช่องแอร์ฝั่งคนขับก็ยังเป็นสวิทช์ต่างๆนั้นก็คือสวิทช์ไฟตัดหมอก, เปิดฝากระโปรงหน้า, แล้วก็สวิทช์ไล่ฝ้า



ทางด้าน console กลางดูโค้งมนขึ้นครับ มีคำว่า F430 แป๊ะอยู่บน console กลาง ช่องแอร์ได้รับอิทธิพลมากจาก Enzo เต็มๆ โดยคราวนี้วิธีปรับให้ไอ้เจ้าช่องแอร์ใช้วิธีหมุนตรงกรอบรอบนอกแทน (แถมยังมีลูกศรให้ดูอีกด้วยว่าต้องหมุนทางไหน) วิทยุหน้าตาโง่ๆเหมือนเดิมเด๊ะ (เหมือนกับ F360,Porsche 996 GT2) นอกจากนี้อีกอย่างที่ยังเหมือนเดิมก็คือ นาฬิกา digital จากคลองถมที่อยู่บนเพดานไม่รู้ว่าจงใจ หรือขี้เกียจออกแบบนาฬิกาแต่เห็นทีไรเสียอารมณ์ทุกที ส่วน console เกียร์นั้นไม่มีด้ามเกียร์อีกต่อไป แต่เป็นที่อยู่ของปุ่ม เกียร์ถอย, ปุ่ม Auto, แล้วก็ Lunch Control ถัดๆมาเป็นสวิทช์ปรับกระจกมองข้าง โดย console เกียร์ไม่ได้ใหญ่เทอะทะเหมือนใน Gallardo และภายในของ F430 ยังกว้างกว่า F360 อีกด้วยทำให้เวลานั่งในห้องโดยสารไม่รู้สึกอึดอัด



ใน F430 คุณก็ยังสามารถตบแต่งแบบตามใจฉันได้เหมือนเดิม (Carrozeria Scaglietti) ตามเอกสารที่ผมมีนั้น F430 สามารถเลือกได้ว่าจะเอารถสีอะไร (มีให้เลือกทั้งหมด 16 สี) เลือกสีหนังภายในได้ทั้งหมด 12 สี แล้วก็สีพรมอีก 8 สี การตกแต่งภายในสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ carbon fiber หรือว่า aluminium นอกจากนี้ยังสามารถเลือกสีวัดรอบได้ว่าจะเอาพื้นเป็นสีเหลืองหรือสีแดง (แต่เท่าที่เห็นจะเป็นสีเหลืองเป็นส่วนใหญ่ เคยเห็นพื้นสีแดงเพียงคันเดียว อยู่ในงาน Paris Motor Show ครับ) โดยการตกแต่งแบบตามใจฉันยังคงแบ่งเป็น 4 zone เหมือนเดิมคือ Racing & Track, Exterior & Colour, Interior & Material และสุดท้ายก็คือ Equipment & Travel ซึ่งยังคงมีให้เลือกมากมายเหมือนกับใน F360 และแม้ว่าจะยังไม่บอกราคา option ต่างๆ (ตอนที่ได้รายละเอียดมา) แต่ที่แน่ๆก็คือราคายังคงแพงบ้าเลือดเหมือนเดิม



เอาละหลังจากที่เราดูรายละเอียดรอบๆแล้วก็ถึงคราวที่จะได้รู้ซะทีว่ารถคันนี้มันดีอย่างที่ Ferrari อ้างหรือเปล่า หลังจากเสียบกุญแจบิดไปที่ตำแหน่ง on รอให้ไฟ check ระบบต่างขึ้นมา ปล่อยให้ปั้มติ๊กทำงานสัก 2-3 วินาที กดปุ่ม start สีแดงบนพวงมาลัยเสียงเครื่องยนต์ขนาด 4.3 ลิตรก็ทำงาน เสียง start ในตอนแรกสามารถสร้างอารมณ์ตื่นเต้นให้กับคนขับหรือแม้กระทั้งคนรอบข้างๆให้หันมาสนใจรถคันนี้ได้อย่างแทบจะทันที แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักรอบเครื่องก็กลับมาที่รอบเดินเบาแถวๆ เกือบ 1000 rpm เสียงเครื่องยนต์กลับเงียบลงกว่าตัวก่อน มันเงียบกว่า F360 ซะอีก



