Feature Story : Ferrari F430 - Official Pictures & Details
Taking back the crown from Gallardo.


Image Copyright - Ferrari


          นี่คือรถที่จะมาแทน Ferrari F360 Modena และมันไม่ใช่รถต้นแบบอีกต่อไป แต่นี่เป็นรถที่พร้อมจะส่งมอบให้กับลูกค้า VIP ในปลายปี 2004 นี้… และที่ท่านกำลังอ่านอยู่ก็คือข้อมูล "ล่าสุด" แทบทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาเกี่ยวกับรถคันนี้...



News & Rumors - The History...

เรื่องราวมันเริ่มขึ้นเมื่อประมาณต้นปี... เมื่อมี spy shot รูปหนึ่งซึ่งเผยให้เห็น รถทดสอบที่มีรูปร่างคล้าย F360 Modena ออกมาตามสื่อต่างๆ และต่อมาก็มี ข่าวลือ, ข่าวรั่ว, รถต้นแบบ, spy shot มากมาย เกี่ยวกับ "ตัวแทน" ของ F360 ออกมาให้เหล่าสื่อเดากันอย่างไม่ขาดสาย...


หนึ่งในรถทดสอบ


รถทดสอบอีกคันหนึ่ง


รถต้นแบบ



The Big Pictures...

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ (เดือนที่แล้ว) มีการเผยภาพถ่าย ค่อนข้างชัด ของ Ferrari รุ่นใหม่ วิ่งอยู่ที่ Maxico (ข้างล่าง) แบบไม่ถูกอำพรางเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งนับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ทั้งโลกได้เห็น “ตัวแทน” ของ F360 กันแบบชัดๆ เต็มๆ ...แถมดูๆแล้ว ด้านข้างกับด้านหน้าไม่เหมือนกับรถต้นแบบ ทำให้มี percent ว่านี่จะเป็นโฉม final ซะอีก... แค่นี้สื่อต่างๆ ก็อยู่ไม่เป็นสุขแล้ว...


ภาพถ่ายจาก Maxico เผยให้เห็นด้านหลังอย่างชัดเจน


ภาพถ่ายด้านหน้าจาก Maxico

พอถัดมาได้ไม่กี่วันกระแสก็ถูกตอกย้ำอีก ด้วยภาพ “แอบถ่าย” ชุดหนึ่ง... (ข้างล่าง)


F430 สีแดงในงานเปิดตัว ที่ Maranello สังเกตุว่าล้อลายเดียวกับ Enzo

โดยภาพชุดนี้มีทั้งหมด 8 รูป มาจากงานเปิดตัว Ferrari F430 ในเมือง Maranello แก่ลูกค้าคนสำคัญและ Dealer ของ Ferrari เท่านั้นที่ได้รับเชิญไป ไม่มีแม้กระทั่งนักข่าว ในงานห้ามนำอุปกรณ์ถ่ายภาพทุกชนิดเข้าไปในงานโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูป หรือแม้กระทั่งมือถือที่ถ่ายรูปได้ ก่อนเข้างานแขกทั้งหลายได้ถูกย้ำนักย้ำหนาว่า ห้ามถ่าย ห้ามถ่าย ห้ามถ่ายและห้ามถ่าย จนแถบสงสัยว่านี่มันงานเปิดตัวรถ หรืองานค้าอาวุธสงครามกันแน่ ถึงได้กลัวนักกลัวหนา



F430 สีเหลือง เห็นเครื่องยนต์ซึ่งมีรูปร่างต่างกับเครื่องของ F360

อย่างไรก็ดีเมื่อมีกฏ ก็ต้องมีคนที่มันชอบแหกกฏ แน่นอนว่าต้องเป็นคนหัวดำๆ อย่างพวกเราที่ชอบแหกกฏนิดๆ ขอขวางโลกหน่อยๆ ยิ่งพอเป็นเรื่องแอบถ่ายนี่ยิ่งทำให้เสียวซ่านขึ้นไปอีก รูปที่ถ่ายออกมาเผยให้เห็น Ferrari F430 3 คัน 3 สี เห็นจุดสำคัญชัดเจน คันสีเงินมีล้อลายเดียวกับ F360 Challenge Stradele และด้วยภาพลับเหล่านี้ ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ภาพจาก Maxico นั้นเป็นโฉม final จริงๆ... และหลังจากนั้นสื่อต่างๆ ทั่วโลกก็เมาท์แตกไม่แพ้เรื่องน้องแนตกันไปพักใหญ่ ส่วนที่แอบเอาโทรศัพท์มือถือติดกล้องเข้าไปได้ยังไงนี่ ขอปิดเป็นความลับเก็บไว้ใช้งานหน้า



