|
Close
Encounter: Lamborghini Murcielago Roadster
Topless is sexy...

หนึ่งเดียว คันเดียว ในเมืองไทยกับราคาค่าตัว
40 ล้านบาท จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Murcielago Roadster รถที่ทาง Lamborghini
โม้ไว้ว่านี่คือ Roadster ที่แรงและเร็วที่สุดในโลก และวันนี้เวลานี้มันได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทยหนึ่งคัน
แม้ว่าจะเปิดตัวไปแล้วในงาน Motor Expo เมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่คงจำกันได้ว่าในงานนั้นมันกั้นคอกล้อมยังกะกลัวว่าจะกระทิงหาย
ดังนั้นสำหรับใครที่ยังไม่ได้ไปดูหรือไปดูแล้ว ไม่มีโอกาสสัมผัสแบบใกล้ๆ
ไม่ต้องเสียใจเราเอารูปและรายละเอียดมาฝากแบบเจาะลึกชนิดเห็นขน(วัว)กันเลยทีเดียว…
อยากรู้ว่ามันมีอะไรแตกต่างจากตัวธรรมดา ลองอ่านดูแล้วจะรู้ครับ

ก่อนอื่นเลยต้องขอบอกก่อนว่ารถคันนี้เราไม่มีโอกาสได้ไปลองกระทืบเล่นหรือจับอาการเหมือนกับรถคันอื่นๆก่อนหน้านี้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ
คือ หนึ่งรถคันนี้ถูกแจ้งเข้ามาเป็นรถโชว์เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีสิทธ์ที่จะวิ่งบนถนนเมืองไทย
ถ้าเอาไปวิ่งแบบยาวๆโดนจับแน่นอน สองคือรถคันนี้เป็นรถที่ตระเวนโชว์มาทั่วโลก
และจำเป็นจะต้องถูกส่งกลับบริษัทแม่ที่อิตาลีเมื่อเสร็จสิ้นการโชว์ ดังนั้นจึงเป็นการลำบากใจที่จะไปขอยืมรถที่ทางบริษัทเค้ายืมบริษัทแม่มาอีกที
สามปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือมันดันเป็นพวงมาลัยซ้าย(ก็รถที่โชว์นี่หว่า)
ดังนั้นต่อให้เอาไปขับก็คาดว่าคงจะได้เบียดกับรถเมล์เขียว ไม่ก็เอากระจกมองข้างไปขวิดมอเตอร์ไซค์
เพราะขนาดตัวธรรมดาพวงมาลัยขวาขับในเมืองอยู่ไม่กี่ครั้งยังแถบจะบ้าตาย ถ้าเป็นพวงมาลัยซ้ายรับรองว่าสติแตกชัวร์ๆ
อย่างไรก็ดีด้วยความที่ผมมีโอกาสไปคลุกอยู่กับเจ้ากระทิงคันนี้อยู่นานหลายๆวันเหมือนกัน
ทำให้พอที่จะมีโอกาสแตะนิดๆหน่อยๆ แม้จะไม่ได้มากมายอะไรถึงขนาดขึ้นไปวิ่งยาวๆบนทางด่วน
แต่ก็พอจะมีอะไรมาเล่าให้เพื่อนๆฟังกันบ้างครับ
Exterior

ครั้งแรกที่ผมเห็นเจ้า Murcielago Roadster นี่ ผมคิดในใจ โอ้ว....พระเจ้า
ทำไมสีมันถึงลิเกอย่างงี้ มันออกทองเหลือบๆ มองยังไงก็ไม่มีความสวย อย่าหาว่าผมเกลียดกระทิงเลยครับ
ลองเอารถบ้านธรรมดาไปพ่นสีนี้ดูสิ แล้วจะรู้ว่ามันยอดขนาดไหน แต่เผอิญนี่มันอยู่ใน
supercar เลยพอทำใจรับได้… ทางรูปร่างภายนอก เจ้า Murcielago Roadster นั้นแถบจะเรียกว่าถอดแบบมาจาก
Murcielago ตัว Coupe เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าเราจะมองจากทางไหน มันแถบจะเหมือนกันยังกะกระทิง(หรือแกะ)
แน่นอนว่าคนออกแบบก็คืออีตา Luc Donckerwolcke (คนเดียวกับที่ออกแบบตัว coupe
นั้นแหละ) แม้จะบอกว่าไม่ได้ยึดติดกับการเอา Murcielago coupe มาตัดหลังคา
แต่ต้องการจะสร้างความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างตัว coupe กับตัว Roadster
ให้เห็นเด่นชัด แต่เท่าที่ผมดู จุดแตกต่างเดียวที่เห็นได้ชัด และเหมือนจะเป็นจุดเดียวที่คนทั่วไปรับรู้ว่ามันแตกต่างและแพงกว่าตัวธรรมดาอีก
10 ล้านก็คือมันไม่มีหลังคานั้นแหละ ซึ่งผมก็ยังงอยู่จนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมมันถึงแพงกว่า
เพราะอะไรนะเหรอครับ ลองอ่านไปแล้วเดี๋ยวจะรู้เอง