ดึงแป้นเกียร์ทางด้านขวาเข้ามาหนึ่งที ไฟเลข 1 โชว์ตำแหน่งเกียร์บนหน้าปัด ถัดลงมาเป็นตัวหนังสือบอกว่า sport ซึ่งเป็น Mode ทั่วไปสำหรับการขับขี่บนถนนในสภาพปกติ ขอพูดถึงไอ้ mode ต่างๆที่อยู่บน Manettino นิดหนึ่ง โดยจะแบ่งออกเป็น 5 Mode อย่างที่เคยกล่าวมาคือแบ่งเป็น:

1 - Ice ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าใช้สำหรับเวลาที่ถนนถูกปกคลุมไว้ด้วยน้ำแข็ง ภายใต้ระบบนี้ Traction กับ ระบบ Stability Control จะถูกควบคุม 100% เกียร์จะถูก Set อยูใน Mode Full Auto และรอบเครื่องจะถูกจำกัดไว้ไม่ให้เกินที่กำหนดไว้ รวมถึงระบบ E-Diff จะคอยควบคุมการถ่ายแรงให้ลงสู่ล้อแต่ละล้อมากที่สุดคือแม้คุณจะอยู่ในโค้งและต้องการเดินคันเร่งส่งระบบก็จะคอยควบคุมไม่ให้ล้อหมุนฟรีมากเกินไปเพื่อป้องกันท้ายรถขวางออก

2 - Wet ก็เหมือนกับ Low grip ใน F360 นั้นแหละครับ ชื่อก็บอกแล้วว่าสำหรับถนนเปียก ระบบ Traction กับ Stability จะแทรกแซงเท่ากับที่อยู่ใน mode Snow ครับรวมถึง E-Diff ก็จะปล่อยให้แรงบิดถูกถ่ายลงสู่ล้อขับเคลื่อนได้มากขึ้น โดยช่วงล่างของทั้ง Ice และ Wet จะถูกset ให้ค่อนข้างนิ่มกว่า Mode อื่นๆ

3 - Sport ซึ่งทาง Ferrari บอกว่านี่เป็น mode ที่เหมาะแก่การใช้งานบนถนน เกียร์ F1 ถูก set ให้ตอบสนองรวดเร็วขึ้น ช่วงล่างแข็งขึ้น และการแทรกแซงของ Traction กับ Stability ลดลงกว่าสอง mode แรก รวมถึงการตอบสนองของคันเร่งจะรวดเร็วขึ้น



4 - Race เป็น mode ที่ทาง Ferrari แนะนำว่าให้ใช้สำหรับในสนามแข่งเท่านั้นอัตราการเปลี่ยนเกียร์จะเร็วขึ้น ช่วงล่างจะแข็งขึ้น การตอบสนองของเครื่องยนต์จะมากขึ้นไปอีก รวมถึงการแทรกแซงของ Traction กับ Stability ให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งใน Mode คุณจะสามารถทำให้รถสไลด์และมีอาการ oversteer ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยที่รถไม่เสียอาการจนหมุนรวมถึง E-Diff จะปล่อยให้แรงบิดถูกถ่ายลงให้สู่ล้อมากที่สุด ข้อดีก็คือคุณสามารถใช้ Race Mode แม้กระทั่งตอนที่รถกำลังอยู่ในระบบ full auto

5 - CST off คือการเลือกปิดระบบ Traction แล้วก็ Stability Control ทิ้ง สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงแค่ ABS แล้วก็ EBD เท่านั้น ทุกอย่างคุณต้องควบคุมเองทั้งหมด ส่วนอัตราความรวดเร็วในการเปลี่ยนเกียร์รวมถึงความแข็งของช่วงล่างยังคงเท่ากับ Race Mode

