|
Feature
Car: Mercedes Benz SL280/500 [Classic]
The Fast and the Classic


ขอบอกตรงนี้ก่อนเลยนะครับ
ว่าไม่ได้คิดจะหากินกับของเก่าๆ แต่เผอิญมีรุ่นพี่ที่สนิทกันเขาต้องการจะขายรถทั้งสองคัน
(ทั้งสองคันนี้คนละเจ้าของนะครับ เหตุผลที่ต้องปล่อยออกมาก็เพราะว่าทั้งคู่ดันไปซื้อ
SL ตัวใหม่ เลยจำใจต้องขายตัวเก่าทิ้ง ไม่ใช่เพราะรถมีปัญหานะครับ) แล้วก็เอารถมาทิ้งไว้ให้ดูเล่นอยู่นานโข
ไปๆมาๆเลยได้ขับรถรุ่นนี้ทั้งสอง spec (SL280 สีน้ำเงิน ปี 99 (ปีสุดท้าย)
กับ SL500 สีบรอนซ์ ปี อะไรไม่แน่ใจ แต่ facelift เป็นตัวปีสุดท้ายแล้ว)
ไปโดยปริยาย เลยอยากจะเอามาเล่าสู่กันฟังสำหรับข้อดีและข้อเสียของรถรุ่นนี้เท่าที่เห็น
เนื่องจากอาจจะมีบางคนสนใจที่จะหารถมือสองรุ่นนี้มาใช้ จะได้เอาบทความนี้มาช่วยในการตัดสินใจ
แล้วก็อาจจะตอบข้อสงสัยของคนหลายๆคนได้ไม่มากก็น้อยครับ ยังไงก็ลองทนอ่านกันดูละกัน
จริงๆแล้วเนี่ย SL ตัวนี้อยู่ในสายการผลิตมายาวนานมากๆๆๆ สิบปีเห็นจะได้
มีการปรับโฉมมาก็ตั้งหลายครั้ง เครื่องยนต์ก็มีหลายขนาด หลายรุ่น หลายแบบ
หลาย spec นอกจากนี้ option ในแต่ละรุ่นยังต่างกันอีกบาน พูด 3 หน้าก็ไม่หมด
เอาเป็นว่าผมจะค่อยๆพูดถึงความแตกต่างชัดๆเท่าที่เห็นจากรถสองคันนี้ ไปทีละข้อก็แล้วกันครับ
ตอนนี้เราไปดูรูปร่างหน้าตาของเจ้า SL ทั้งสองคันนี้ก่อน

รูปร่างหน้าตาของเจ้าสองคันนี้ ถ้าเป็นในยุคที่มันออกมาใหม่ๆ (ต้นๆ90) ไม่ต้องห่วงครับ
ขับไปไหนคนก็มอง เอาเป็นว่าเป็นรถที่ขับแล้วหล่อสุดๆ คันหนึ่งในยุคนั้นเลยล่ะ
แต่พอมาเทียบกับ รถในสมัยนี้จะรู้สึกทันทีว่าหน้าตามันโบราณ ยิ่งถ้าเอาไปจอดเทียบกับ
SL ใหม่แล้วละก็ไม่ต้องพูดครับ ต่างกันราวฟ้ากับเหว แม้จะเอาตัวปรับโฉมปีสุดท้ายมาจอดเทียบ
(เหมือนสองคันนี้) ก็ยังอารมณ์เหมือนกับเอาคนแก่มาดึงหน้า ให้ไปยืนเทียบกับ
พอลล่า เทเลอร์ ยังไงยังงั้น แต่จะว่าก็ไม่ได้หรอกครับ เพราะ design ต่างกันตั้ง
10 ปี