ด้านหน้าถ้าลองจับเจ้า Murcielago มาจอดเทียบกับ Diablo แล้วจะรู้ทันทีเลยว่า
Murcielago ดูจืดสนิท หน้าตามันเรียบร้อยสุดๆ ตรงข้ามกับ Diablo ที่ดูโหดดุดันกว่าเยอะ
อย่างไรก็ดีจากการลองถามสาวๆทั่วไปร้อยละ 90 ล้วนแล้วแต่บอกว่า Murcielago
สวยกว่าทั้งสิ้น เพราะมันดูมนๆกลมกลืนดี (สงสัยชอบอะไรที่มันกลมๆ มนๆ ให้ดีต้องยาวๆถึงจะชอบ
อย่าคิดลึกผมหมายถึงไส้กรอก) ที่เหลืออีก 10 % เท่านั้นที่บอกว่าไม่สวยเลยทั้งสองรุ่นเพราะความเห็นเหมือนกันคือไม่ชอบจมูกรูบานๆที่เหมือนไก่
สมพล ในกันชนด้านหน้า (เป็นงั้นไป)

พูดถึงความแตกต่างระหว่าง Murcielago ตัว coupe กับ Roadster ทางด้านหน้านั้นพูดได้คำเดียวครับว่าเหมือนกันแบบไม่มีจุดแตกต่าง
พยายามหาแล้วครับ แต่ยังไงก็หาไม่เจอ แม้กระทั่งตำแหน่งของไฟในกรอบไฟหน้าก็ยังเหมือนกันเลย
เอาเป็นว่าทางด้านหน้า (ตั้งแต่กระจกหน้าไล่ลงมาถึงกันชน) ใครหาเจอว่ามันแตกต่างกับตัวธรรมดาตรงไหนเดี๋ยว
Email มาแล้วจะมีรางวัลให้ อ้อ....ห้ามตอบมานะครับว่าตำแหน่งใบปัดน้ำฝนมันกลับด้านกับตัวธรรมดาที่ผมเคยทดสอบไป

แน่นอนว่าถ้ามันเหมือนกันหมด ไฟหน้าก็ต้องเป็น Bi-Xenon ตามสมัยนิยมเหมือนชาเขียว
มีที่ฉีดน้ำล้างไฟหน้าเป็นแถบสีดำๆเหลี่ยมซ่อนอยู่ใต้ไฟหน้า ส่วนกันชนไอ้จมูกใหญ่ๆก็เป็นที่อยู่ของพัดลมระบายความร้อนของพวกระบบ
cooling ต่าง ๆ รวมถึงดักลมไปเป่าระบบเบรกด้วย
มาที่ด้านข้างบ้าง คราวนี้ค่อยเห็นความแตกต่างหน่อยก็ตรงที่ Roadster มันจะไม่มีหลังคาครับ
แม้ว่าจะบอกว่ามันออกแบบโดยไม่ยึดติดกับการแค่ตัดหลังคาออก แต่ต้องการ design
ให้มีความแตกต่างจากเห็นได้ชัด ผมก็ยังหาไม่เจอว่ามันจะไม่ใช่แค่การตัดหลังคาตรงไหน
เพราะนอกนั้นมันดูเหมือนกันยังกะลอกข้อสอบ แต่เอายางลบมาลบหลังคาออกแล้วก็ส่งอาจารย์
design ตรงPillar C มีการเปลี่ยนนิดหน่อย เพิ่มช่องดักลมตรงระบบ VACS (Variable
Air-Flow Cooling System ) มากกว่าตัว Coupe

หลังจากเพ่งอยู่ตั้งนานก็พบจุดแตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือตำแหน่งไฟเลี้ยวด้านข้างครับ
ของ Roadster มันจะเป็นสี่เหลี่ยมธรรมดาอยู่ตรงกันชนหน้าใต้เส้นแบ่งกันชนกับแก้มหน้าด้านข้าง
แต่ถ้าเป็นตัวธรรมดาจะเป็นสามเหลี่ยมแปะอยู่เหนือเส้นกันชนด้านข้างตรงแกมล้อหน้าแทน
(ซึ่งของ coupe ผมว่ามันดูมี design กว่าแฮะ) ส่วนไฟอีกอันหนึ่งที่ตัว coupe
ไม่มีก็คือไฟสีแดงที่แปะอยู่ตรงด้านท้าย เหมือนกับที่อยู่ใน Toyota Supra
นั้นแหละครับ

นอกจากนี้แม้ว่าจะบอกว่าใช้ mag คนละลายกับตัว coupe แต่ถ้าจะสั่งเป็น option
ก็สามารถเสียตังค์เพิ่มเพื่อเอา mag ลายนี้มาใส่ตัวธรรมดาได้... ส่วนอื่นๆแถบจะยกมาจากตัว
coupe หมด ถ้าเกิดมองตั้งแต่ชายประตูลงมาจนถึง skirt ข้างไม่นับmag ผมยังหาความแตกต่างไม่เจออีกเหมือนเดิมครับ
ส่วนยางก็แน่นอนว่าบริษัทที่รับสัมประทานไปก็คือยาง Pirelli P Zero Rosso
ที่แพงโ-ตรขนาด 245/35ZR18 ที่ล้อหน้า ส่วนล้อหลังขนาด 18”x13” กับยางรุ่นเดียวกัน
ขนาด 335/30ZR18