ซึ่งไอ้ระบบเหล่านี้นักข่าวต่างชาติชมนักชมหนาว่ามันดีเลิศ ส่วนจะดีอย่างไรเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง เพราะมันสามารถทำให้คุณขับ F430 ได้ใกล้เคียงกับนักแข่งเลยล่ะ



หลังจากเข้าเกียร์หนึ่งแตะคันเร่งเบาๆรถเคลื่อนตัวออกไป ใช้เวลาไม่นานคุณจะพบข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดว่ารถคันนี้มันดีกว่า F360 ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเกียร์ที่ smooth มากขึ้นเวลาอยู่ใน full auto อาการสะอึกแล้วก็กระตุกใน F430 มีน้อยลงมาก ความนุ่มนวลของช่วงล่างมีมากขึ้นไม่ใช่นิ่มเหมือนกับรถบ้านสำหรับจ่ายกับข้าว แต่คือมันออกแนวหนึบหนับมากกว่าแข็งกระด้างกระเด้งกระดอน อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ body รถที่แข็งแรงขึ้นกว่า F360 อีก 20% ทำให้การให้ตัวของรถที่พบใน F360 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ F430 ยังผ่านมาตรฐานการชนทั้งทางด้านหน้าและด้านข้างของสหรัฐอเมริกาด้วย อย่างไรก็ดีตัวรถที่แข็งขึ้นก็ต้องแลกกับการที่น้ำหนักตัวรถที่มากขึ้น ซึ่งทำให้ F430 ที่มีแรงม้ามากถึง 490 ตัว กลับมี power to weight ratio เท่ากับ F360 CS ที่มีแรงม้า 425 ตัว



ส่วนที่อยากจะบอกที่สุดก็คือเรื่องเสียงเครื่องยนต์ เสียงเครื่องของ F430 ไม่เหมือนกับ F360 มันดูมีมิติมากกว่า ออกแนวทุ้มมากกว่าแต่ไม่ได้ทุ้มเหมือนกับ Murcielago และก็มีอารมณ์คล้ายเสียงของ Formula 1 มากกว่า Gallardo ที่ใช้เครื่อง 10 สูบ โดยในรอบต่ำไม่เกิน 3500 rpm เสียงของ F430 ยังคงออกแนวทุ้มๆมีมิติไม่ได้แห้งๆเหมือนกับ F360 ไม่หนวกหูจนทำให้คนขับปวดกะบาล แต่เมื่อรอบเครื่องเลย 3500 rpm ขึ้นไปเสียงของ F430 เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีน ยิ่งรอบเครื่องยิ่งสูงจาก 4000 เป็น 5000 6000 7000 และสุดท้ายที่ 8000 เสียงแผดร้องของ F430 ยิ่งดังขึ้นและเพราะมากขึ้นจนแถบอยากจะละลายลงท่อ เชื่อเถอะว่าตอนที่คุณขับไปจนถึง 8000 rpm คุณแทบจะไม่อยากจะเปลี่ยนเกียร์เลยละ



นอกจากนี้เมื่อตอนที่คุณขับ F360 คุณจำเป็นที่จะต้องเล่นรอบเครื่องให้อยูที่ระดับ 4000 บางครั้งอาจจะต้องถึง 5000 เลยซะด้วยซ้ำ เพื่อให้รถไม่อืดเพราะว่า F360ไม่มีแรงบิดในรอบต่ำๆ แต่พอเป็น F430 คุณไม่จำเป็นที่จะต้องให้รอบเครื่องเกิน 4000 รอบอีกต่อไป คุณสามารถขับที่รอบต่ำกว่า 4000 รอบแต่รถก็ยังมีแรงที่จะทำอะไรต่อมีอะไร ไม่มีอาการอืดให้เห็น โดยเฉพาะในโค้งเกียร์ต่ำๆ เช่นโค้งแคบที่ต้องใช้เกียร์หนึ่ง ลองคุณใช้ F360 เข้าเกียร์สองดันรถออกจากโค้ง คุณจะรู้เลยว่ารถมันอืดมาก แต่พอเป็น F430 คุณสามารถใช้เกียร์สองดันรถออกจากโค้งได้เลย โดยไม่รู้สึกอืดมากนัก อย่างไรก็ดีเมื่อคุณใช้รอบเครื่องสูงๆคุณก็จะรู้ทันทีว่า F430 มันมีเรี่ยวแรงมากขนาดไหน มันแรงจนคุณแถบอยากจะไม่เชื่อเลยว่านี่เป็นรถ NA และเมื่อคุณขับมันจนถึง limit ในแต่ละเกียร์คุณจะต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพราะว่า Ferrari ก็ยังเป็น Ferrari มันพร้อมจะพยศตลอดเวลาหากคุณไม่พร้อมที่จะควบคุมมัน