แถมเรื่องราคาค่าตัวตอนนี้นี่ยิ่งไม่ต้องคุย ต่างกันประมาณ เกือบๆ 10 ล้านเห็นจะได้
(เพราะ SL เก่ามีหลายราคาครับ ขึ้นอยู่กับปีแล้วก็สภาพ ราคามีตั้งแต่ 2 ล้านต้นๆ
ไปจนถึง 3 ล้านปลายๆ ส่วน SL500 ตัวใหม่รุ่นพี่ซื้อมาอยู่ประมาณเฉียดๆ 13
ล้าน) เอาเป็นว่าถ้าคุณเคยฝันอยากจะได้ Benz sport สักคัน ที่ไม่เล็กมาก
แล้วก็ยังดูภูมิฐาน ไม่ได้ดูเหมือนกับขโมยรถลูกมาใช้ SL เก่าก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลยล่ะ

ภายนอกวิธีดูว่าเป็นตัวปีสุดท้ายนั้นมีหลักคร่าวๆ อยู่ดังนี้ครับ แม้ว่าภายนอกจะแปลงเป็นรุ่นใหม่กันได้
แต่ผมคิดว่ารู้ไว้ดีกว่าครับ เผื่อเวลาที่สนใจจะไปหารถรุ่นนี้จะได้พอดูเป็น
อย่างแรกเลยคือรุ่นครับ ถ้าเป็นรุ่นที่มีเลขนำหน้า(เช่น 300SL 500SL) จะเป็นรุ่นแรกๆ
ส่วนรุ่นที่เลขอยู่หลังจะเป็นปีหลังๆหน่อย(เช่น SL280 SL500) อย่างไรก็ดีตัวเลขนี่สามารถลอกเปลี่ยนง่ายราวกับปลอกกล้วยเข้าปาก
ส่วนต่อมาคือไฟท้ายต้องเป็นสองสีหลักคือ หนักไปทางแดง มีไฟถอยสีขาวแซมนิดๆอยู่ตรงกลางสามขีด
(ถ้าเป็นรุ่นเก่าไฟเลี้ยวจะเป็นสีส้มชัดเจน โดยไฟท้ายจะเป็น 3 สีแยกจากกันชัดเจน)
มีไฟเบรกดวงที่ 3 อยู่บนฝากระโปรงหลัง เป็นแบบ LED ทางด้านข้างตรงแก้มหน้าต้องมีครีบแค่
2 ขีด หากมี 3 ขีดจะเป็นตัวเก่า กระจังหน้าจะต้องเป็นแบบ 5 ช่อง ไฟหน้าเป็น
xenon แล้วก็ส่วนสำคัญหากเป็นตัวที่ปีสุดท้าย ที่ทางเบนซ์ ทองหล่อเอามาขายจริงๆ
(ตอนนั้นเหลือแค่ SL280) หลังคาแข็งจะต้องเป็นแบบ glass roof หรือหลังคาแก้วครับ
ดังนั้นจากที่ผมบอกมาคงจะเห็นความแตกต่างระหว่างตัวปีสุดท้ายจริงๆ (SL280)
กับตัวปีแรกๆ (SL500) ที่แปลงมาได้จากตรงหลังคานี่แหละครับ ส่วนอื่นๆทั้งสองคันนี้มันแปลงไปได้เหมือนหมด
ดูแทบไม่ออก (จริงๆแล้วหลังคาแก้วก็สามารถหาซื้อได้เหมือนกัน)
 