อย่างไรก็ดีจุดที่ได้รับการปรับปรุงจากตัว coupe อย่างชัดเจนนั้นก็คือระบบเบรกหลังจากที่เบรกของตัว
coupe ในตัวปีแรกๆนั้นมีขนาดเพียง 355 มม. ทางด้านหน้า และ 335 มม. ทางด้านหลัง
พร้อมทั้ง caliper ขนาด 4 Pots ทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งเล็กกว่าของ
Gallardo ซะอีกที่ขนาดทางด้านหน้าเป็น caliper ขนาด 8 pots ส่วนทางด้านหลังเป็นขนาด
4 pots พร้อมจานเบรกขนาดที่ใหญ่ขึ้น… ทาง Lamborghini เลยแก้ปัญหาโดยการเอามาใส่ซะ
พูดง่ายๆก็คือยกมาระบบเบรกมาจาก Gallardo เลยนั้นแหละครับ คราวนี้เลยรอดตัวไม่โดนลูกค้าด่าเหมือนเมื่อก่อนที่ชอบถามกันหนักว่าทำไมเบรกของ
Gallardo จึงใหญ่กว่าของผม ทั้งๆที่ผมจ่ายตังค์มากกว่า ส่วนเบรกนี้จะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเหมือนกันในตัว
coupe model ปี 2005 ด้วยนะครับ

ทางด้านท้ายถ้ามองที่ระดับแนวกันชนก็เหมือนกันตัว coupe อีกนั้นแหละครับ
ลอกมาทั้งดุ้นท่อไอเสียออกตรงกลางแบบท่อคู่ ไฟท้ายสี่เหลี่ยมรับกับแนวบั้นท้าย
ไม่ได้เป็นไฟโดนัทเหมือนกับรุ่นก่อนๆหรือ supercars สมัยนี้ อย่างไรก็ดีถ้ามองจากด้านบนหรือยืนดูจะเห็นได้ว่าฝากระโปรงหลังได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูมี
detail มากขึ้น โดยมีจุดประสงค์สำคัญก็คือการระบายความร้อนที่รวดเร็วกว่ารุ่นตัว
coupe และนอกจากนี้ด้วยความที่มันไม่มีหลังคาทำให้ตำแหน่งไฟเบรกดวงที่สามถูกย้ายมาอยู่บนฝากระโปรงหลังแทนด้วย
ถ้าจะถามผมว่าจุดไหนของตัว Roadster ที่ผมชอบมากกว่าตัว coupe ก็คือลายเส้นบนฝากระโปรงนี่แหละ
มันเหมือนพวกหุ่นยนต์ Gundam

วิธีเปิดฝากระโปรงหลังจะต่างกับตัวธรรมดาก็คือคราวนี้มันจะเปิดจากทางด้านหลังเบาะ
ไม่ได้เปิดจากทางด้านท้าย อย่าถามผมว่าทำไมมันเปิดอย่างนี้ เพราะผมตอบไม่ได้
ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมมันเปิดอย่างนี้ตอนแรกเข้าใจว่าที่เปิดอย่างนี้เพราะมันคงเหมือนกับ
SLK หรือ SL Class เวลาจะปิดประทุนหลังคา แต่เปล่าครับไม่ได้เกี่ยวกันเลย
ส่วนหลังจะปิดยังไงเดี๋ยวผมบอกอีกที แต่ที่แน่ๆไอ้ฝากระโปรงท้ายเนี่ยปิดยากชะมัด
พยายามปิดหลายทีปิดไม่ลงซะที จะด้วยความที่มันเบาเพราะทำจาก Carbon fiber
ทั้งแผ่นหรือสาเหตุอะไรก็เหอะ กระแทกก็แล้ว ปล่อยเบาๆแล้วค่อยกดก็แล้ว ยังไงก็ไม่ค่อยลงล็อคสรุปต้องแรงพอดีๆครับ
แรงไปหรือเบาไปปิดไม่ลง

เปิดมาจะเจอเหมือนกับกรงขึงอยู่เต็มห้องเครื่องทำจาก carbon-fiber อันนี้ไม่ได้กันกระทิงหรือม้าในเครื่องวิ่งหนีไปร้องคาราโอเกะ
แต่ทาง Lamborghini อ้างว่าไอ้กรงเนี่ยทำให้ความแข็งแรงของตัว Roadster กับ
ตัว coupe ไม่ได้แตกต่างกัน เหมือนกับรถเปิดประทุนรุ่นอื่นๆ ไม่รู้ว่าจริงขนาดไหน
แต่ที่แน่ๆคือตอนเช็ดทำความสะอาดห้องเครื่องความลำบากจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าอันเนื่องมาจากวิธีเปิดฝากระโปรงท้ายที่เปิดผิดชาวบ้านกับไอ้กรงที่มาคค้ำห้องเครื่องนี่แหละ
ในเมื่อรูปร่างภายนอกยังเอาของเดิมมาทั้งดุ้นแล้วลบหลังคา มีหรือเครื่องยนต์จะพัฒนาใหม่
ยกมันมาทั้งดุ้นจากตัว Coupe นั้นแหละ ยังคงเป็น V12 สูบ ทำมุม 60 องศา แบบ
DOCH 4 วาวล์ต่อสูบ ที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากรุ่น Diablo GT โดยมีระบบวาวล์แปรผันทั้งทางฝั่งไอดี
และไอเสีย ช่วยให้สามารถสร้างแรงบิดมาใช้งานได้ตั้งแต่รอบเครื่องต่ำๆ เสื้อสูบเป็นอะลูมิเนียมอัลลอย
เปลี่ยนลูกสูบให้มีน้ำหนักเบาขึ้น ก้านสูบเปลี่ยนจากเหล็กธรรมดาเป็นไทเทเนียม
เปลี่ยนระยะช่วงชักใหม่ส่งผลให้ เครื่องของ Murcielago มีความจุมากขึ้นกว่า
Diablo GT ประมาณ 200 cc ทำให้เครื่องตัวนี้มีความจุทั้งหมด 6,192 cc.