พวงมาลัยของ F430 นั้นเบามากจนคุณแถบจะไม่เชื่อว่านี่คือพวงมาลัยของ supercar ระดับเฉียดๆ 500 แรงม้า อย่างไรก็ดี พวงมาลัยของ F430 ก็ยังคงเฉียบคม ช่วงล่างของ F430 สามารถถ่ายทอดความรู้สึกจากท้องถนนสู่พวงมาลัยได้อย่างยอดเยี่ยม เบรก CCB ของ F430 นั้นยังคงยอดเยี่ยมแม้ว่าขนาดจานเบรกของ F430 จะเล็กกว่า F360 CS แต่ว่าประสิทธิภาพในการเบรกก็ไม่ได้ด้อยกว่าแต่อย่างใด ความรู้สึกตอนที่เหยียบแป้นเบรกเบาๆ จะรู้สึกเหมือนกับคุณเหยียบแป้นเบรกลงไปบนกระดาษทรายที่มันหยาบๆ แต่พอเหยียบลงไปจนสุดน้ำหนักของแป้นเบรกก็ยังให้ความรู้สึกยอดเยี่ยม ไม่ได้เบาโหวงเหวงคุณสามารถรับรู้ถึงทุกขณะของเบรกตั้งแต่เริ่มเบรกจนถึงตอนที่ ABS จะทำงาน



นอกจากนี้ E-Diff กับ aerodynamics ที่ได้รับการปรับปรุงใน F430 ทำให้ในโค้งที่หากคุณขับ F360 เข้าโค้งแรงไปรถจะมีอาการผยศและ oversteer ทันที แต่อาการเหล่านี้หายไปใน F430 และเกือบจะเป็นกลางจะมีก็เพียง understeer บางๆให้พอรู้สึกได้ ทำให้ F430 เป็นรถที่คุณสามารถขับรถจนถึง limit ของคุณได้มากกว่า Ferrari รุ่นก่อนหน้านั้น



เมื่อคุณปรับ Manettino ไปที่ Race แม้ว่าจะยังคงใช้ระบบ full auto อยู่ รถก็จะมีอาการเปลี่ยนไปอย่างรู้สึกได้ ช่วงล่างแข็งขึ้น และการเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วขึ้น อาการกระชากและกระตุกของเกียร์รู้สึกได้ชัดเจนขึ้น แต่ใครจะสนล่ะ เพราะตอนนี้สิ่งที่คุณต้องการก็คือความเมามันในการขับอย่างเดียว รถพร้อมที่จะมีอาการ oversteer ทันทีในโค้งหากคุณเข้าโค้งแรงไป แต่พอรถจะ oversteer ปุ๊บมันจะเหมือนกับมีอะไรสักอย่างมาหยุดท้ายรถไม่ให้กวาดออก ไม่ใช่ระบบ traction เพราะมันถูกลดลงให้แทรกแซงน้อยที่สุดแต่เป็นระบบ E-Diff มันจะเข้าแทรกแซงทันทีและเลือกส่งแรงบิดส่วนเกินไปยังล้อขับเคลื่อนด้านที่อยู่ในโค้ง เพื่อรักษาระดับ traction ของล้อขับเคลื่อนให้เหมาะสม และไม่ศูนย์เสียแรงขับเคลื่อนโดยไม่จำเป็น สิ่งนี้ทำให้คุณสามารถขับ F430 เข้าสู่โค้งได้แรงขึ้น และเร็วขึ้นกว่า F360 มากเพราะคุณจะมั่นใจได้ว่าระบบ E-Diff จะคอยช่วยคุณอยู่ เห็นไหมว่ามันยอดกว่าของที่ขายอยู่ใน TV-Direct ซะอีก