 
ภายในมองดูก็รู้แล้วว่ามันเก่า เปิดประตูเข้ามาในห้องโดยสารปุ๊บ รู้ปั๊บว่ามันเป็นยุคเดียวกับเบนซ์
E-Class (W124) ทุกๆอย่างมันดูเหลี่ยมๆเชยๆ หน้าปัทม์เหมือนกับ E-class เป๊ะๆ
โดยในตัว SL500 ซึ่งเป็นรุ่นเก่า พวงมาลัยจะเป็นสี่ก้านเหมือนกับของ E-class
แต่พอเป็นตัวสุดท้าย (SL280) พวงมาลัยจะเป็นทรงสี่ก้านเหมือนกับของ SLK ซึ่งมันก็ไม่ได้ดู
Sport นักหรอกครับ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนกับของอีกคัน จุดแตกต่างที่สำคัญระหว่างตัวปีท้ายๆกับตัวปีแรกๆ
จุดที่ดูง่ายๆก็คือระบบ Airbags ซึ่งถ้าเป็นปีสุดท้ายจะมี 4 ลูก (ด้านหน้า
2 ด้านข้าง 2) ส่วนตัวปีเก่าๆจะมีแค่ 2 ลูก ไม่ก็ลูกเดียว ถ้าใครที่จะบ้าเปลี่ยนตามให้เหมือนก็ต้องยกทั้ง
Console แล้วก็แผงประตู โดยตรงแผงข้างประตู ถ้าเป็นรุ่นเก่าลายไม้จะเป็นเส้นตรง
ส่วนถ้าเป็นรุ่นท้ายๆลายไม้จะโค้งขึ้นครับ (ดูดีขึ้นมาอีกนี้ดหนึ่ง)
นอกจากนี้จุดเด่นที่สำคัญก็คือกระจก เพราะถ้าเป็นตัวปีท้ายๆ เวลาเปิดประตูออกมากระจกมันจะหล่นลงมานิดนึง
แต่ถ้าเป็นตัวปีแรกๆ เปิดออกมาอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ไม่ได้หล่นลงมาแต่อย่างใด
ที่กล่าวมาทั้งหมดก็คือจุดแตกต่างที่สำคัญระหว่างตัวปีแรกๆกับตัวปีท้ายๆครับ

มาถึงข้อดีบ้างก็แล้วกันแน่นอนว่าสำหรับบ้านเรา Benz ก็ยังเป็น Benz ขับไปไหนก็ได้รับความเคารพจาก
รปภ. ทั้วราชอาณาจักร อะไหล่รถรุ่นนี้หาง่ายครับ เนื่องจากว่ามีตัวแทนนำเข้ามาขาย
แล้วก็ขายได้เยอะมากๆ รูปทรงภายนอกถึงแม้จะดูเก่าไปนิด แต่ก็ถือว่ารูปทรงยังไม่น่าเกลียด
บางคนมองว่ามัน classic ไปแล้ว

ทางด้านเครื่องยนต์แน่นอนว่าทั้งสองคันนี้เครื่องต่างกันตั้ง 2 ลิตร performance
ต้องต่างกันออกไปแน่นอน คันสีบรอนซ์ เป็นเคื่อง V8 5,000 cc. แต่อีกคันเป็นเครื่อง
4 สูบ กับความจุกระจุ๋มกระจิ๋ม แค่ 2,800 cc. เรื่องอัตราเร่งแซงและ top
speed ไม่ต้องไปพูด SL500 ดีกว่ากันเยอะ กดพรวดเดียวถึง 200 และสามารถไปแตะระดับ
230 ได้สบายๆ แต่ถ้าหลังจากนั้นจะเริ่มอืด กว่าจะไปถึง 250 จะใช้เวลาค่อนข้างมาก
แถมถนนบ้านเราก็ไม่ค่อยดี ไม่แนะนำให้ใช้ความเร็วสูงขนาดนั้น (ยิ่งช่วงล่างเดิมๆอาจจะมีอาการเหวอให้เห็น)

ส่วน SL280 อัตราเร่งไม่ต้องไปพูดถึง เครื่องแค่ 2800 cc. ออกแนววิ่งเรื่อยเปื่อย
ไม่ต้องคิดจะไปแข่งกับใคร ถ้าจะเน้น performance ต้องไปขับตัวสีบรอนซ์ ตัวนี้ขับหล่ออย่างเดียว
แต่ใช่ว่าคันนี้เครื่องยนต์จะไม่มีจุดเด่นเลย เพราะจุดเด่นคันนี้ก็คือมันบริโภคน้ำมัน
น้อยกว่าอีกคันเยอะ (SL500 มันบริโภคน้ำมันส่วนทางกับนโยบายประหยัดพลังงานอย่างมาก)