ทางด้านระบบทางเดินอากาศที่เป็นแมกนีเซียมอัลลอย มีการพัฒนาให้สามารถแปรผันระยะท่อไอดีได้ถึง
3 ระดับ ระบบจุดระเบิดเป็นแบบ Direct Coil ระบบหล่อลื่นเป็นแบบ Dry-Sump
ซึ่งขะช่วยลดจุดศุนย์ท่วงของเครื่องให้ต่ำลง พร้อมระบบคันเร่งแบบ drive by
wire และผลที่ได้ก็คือ แรงม้าทั้งหมด 580 ตัวที่ 7500 รอบ แรงบิดสูงสุด 66.35
กก.ม. ที่ 5,500 รอบ จุดเด่นของเครื่องตัวนี้คือสามารถสร้างแรงบิดได้ถึง
85% คือ ประมาณ 55.3 กก.ม. ตั้งแต่ 2,000 รอบ แรงขนลุกสำหรับรถ NA ที่ไม่มี
turbo หรือ supercharge เข้ามาช่วย

ส่งกำลังด้วยเกียร์ manual แบบ 6 speed โดยเกียร์ 1,2 เป็นแบบอัตราทดธรรมดา
ส่วนเกียร์ 3-6 เป็นแบบอัตราทดชิด (close ratio) พร้อมกับส่งแรงไปยังล้อทั้งสี่ด้วยระบบ
Vicous-Coupled ที่ทำให้แรงม้ากระจายไปยังล้อหน้าและล้อหลังในอัตรา 50-50
และสามารถเปลี่ยนเป็น 20-80 ได้ตามสถานการณ์ อย่างไรก็ดีทาง Lamborghini
ได้เพิ่ม option เกียร์ sequential ให้กับ Murcielago เหมือนกับที่มีอยู่ใน
Gallardo หรือที่ทาง Lamborghini เรียกว่า E-Gear นั้นแหละครับ อาศัยการเปลี่ยนเกียร์จากแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย
จะเพิ่มเกียร์ก็ดึงแป้นด้านขวาเข้าหาตัว ถ้าจะลดเกียร์ก็ดึงแป้นเกียร์ด้านซ้ายเข้าหาตัว
จะเข้าเกียร์ว่างก็ดึงแป้นทั้งสองด้านพร้อมกัน ส่วนเกียร์ถอยย้ายไปอยู่ทางด้านซ้ายมือของคนขับใกล้ๆกับสวิทช์ไฟตัดหมอก
เหมือนกับที่อยู่ใน Gallardo เดี้ยะ คราวนี้เวลาขับไม่จำเป็นต้องมานั่งเหยียบ
clutch ให้เมื่อยขา ใช้นิ้วอย่างเดียวก็เสียวได้แล้ว

ส่วนช่วงล่างทั้งสี่ล้อยังคงเหมือนกับตัว coupe ซึ่งเป็นแบบ อิสระปีกนกสองชั้น
โดยปีกนกด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุงตำแหน่งของจุดยึดปีกนกใหม่จาก
Diablo โดยข้างหน้าเขยิบเข้าไปด้านในอีก 15 มม. ส่วนทางด้านหลังเขยิบเข้าไปอีก
50 มม. ผลที่ตามมากก็คือช่วยให้มุมล้อเสถียรมากขึ้น ใช้คอยล์สปริง 2 ชุด
ส่วนshock absorber ทั้งสี่ล้อเป็นแบบ active suspension ซึ่งจะปรับความแข็งของช่วงล่างให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่
Interior

เอาละมาดูภายในกันบ้าง วิธีการเปิดประตูยังคงเหมือนเดิมก็คือ กดให้ไอ้แท่งมือจับประตูเหลี่ยมๆมันขึ้นมาแล้วดึง
ประตูก็จะยกขึ้นเอง เรื่องการขึ้นลงนั้นสะดวกกว่าตัว coupe เยอะเนื่องจากไม่มีหลังคา
คราวนี้จะมุดยังไงก็ได้ไม่ต้องกลัวหัวชน การออกแบบภายในของ Murcielago Roadster
นั้นเรียกว่าแถบจะโคลนนิ่งมาจากตัว coupe ทั้งดุ้นอีกแล้ว เหมือนกันยังกะแกะ
จุดแตกต่างมีเพียงสองจุดเท่าที่ผมเห็นก็คือเปลี่ยนวิทยุ จากหน้าตาดูดีมีชาติตระกูลในตัว
coupe มาเป็นวิทยุหน้าตาโง่ๆ เหมือนกับที่อยู่ใน F360, GT2 ยี่ห้อ Harman
Kardon เสียงดีหรือเปล่าตอบได้คำเดียวครับว่าไม่ต้องไปสนใจเพราะแค่เสียงเครื่องกับเสียงลมที่เข้ารถก็คงไม่ได้ยินอะไรอยู่แล้ว
อีกอย่างที่ออกแบบใหม่ก็คือเบาะ คือหัวเบาะมันเปลี่ยนไปจากขาที่ออกมาไปจรดที่หัวหมอน
คราวนี้ด้วยความที่มันเป็น Roadster เลยทำให้ขาเบาะต้องยื่นมาคลุมหัวเบาะ
เพื่อเป็น roll bar ไปในตัว