นอกจากนี้สิ่งที่เจ๋งที่สุดเวลาคุณปรับ Manettino ไปที่ race แล้วยังใช้ mode full auto อยู่ ก็คือทุกครั้งเวลาที่คุณยกคันเร่งเพื่อจะแตะเบรกเข้าโค้งกล่องควบคุมจะสั่งลดเกียร์ลงทันทีสองเกียร์ (แล้วแต่ว่าความเร็วขนาดไหนนะ แต่ส่วนใหญ่จะลดลงประมาณสองเกียร์เพื่อให้รถได้แรงบิดมากสุด) เพื่อเตรียมตัวสำหรับการ set รถเข้าโค้ง ทางด้านอัตราเร่งในทางตรงนั้นยอดเยี่ยมกว่า F360 อย่างรู้สึกได้ อันนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับแรงบิดที่มากขึ้น ไม่แปลกใจเลยว่ารถคันนี้สามารถทำความเร็วทะลุ 300 ได้ไม่ยาก ตลอดเวลาที่ใครได้ลองรถคันนี้ล้วนแต่รู้สึกว่ามันรวดเร็วเหลือเกิน จนไม่น่าเชื่อว่านี่ครบสองชั่วโมงแล้วหรือ



ส่วนคำถามที่ทุกคนอยากรู้ว่ามันดีกว่า Gallardo หรือไม่นั้น คงตอบยากเพราะว่าสื่อและนักข่าวทุกๆคนที่ได้ลองขับรถคันนี้ล้วนแต่มีเวลาจำกัด บางคนบอกว่ามันดีกว่า Gallardo อย่างไรก็ดีอย่าลืมว่านี่เป็น First Impression เหมือนเวลาที่คุณพึ่งเจอสาวสวยคนใหม่นั้นแหละ มักจะตื่นเต้นและหลงหัวปักหัวปำ(ลำเอียง) เอาแต่คลุกอยู่ในห้องนอนไม่รับรู้เรื่องอื่นๆเอาแต่ออกกำลังกายจนลืมสาวๆคนเก่า (เห็นสื่อแห่งหนึ่งเขียนหัวข้อไว้ว่า “Cancel That Gallardo Order”) แต่ที่แน่ๆคือหลายๆคนลงความเห็นว่ายอดขายของ Gallardo มีปัญหาแน่ เพราะไม่ว่าการควบคุมในโค้ง หรืออัตราเร่งของ F430 ล้วนได้รับการปรับปรุงให้ยอดเยี่ยมขึ้นกว่าเดิมเยอะ อาการผยศในโค้ง (oversteer) ที่หากคุณขับ F360 เข้าโค้งแรงเกินหายไปใน F430 มันนิ่งและเป็นกลางขึ้นเยอะ ไม่น่าแปลกใจเลยว่านี้คือรถที่สร้างปรากฏการณ์ “The World Longest Waiting List Supercar.”



ส่วนเมืองไทยได้ข่าวมาแว่วๆว่าได้โควตาของม้าป่ารุ่นนี้มา 10 คันโดนจองไปเรียบร้อยแล้ว 8 คันหากใครจองตอนนี้อาจจะได้รับรถช่วงปลายปี 2005 ราคาเริ่มต้นไม่แพงเกินไปสำหรับเศรษฐีเมืองไทยกับราคาเริ่มต้นที่ 22.5 ล้านบาท เอาเป็นว่าถ้าเข้ามาในเมืองไทยจะจับเอามา testdrive แบบเจาะลึกและเทียบกับ Gallardo แบบตัวต่อตัวแน่นอน ส่วนตอนนี้ใครสนใจอยากรู้ว่ามันดีขนาดไหนคงต้องไปแถวๆยุโรปเพราะที่นั้นเริ่มมีรถให้ลูกค้าได้ลองกันแล้วละครับ


Article By Narun Lee & Mae









More Pictures