F430 สีเงิน ล้อลาย Challenge Stradale ซึ่งต่างกับล้อลาย Enzo ของคันสีแดง



And now, the real thing...

กระแสมัน hot ขนาดนี้จะให้ Motortoday มองข้ามไปยังไง... หลังจากรูปแอบถ่าย การติดตามข่าวก็เป็นไปอย่างเข้มข้น แถมข่าวลือต่างๆเกี่ยวกับ วันเปิดตัว, ราคา, วันส่งมอบ, ฯลฯ ก็หลุดลอยออกมาเต็มไปหมด.... จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (24 สิงหา) ... คำตอบที่ทุกคนรอคอยก็หลุดออกมาจาก Ferrari Owners’ Site... ภาพและข้อมูลแบบ official ของ F430 ถูกเปิดสู่สายตาเหล่าเจ้าของ Ferrari ที่อยู่ใน Ferrari Owners' Club... และเพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ภาพของ Ferrari F430 ก็ถูกเผยแพร่ออกไปตามสื่อต่างๆ และ แน่นอน... Motortoday.com ก็คือหนึ่งในนั้น...



รถคันนี้มีรหัสว่า F430 ตอนแรกมีชื่อต่อท้ายเป็น code name ว่า Monza ต่อมาชื่อต่อท้ายก็หายไปพร้อมกับการแถลงในงานของนาย Luca Di Montizemolo ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานของ Ferrari อยู่ (ตอนที่อ่านกันอยู่นี้ถูกเลื่อนขึ้นไปเป็นประธานของ Fiat แล้ว ส่วน Jean Todt เป็นประธานของ Ferrari แทน) และไม่ทันไรก็มีข่าวต่อมาอีกว่า F430 จะใช้ชื่อว่า “Modena Evoluzione” ซึ่งดูท่าแล้วน่าจะเป็นชื่อจริง

F430 Modena Evoluzione ไม่ใช่รุ่น minor-change (รุ่นแข่ง Rally แบบ Lance Evolution ก็ไม่ใช่...) ของ F360 Modena แต่เป็น Full model change ที่อุปกรณ์ถึง 70% เป็นของที่ได้รับการออกแบบใหม่หมด และเหตุผลที่ทาง Ferrari ต้องออก F430 ก็เพื่อแสดงถึงความเป็นผู้นำของ Supercar ต่อไป ในทุกๆรุ่น



เมื่อเปิดผ้าคลุมออก ความรู้สึกแรกที่เห็นรูปร่างหน้าตาของ F430 นั้นพูดได้เลยว่าได้รับอิทธิพลมาจาก Ferrari Enzo เต็มๆ มันเหมือนจับเอา F360 มาผสมรวมกับ Ferrari Enzo ทางด้านหน้านั้นค่อนข้างจะคล้ายกับ F360 Modena แต่ดูเพรียวขึ้น ไฟหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูเหลี่ยนมากขึ้นและถูกวางตามแนวตั้ง (คล้ายๆ Enzo อีกนั้นแหละ) กันชนหน้าช่อง air damp ถูกออกแบบใหม่หมด ให้สามารถดักอากาศได้มากขึ้น และเป็นผลดีต่อ aerodynamic มากขึ้น กระจกมองข้างทรง V ก้านกระจกมองข้างถูกเจาะให้เป็นรูให้อากาศไล่ผ่านได้ดีและไม่ต้านลม พร้อมกับโลโก้ F430 บนกระจก