ความเนี้ยบภายในห้องโดยสารยังคงเหมือนเดิมเนื่องจากเป็นงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ
Audi หน้าปัทม์เหมือนเดิมวงกลมธรรมดาๆอ่านง่ายชัดเจน มาตรวัดความเร็วมี scale
บอกเป็นทั้ง mph และ km/h โดยมีความเร็วบอกไว้สูงสุดถึง 360 km/h แค่มองก็สยิวน่าขับเป็นที่สุด...
เข็มและไฟเตือนต่างๆจะสว่างขึ้นเมื่อคุณบิดกุญแจโดยตัวเลขจะเป็นสีเขียวส่วนเข็มเป็นสีเหลืองอมส้ม
ไอ้ตอนบิดกุญแจคลิ๊กแรกเนี่ยไฟ check ต่างๆมันขึ้นพรึบมาเต็มไปหมดจนนึกว่ากำลังจะขับยานอวกาศ
มีจอภาพแสดงข้อมูลต่างๆของรถอยู่ตรงกลางของหน้าปัทม์


ส่วน concole กลางไม่มีแป้นเกียร์อยู่ให้รกรุงรังแต่กลายเป็นสวิทช์สำหรับ
mode ต่างๆแทน คือ mode ธรรมดา, Sport, แล้วก็ Low Grip ไม่มีสวิทช์ยกรถ
4 ระดับเหมือนกับตัวธรรมดา แต่เป็นปุ่ม Lift Suspension เหมือนกับของ Gallardo
model ปี 2005 คือยกไปเลยที่เดียวไม่มีให้เลือกสี่ระดับเหมือนเมื่อก่อน มีแค่สูงกับเตี้ยให้เลือก
แล้วก็มีปุ่มควคุมระบบ VACS อยู่ข้างๆปุ่ม TCS ช่องแอร์เป็นแบบทรงกลมที่เป่าไม่ค่อยโดนตัวเหมือนเดิม
ส่วนสวิทช์แอร์อยู่ใต้ logo Lamborghini กดให้ผลิกขึ้นมาก็จะเจอปุ่มแอร์
auto หน้าตาโง่ๆ ไม่ต้องมีการศึกษาก็ใช้ได้ไม่เหมือนกับแอร์ของ Series 7
ที่หากไม่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีรับรองว่าใช้ได้ไม่เต็ม function

ส่วนบางคนที่งงว่าทำไมมันถึงเป็นสองสีไม่เหมือนกัน ไม่ใช่เพราะว่าเย็บๆมาแล้วหนังสีเขียวหมดนะครับ
แต่ทาง Lamborghini เรียก design นี้ว่า Asymetric Design คือออกแบบสองข้างให้สีไม่เหมือนกัน
ส่วนจุดประสงค์ว่าทำไมต้องทำแบบนี้ นั้นยังไม่มีใครทราบ รู้แต่ว่าน่าเกลียดพิลึก
ยังดีที่คันนี้เป็นแค่เขียวดำ ลองนึกดูว่าถ้าเป็นเขียว ชมพู หรือเขียว ม่วง
จะถูกใจชาวเกย์ขนาดไหน แต่ถ้าเกิดใครอยากได้แบบธรรมดาก็สั่งได้นะครับ ไม่ได้มัดมือชกให้ใช้แบบ
two-tone ประหลาดๆแบบนี้แต่อย่างใด
โดยทางฝั่งเบาะคนนั่งข้างจะมีช่องเล็กๆใต้เบาะไว้เก็บยาบ้า เฮ้ย ไม่ใช่ครับ
ไว้เก็บของจุกๆจิกๆ วิธีก็ใช้แถบแปะๆเหมือนกับรองเท้าเด็กเล่นคู่ละ 199 บาท
จะเปิดก็ดึงออกมากองไว้ เอายาบ้าใส่เข้าไป แล้วก็เอาไอ้ก้อนนี้แปะเอาไว้ที่เดิมเป็นอันเสร็จพิธี
 

ส่วนตรง console กลางทางด้านหลังสวิทช์กระจกจะมีที่ใส่ของตรงใต้ที่วางแขน
ดูเหมือนจะใหญ่ ครับมันใหญ่จริงแต่ว่าเอาจริงกลับตื้นเขินยิ่งกว่าแถบลุ่มสันดอนปากแม่น้ำโขง
จะเอากระปุกยาดมใส่เข้าไปยังลำบากเลย ใกล้ๆกับเบาะจะมีสวิทช์ไฟสองดวง ไม่รู้ว่าใช้ส่องอะไรเหมือนกัน
เพราะว่ามันไม่ได้ชี้ลงพื้นเหมือนกับไฟเก๋งธรรมดา แต่อันนี้ชี้ขึ้นฟ้า สงสัยไว้ส่องดูดาวอังคาร
เพราะถ้าจะบอกว่าไว้ส่องให้อ่านหนังสือพิมพ์ก็คงไม่ใช่ เพราะคงไม่มีใครอ่านหนังสือพิมพ์ตอนขับรถรุ่นนี้หรอก
จะบอกให้คนนั่งข้างอ่านก็คงจะไม่ใช่เพราะว่าคงโดนลมพัดปลิวกระจุยกระจายซะก่อน
หรือจะไว้ส่องหาของในรถก็คงไม่ใช่อีกนั้นแหละ เพราะอย่างที่ผมบอกมันไม่ได้ส่องลงพื้นแต่มันส่องชี้ฟ้าครับ