ระบบเบรกไว้ใจได้ครับ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพิ่ม ท่าที่ลองเบรกดู ตอนที่ใช้ความเร็วสูงๆ
(ราว230) มันก็อยู่ดีครับ แป๊บเดียวลงมาเหลือ 100 เดียวแล้ว ถ้าจะต้องดูแลหน่อยก็คือเรื่องผ้าเบรก
โดยเฉพาะตัว SL500 ที่หากไม่ดูแลเรื่องเบรกละก็อาจจะมีอาการสยิวเสียวส่าน
เวลาใช้ความเร็วสูงๆ แล้วต้องเบรกอย่าางกระทันหัน
ช่วงล่างออกแนวนุ่มนวลหรูหราป๋าๆ ไม่ได้กระเด้งกระดอน เหมาะแก่การขับในชีวิตประจำวัน
แต่ถ้าเป็นคนชอบใช้ความเร็วสูงๆ เปลี่ยนดีกว่าครับ เพราะรถจะมีอาการร่อนตอนใช้ความเร็วเกิน
200 และจะต้องใช้สมาธิในการขับมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ตำแหน่งในการนั่งเพื่อควบุมรถก็ไม่ค่อยดี
เพราะเบาะไม่กระชับ แต่ออกแนวนั่งสบายมากกว่าดังนั้นเวลาอยู่ในโค้ง เลยจะมีปัญหาตัวคนขับเลื่อนไปมาครับ

ข้อเสียที่เห็นชัดๆเลยเวลาขับก็คือการเก็บเสียง จะว่ามันแย่เลยก็ว่าได้เพราะเวลาใช้ความเร็วสูงๆ
(แถวๆ 200) เสียงลมมันเข้ามาในรถมากถึงมากที่สุด มันดังนรกถึงขนาดที่โทรศัพท์โทรเข้ามายังไม่ได้ยินเสียงครับ
แถมเสียงเครื่องยนต์ก็ไม่เพราะ (ทั้งสองตัว) แต่เวลาใช้ความเร็วต่ำๆมันก็เก็บเสียงใช้ได้ครับ

ข้อเสียอีกประการก็คือหลังคาแข็งที่ยกมาครอบ มันจะไม่ได้ซีลแนบสนิท ดังนั้นเวลาฝนตกหนักๆ(ย้ำครับว่าต้องหนักๆ)
จะมีอาการน้ำรั่วเข้ามาตรงรอยต่อระหว่าง A pillar กับหลังคา ต้องคอยเอากระดาษทิชชูไปอุด
แต่ถ้าฝนตกแหมะๆมันก็ไม่ได้รั่วเข้ามาหรอกครับ ยังปกติดี (อย่างวันที่ผมเอาไปขับเล่น
ฝนตกน้ำก็ไม่เข้าแฮะ)

เอาเป็นว่าใครสนใจรถรุ่นนี้หวังว่าบทความนี้คงจะช่วยท่านได้ไม่มากก็น้อยครับ
ส่วนปัจจุบันคันสีบรอนซ์รู้สึกจะขายไปแล้ว แต่คันสีน้ำเงินยังอยู่ครับ (เจ้าของยังใช้อยู่
วิ่งไปประมาณ 40,000 กว่ามี book service ครับ) เท่าที่จำได้เจ้าของเปลี่ยนช่วงล่างเป็น
SACHS แล้วก็พึ่งเปลี่ยนยางไปไม่นาน
ใครสนใจจะเป็นเจ้าของ SL280 คันสีน้ำเงิน ก็ลองสอบถามไปที่ท่านเจ้าของได้โดยเลยที่
01 833 3311
Article By Narun Lee

More Pictures (SL280)






More Pictures (SL500)





|