ทางด้านข้างนั้นนั้นคล้ายกับ F360 แต่จุดที่ต่างกันมากที่สุดคือ air scoop ที่ดักอากาศเข้าไปให้ห้องเครื่องยนต์ตรง pillar C ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และสามารถดักอากาศได้มากขึ้น ทำให้บั้นท้ายรถคันนี้ดูโป่ง sexy ส่วนล้อนั้นให้มาเป็นขนาด 19 นิ้วจากโรงงาน พร้อมกับยาง Pirelli Rosso และ ล้อ mag ของ BBS ลาย Challenge Stradale นั้นมีให้สั่งเป็น Option ครับ



ด้านท้ายนั้นแถบจะเรียกว่าโคลนนิ่งมาจาก Ferrari Enzo เลยก็ว่าได้ ไฟท้ายถูกจัดตำแหน่งใหม่ไปอยู่ตรงขอบของฝากระโปรงเหมือนกับ Enzo เด๊ะ ฝากระโปรงท้ายยังทำด้วยกระจกและสามารถมองเห็นเครื่องนต์ได้เหมือนเดิม กันชนหลังได้รับการออกแบบใหม่ให้มีรับกับตัวรถที่โป่งออกมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีรูปทรงที่สามารถจัดระเบียบกระแสลมได้ดีขึ้น diffuser ทางด้านหลังได้รับการออกแบบใหม่ ให้กระแสลมถูกรีดออกได้เร็วขึ้น และทำให้ตัวรถมี downforce สูงขึ้นกว่ารุ่นที่แล้ว อย่างไรก็ดี F430 ยังไม่มี Active Spoiler เหมือนเดิม

เครื่องยนต์ได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่เป็นการนำเครื่องของ Maserati 4200 GT มาใช้ ตามคำกล่าวของนาย Luca ซึ่งกล่าวว่าเครื่องของ Maserati ไม่มีอะไรให้พัฒนาต่อไปอีกแล้ว ทำให้เราจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องตัวนี้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากใช้วัสดุประเภท Alloy ชนิดพิเศษทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้มีน้ำหนักที่เบามาก และทำให้ F430 มีน้ำหนัก 1395 kg หนักมากกว่า F360 เพียง 5 kg (F360 หนัก 1390 kg)



จากการพัฒนาเครื่องยนต์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทำให้ F430 มีแรงม้าทั้งหมด 490 แรงม้า (power to weight ratio เทียบเท่า 360 Challenge Stradale) และมีแรงบิดมากขึ้นอีก 25% และทำให้ F430 แรงบิดเกือบๆ 47.5 กิโลกรัมเมตร ส่งผ่านระบบเกียร์ที่มีให้เลือก 2 แบบคือเกียร์ธรรมดาแบบ 6 speed เหยียบคลัตช์ยัดเกียร์เอง กับเกียร์ F1 (sequential) รุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาให้ตอบสนองได้เร็วขึ้นกว่าเกียร์ F1 ที่อยู่ใน F360 อีก 35% บวกกับการทำงานร่วมกับ Electronic Differential ซึ่งเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการใช้ Differential แบบนี้ในรถทั่วไป โดย Ferrari เรียกเกียร์รุ่นนี้ว่า Impulse



จาก technology ทั้งหมดที่มีอยู่ใน Ferrari F430 ทำให้รถคันนี้พุ่งผ่านจุดหยุดนิ่งทะลุหลัก 100 km/h ได้ใน 4 วินาที เร็วกว่า F360 Modena อยู่ 0.5 วินาที และเร็วกว่า Lamborghini Gallardo อยู่ 0.1 วินาที เรียกว่าเฉือนกันแบบเฉียดฉิว เหมือนความสวยของ Paula กับ อั้ม พัชราภา สามารถวิ่งผ่านหลัก quarter-mile ได้ในเวลา 12.18 วินาทีที่ความเร็ว188.8 km/h (เร็วกว่า Gallardo 0.02 วินาที) และ topspeed เกินกว่า 315 km/h (เร็วกว่า Gallardo ที่ไปหยุดอยู่ที่ 309 km/h) ซึ่งตรงตามความต้องการของ Ferrari ที่ต้องการให้รถรุ่นนี้ชนะ Gallardo โดยสมบูรณ์
ไม่ต้องกล่าวถึงและเทียบกับ Porsche 911 Carrera body 997 เพราะเหมือนกับเอา Paula Taylor ไปเทียบกับ Janet เขียว เนื่องจากอัตราเร่งของเจ้ากบรุ่นนี้ช้ากว่าถึง 1 วินาทีส่วน topspeed น้อยกว่าถึง เกือบ 20 km/h คงต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลยันฮีที่จะศัลยกรรมเจ้ากบ 997 ให้ออกมาเป็น Version Turbo เพื่อมาสู้กับ F430 อีกทีถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน



ระบบเบรกก็ได้รับการพัฒนาใหม่จาก Brembo เจ้าเก่าให้มีขนาดลูกสูบที่ใหญ่ขึ้น เพื่อลองรับกับความแรงที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเบรกแบบ Carbon Ceramic ให้เลือกเสียตังค์เป็น option ด้วย อย่างไรก็ดีทุกคันในงานเปิดตัวล้วนแต่ติดตั้งเบรก Carbon Ceramic พร้อมกับ Caliper แบบ 6 สูบทั้งสิ้น (เหมือนกับที่อยู่ใน Ferrari F360 CS) ทำให้ผมยังไม่มีโอกาสเห็นหน้าตาของเบรกแบบ standard ว่ามีกี่ลูกสูบกันแน่



ภายในของ F430 ก็ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ดีก็ยังพอมีกลิ่นอายของ F360 บ้าง โดยยังคงเอกลักษณ์ของ Ferrari ได้อย่างครบถ้วน หน้าปัทม์ได้รับการออกแบบใหม่ ตรงกลางเป็นวัดรอบซึ่งสามารถเลือกสีได้ และมีขนาดใหญ่กว่าของ F360 Modena มี Redline อยู่ที่ 8500 rpm พร้อมกับจอแสดงตำแหน่งเกียร์ ขวามือเป็นเกจ์วัดความเร็วซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามีตัวเลขแสดงสูงสุดที่ 360 km/h รวมแล้วมีเพียงแค่ 2 เกจ์ (F360 มี 3 เกจ์) โดยตัดเกจ์วัดอุณหภูมิหม้อน้ำทิ้งไป เหลือเพียงแค่เกจ์วัดอุณหภูมิน้ำมันเครื่องกับแรงดันน้ำมันเครื่องเท่านั้น พื้นของหน้าปัทม์เป็นสีดำและสามารถสั่งเป็นแบบ carbon-fiber ได้ถ้าต้องการ



พวงมาลัยทรงสามก้านมีสวิทช์ start อยู่บนพวงมาลัยเหมือนกับรถ Formula 1 มีสวิทช์ใช้ปรับโหมดต่างๆของรถ 5 โหมด (เป็นการปรับค่าของ Electronic Differential) ตามสภาพแวดล้อมต่างๆ อยู่ทางขวามือ ได้แก่ 1. Snow สำหรับตอนที่ถนนเป็นหิมะ 2. Low Grip สำหรับถนนที่ลื่น 3. Sport เพื่อการขับขี่แบบ sport อัตราการเปลี่ยนเกียร์จะกระชับขึ้น 4. Race สำหรับการขับแข่งขันในสนาม mode นี้จะลดการทำงานของ traction control ลง และทำให้รถผยสมากกว่า sport mode การเปลี่ยนเกียร์จะรวดเร็วที่สุด 5. คือปิดระบบ CST ซึ่งรถจะตัดการทำงานของระบบ electronics ต่างๆทิ้งหมด และคนขับต้องควบคุมรถด้วยฝีมือตัวเองล้วนๆ ซึ่ง Ferrari บอกว่าไม่แนะนำให้ใช้กับการขับขี่บนท้องถนนหรือคนขับที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ ส่วนหลังพวงมาลัยเป็น Paddle Shift ให้สำหรับเปลี่ยนเกียร์ ด้านซ้ายเป็นลดเกียร์ส่วนด้านขวาเป็นเพิ่มเกียร์เหมือนเดิม ส่วนแตรไปอยู่ตรงใกล้ๆตำแหน่งนิ้วโป้งเวลาที่จับพวงมาลัยเหมือนกับ Ferrari Enzo