บางคนอาจจะถามว่าแล้วจะปิดหลังคาอย่างไร อย่านึกว่ามันจะเก็บอยู่ข้างหลังเบาะเหมือนกับ
360 Spider นะครับ นั้นมันธรรมดาและสะดวกสบายไป แน่นอนว่าไม่ใช่หลังคาไฟฟ้า
แต่เป็น manaul 100% จากข้อสันนิษฐานของผมก็คือตอนเอายางบมาลบหลังคาออกแล้วส่งอาจารย์นั้น
เค้าลืมคิดว่าจะเอาหลังคาไปเก็บไว้ตรงไหน วิธีแก้ง่ายๆก็คือไม่ต้องมีที่เก็บหลังคาหลังเบาะ
แต่เอาไปใส่ไว้ในฝากระโปรงหน้าแทน ถามว่าแล้วหลังคามันจะใส่ได้ง่ายๆหรือเนี่ย?
คำตอบก็คือไม่ครับ... คุณต้องจอดรถเปิดฝากระโปรงหน้า แล้วไปเอาหลังคาออกมา
อ๊ะๆๆ อย่าคิดว่ายกมาครอบแล้วจะเสร็จเหมือนกับพวกหลังคาแข็งของ Boxster หรือว่า
Z4 นะครับ เพราะเดี๋ยวจะไม่สมกับงานศิลปะราคา 40 ล้าน ใครจะปิดประทุนต้องมีความสามารถในการต่อ
Lego นิดนึง คือเปิดมาฝากระโปรงหน้ามาแล้วคุณจะพบกระเป๋าสองใบ พร้อมทั้งโครงเหล็กอีกหนึ่งโครง
กับกาบอะไรก็ไม่รู้อีกหนึ่งคู่ แล้วก็แป๊บเหล็กอันสั้นๆอีกหนึ่งอัน ยิบออกมาแล้วก็กองไว้กับพื้น
คุณจะพบทันทีว่ามันต้องใช้ปัญญายิ่งกว่าตอนแก้สมการ calculus อีก

ยังไงก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆจากทาง Lamborghini Bangkok ที่อุตส่าห์มาช่วยผมกับทีมงานประกอบไอ้หลังคาซึ่งเป็นหลังที่ใส่ยากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา
ขั้นแรกคือถอดไอ้ขอบ carbon fiber ตรงกระจกออกก่อนแล้วเอาไอ้แถบที่เป็นเหล็กทรงเดียวกันเอาไปใส่แทน
แต่อย่าคิดว่าแค่เอาไปติดก็เรียบร้อย ต้องเอาผ้าหลังคาประทุนที่อยู่ในกระเป๋าออกมา
แล้วเหน็บขอบประทุนหลังคาเข้าไปตามร่องของครีบเหล็ก หลังจากนั้นเมื่อใส่เข้าไปตามขอบจนครบทั้งผืนแล้ว
ค่อยเอาไอ้หลังคาผ้าพร้อมทั้งขอบเหล็กไปใส่ติดไว้กับขอบกระจกหน้า ส่วนผ้าเอาผาดไว้กับกระจกหน้ารถก่อน
หลังจากนั้นเอาไอ้โครงเหล็กที่ผับอยู่กางออกมา เมื่อกางออกหน้าตาจะดูเหมือนกับเห็บหมาหรือไม่ก็แมลงอะไรสักอย่าง
เอาไอ้เจ้าขา6 อันไปlock ไว้กับร่องที่ตัวรถ เอาแป็บเหล็กอันสั้นๆมาล็อคไว้ตรงกลางโครงเหล็กเพื่อความแข็งแรง

หลังจากนั้นค่อยเอากาบขอบกระจกสองอันออกจากกระเป๋า มาสอดไว้ที่ช่องตรงผ้าหลังคาที่พาดไว้กับกระจกหน้า
จับพลิกขึ้นมาเอาหลังคาผ้าไปพาดไว้บนโครงเหล็ก โดยใต้หลังคาจะเป็นเทปแควกๆ
ให้พันยึดไว้กับโครงเหล็ก (โปรดนึกภาพเทปที่ข้างนึงเป็นขน ข้างนึงเป็นหนาม
ที่ชอบใช้พันเก็บสายชาร์จแบตโทรศัพท์นั้นแหละครับใช่เลย) ส่วนไอ้กาบขอบกระจกก็ไปยึดกับไอ้โครงเหล็กที่เป็นปุ่มให้เสียบไว้
ส่วนหลังของหลังคาผ้าใบ ส่วนท้ายที่มีกระจกหลังไม่ได้ยึดกับโครงเหล็กแต่จะยึดกับห้องเครื่องของตัวรถแทน
วิธียึดนะเหรอครับง่ายนิดเดียว เปิดฝากระโปรงหลังแล้วใช้กระดุมแป๊กๆเอาไล่จากขวามาซ้าย
นั่งกดไปเรื่อยๆจนครบ แล้งค่อยปิดฝากระโปรงหลัง แค่นี้แป็นอันเสร็จพิธี พร้อมที่จะเอาไปซิ่งได้แล้ว
(ใครอ่านวิธีใส่หลังคาแล้วข้องใจ ให้ดูภาพประกอบที่นี่ครับ)
โดยเวลาทั้งหมดที่ใช้ในการใส่หลังคาด้วยคนทั้งหมด 3 คนใช้เวลาไม่มากครับแค่
25 นาทีเอง ดังนั้นหากขับเปิดประทุนอยู่แล้วเห็นฝนทำถ้าจะตกไม่ต้องคิดมากครับ
ถือว่าได้อาบน้ำฝนแล้วก็ฝอกเบาะไปในตัวเลยละกัน... ส่วนวิธีการเก็บก็ทำย้อนกลับแค่นั้นเอง
ใช้เวลาไม่มากไม่มายเช่นกันคือ 25 นาทีไม่รวมขั้นตอนในการแพ็คเก็บใส่กระเป๋าเพื่อจะยัดลงไปในฝากระโปรงหน้าให้สวยงามเหมือนเดิม


ซึ่งหลังจากที่ใส่หลังคาเสร็จแล้ว อย่าคิดว่ารถมันจะ work เหมือนเดิมนะครับ
เพราะว่าไอ้เจ้าหลังคาผ้าใบนี้มันมีป้ายแปะบอกไว้ตรงขอบบังลงหน้าว่าห้ามขับเกิน
160 ตอนปิดหลังคา โอ้ว....พระเจ้าอย่างงี้ถ้าเกิดคุณขับปิดประทุนบนทางด่วน
ไม่ต้องคิดจะซิ่งเลยนะครับ แพ้แม้กระทั่ง Honda City เพราะว่า City วิ่งได้เกิน
160 อย่าว่าแต่160 เลยเพราะหลังจากที่ลองใส่หลังคาแล้วโยกเล่นดู ผมว่าแค่
60 ก็จะปลิวแล้วครับ (แถมการขับ Murcielago โดยห้ามวิ่งเกิน 160 นี่มันออกจะเป็นการทรมานจิตใจกันนิดหน่อยนะ...)
เท่ากับว่านี้เหมือนเป็น fight บังคับให้คนที่ยากจะซิ่งต้องเปิดประทุขับอย่างเดียว
แล้วลองนึกภาพคุณขับที่ความเร็ว 250 โดยไม่มีหลังคาดูสิมันจะคุยกันรู้เรื่องไหม
หลังจากยืนมองเจ้า Murcielago Roadster ที่ใส่หลังคาแล้วกลับยิ่งทำให้รถคันนี้ดูไม่ได้มากกว่าเดิม
เหมือนกับเอาอะไรสักอย่างมาแปะไว้บนรถที่ไม่ได้มีความพอดีกันหรือกลมกลืนกันเลย
ใส่เสร็จได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลยตัดสินใจถอดดีกว่าขับแบบไม่มีหลังคาดูหล่อกว่าเยอะ
Impression

อย่างที่บอกว่าพอมันไม่มีหลังคาแล้วผมว่ามันขึ้นลงสะดวกขึ้นเยอะ ไม่ต้องกลัวหัวชนหลังคา
ตำแหน่งการนั่งยังคงเหมือนกับของ coupe เบาะเป็นแบบ Bucket Seat ตรงกลางเป็นหนัง
Alcantara กระฉับไม่ต้องกลัวหลุดตอนโยนเข้าโค้ง ตำแหน่งเบรกมืออยู่ทางด้านซ้ายของคนขับ(ติดกาบประตู)
ส่วนเบาะยังคงปรับมือเหมือนเดิม ไม่ได้มี option เบาะไฟฟ้ามาให้ หลังจากที่ปรับทุกอย่างเข้าที่ก็บิดกุญแจ
start เสียงพัดลมดูดอากาศดังขึ้นมาเหมือนกับมีคนเปิดเครื่องดูดฝุ่นยังไงอย่างงั้น
กดปุ่มใส่รหัสตรงวิทยุก่อน ไม่งั้นสตาร์ทไม่ติด พอใส่รหัสเสร็จแล้วถึงบิดกุญแจสตาร์ท
เสียงเครื่องที่ได้ยินยอมรับตามตรงว่ามันเบากว่าที่อยู่ในตัว coupe ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม
แต่คาดว่ามันถูกจูนลงมาเพื่อให้ไม่หนวกหูเกินไปตอนขับ แม้ว่าจะเบากว่าเดิมแต่ก็ยังถือว่าดังอยู่ดี
หมดสิทธ์หนีแอบขับหนีแฟนไปเที่ยวตอนดึกๆแน่นอน เพราะสตาร์ททีตื่นกันทั้งซอย

เท่าที่ได้มีโอกาสลองแตะๆดูนิดหน่อย ไม่ได้มีโอกาสเอาไปขับบนถนนยาวๆอย่างคันอื่นๆด้วยสาเหตุที่บอก
ทำให้ไม่สามารถ comment อะไรได้มาก แต่ที่รู้ๆคือมันเป็นรถที่เด่นสะดุดตาคนรอบข้าง
มากที่สุดคันหนึ่งในประเทศไทย เชื่อผมเถอะไม่มีคนไหนไม่มอง รถหน้าตาประหลาดๆ
ไม่มีหลังคาแถมสีทองยิ่งกว่าทองเยาวราช กระจกใสปิ๊ง ขับไปสาวๆมองเป็นแถว
(แล้วคิดในใจว่าไอ้หมอนี้บ้าหรือเปล่า แดดร้อนแถบตายยังเปิดประทุนอีก) การันตีได้เลยว่าขับรถคันนี้แล้วตัวเองหล่อขึ้นมาอีก
200 % ประมาณว่าถ้าวันนั้นเจอ Paula คงขับเข้าไปจีบแล้วครับ

การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล สะดวกสบายไม่ต้องเหยียบ clutch ให้เมื่อยขา จังหวะ
shift up smooth มากเนื่องจากรถมีแรงบิดสูง ทำให้การเปลี่ยนเกียร์ในรอบต่ำๆไม่มีอาการหัวทิ่มหัวตำ
อัตราเร่งแตะปุ๊บเป็นพุ่งไปข้างหน้า โรงงานเคลม 0-100 สามารถทำได้ใน 3.8
วินาที ส่วน top speed ไปหยุดอยู่ที่ 330 km/h ส่วนตัว เท่าที่ลองแตะๆดูนิดหน่อย
เชื่อว่าคงไม่หนีจากที่เคลมเท่าไร ลองนึกดูว่าขับที่ความเร็ว 300 แบบไม่มีหลังคาดูสิครับ
รับรองว่าถ้าขับทุกวันหัวเถิกก่อนไวแน่นอน การเก็บเสียงไม่ต้องไปพูดถึงไม่มีหลังคามันจะไปเก็บอะไรได้
คนนั่งบนรถเมล์พูดกันยังได้ยินเลย ใครเรอ ใครตด ใครทะเลาะกันเราได้ยินหมด

แม้ว่าเสียงเครื่องยนต์จะถูกจูนมาให้เบาลงกว่าตัวธรรมดาตอนสตาร์ท แต่เมื่อมันไม่มีหลังคา
เวลาคุณขับ คุณกลับได้ยินเสียงเครื่องยนต์ชัดเจนเต็มสองรูหูมากขึ้น มันคำรามแบบในโทนของมัน
ซึ่งเสียงจะออกทุ้มต่ำกว่าของ Ferrari ถามว่าเพราะไหมตอบไม่ได้ แต่รู้ว่าทุกครั้งทีเหยียบคันเร่งลงไป
เสียงเครื่องยนต์กับแรง G ที่ถีบตัวคุณลงไปกับเบาะ มันจะเหมือนกับกระตุ้นให้คุณต้องเหยียบคันเร่งมากขึ้นไปกว่าเดิมทุกครั้งๆ
เสียงเครื่องเสียงลมที่เข้ามา รวมถึงสภาพแวดล้อมภายนอกล้วนกระตู้นให้คุณนึกว่าตัวเองกำลังขับรถแข่งอยู่ในสนาม
และนี่แหละคือเสน่ห์ของ Roadster ที่ไม่มีใครเหมือน

ตอนนี้ผมคงบอกไม่ได้ว่า Murcielago Roadster มันดีกว่าตัวธรรมดาหรือว่าด้อยกว่าตัวธรรมดา
เพราะไม่ได้มีโอกาสสัมผัสแบบเต็มๆ อย่างไรก็ตามพวงมาลัยขวาคันแรกจะถึงเมืองไทยกลางปีนี้
และที่สำคัญคือมันยังไม่มีเจ้าของ ถึงตอนนั้นสัญญาว่าจะเอามาชำแหละให้ดูแบบเห็นๆ
จุดที่มันดีกว่าตัวธรรมดาแน่ๆก็คือมันจะเป็นคันเดียวในเมืองไทย ไม่เหมือนกับ
coupe ที่มีอย่างน้อยก็เกือบสิบคันแล้ว ความหล่อก็มากกว่า แม้จะร้อนจนตัวไหม้
หรือว่ากลัวฝนตกขนาดไหน ใครสนใจอยากเท่ห์แบบไม่ซ้ำใครในงบประมาณ 40 ล้านบาท
รีบติดต่อไปยัง Lamborghini Bangkok ทันทีเพราะเมืองไทยได้โควตาเพียงปีละ
1 คันเท่านั้น ช้าอดหมดด้วย ไม่รู้นา
ขอขอบคุณ Lamborghini Bangkok ที่เอื้อเฟื้อรถในการทำบทความครั้งนี้
ขอขอบคุณ คุณบี๋ และ คุณกอล์ฟ จาก Lamborghini Bangkok ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำบทความและช่วยกันประกอบหลังคา
Roadster ครับ
Article By Narun Lee


Specification
| Engine |
V12 aluminium alloy |
| Cylinder Capacity |
6,200 cc |
| Max. Power |
570 bhp @ 7000rpm |
| Max. Torque |
650 Nm (479 lb-ft) @ 5400 rpm |
| Transmission |
All-Wheel-Drive |
| Gear Box |
6 Speed Manual or E-Gear |
More Pictures
















 
 






 







|