Console กลางได้รับการออกแบบใหม่ ภายในตกแต่งด้วย อะลูมิเนียม และมี option ให้เปลี่ยนเป็น carbon-fiber ด้านบนมี Logo F430 ฝั่งอยู่ด้านบน ช่องแอร์มีรูปทรงคล้ายกับ Ferrari Enzo ส่วนจะเป่าโดนตัวมากขึ้นกว่ารุ่นที่แล้วหรือเปล่านี่ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่มีโอกาสลองเป็นบุญตูด ส่วนสวิทช์แอร์ยังคงเป็นแบบบิดเหมือนเดิมไม่ได้เป็น Digital เหมือนกับ Lamborghini Gallardo แต่ของ F430 ดูทันสมัยดีกว่า F360 (ที่ดูเชยๆ) นิดนึง

ทีแรก Ferrari วางแผนไว้ว่าจะเปิดตัว F430 Modena Evoluzione อย่างเป็นทางการแก่ลูกค้า Ferrari ทั่วๆไป ในงาน Ferrari Day’s ช่วงวันที่ 4-5 กันยายนนี้ที่สนาม Nurburgring ประเทศ Germany ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีในวันที่ 5 กันยายน และจะให้ Michael Schumacher ขับ F430 โชว์ Performance ของรถให้ดูด้วย แต่ทว่า ด้วยเหตุใดไม่ทราบ เกิดการเปลี่ยนแปลง เลื่อนการเปิดตัวไปเป็นที่งาน Paris Motorshow หรือ Paris Mondial de L' Automobile ในวันที่ 21 กันยายน ที่จะถึงนี้ แต่เรานำมาเสนอให้ชาว Motortoday ดูก่อนใครๆ (ก่อนแม้กระทั่งลูกค้า Ferrari บางคนซะอีกนะเนี่ย) อย่างนี้ไม่รักกันมีงอน



ราคาของ F430 นั้นแพงกว่า F360 เพียง 4 % ซึ่งถูกมากๆเมื่อเทียบกับTechnologyใหม่ๆที่ใส่เข้าไปและ Performance ของมัน และนี่คือเหตุผลที่คนในต่างประเทศเริ่มมีการขาย F360 ออกมาบ้าง (โดย F360 ราคารถใหม่อยู่แถวๆ $180,000 เพราะฉะนั้น F430 จะมีราคาอยู่แถวๆ $187,200 ส่วนบ้านเราราคาเท่าไรเมื่อเจอกำแพงภาษีมหาโหดกับอัตราแลกเปลี่ยนก็ลองคิดกันเอาเอง แต่งานนี้ทะลุ 20 ล้านบาท) กำหนดส่งมอบของ F430 จะมีอยู่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2005 อย่างไรก็ดี พวงมาลัยซ้ายที่จะผลิตในปีหน้าทุกคันถูกจัดสรร quota ให้กับ dealer ทั่วโลกไปเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ order เกือบทั้งหมดถูกจองเกลี้ยง ใครสนใจต้องรอไปถึงเกือบๆปี 2006 (แต่ที่ญี่ปุ่นได้ข่าวว่ามี Stock ไว้เผื่อบ้าง และก็ยังเหลืออยู่ ใครสนใจลองถาม Ferrari authorize dealer ชื่อ Cornes ที่ญี่ปุ่นดูละกัน ที่ญี่ปุ่นได้รถเร็วก็เพราะ Ferrari ที่นั้นส่วนใหญ่จะเป็นพวงมาลัยซ้าย อย่างตอน F360 ออก 3 เดือนต่อมาก็ถึงญี่ปุ่นเลย (แถมได้ Quota เยอะซะด้วย) ส่วนเมืองไทยนั้นชึ้นอยู่กับว่า Ferrari ผลิตพวงมาลัยขวาเมื่อไรนั้นแหละครับเพราะถ้าผลิตปุ๊บคงจองกันจนครบ quota เช่นเคย แม้ว่าราคาจะแพงขึ้นเนื่องจากภาษีใหม่ก็เหอะ(สำหรับรถที่เกิน 3,000 cc) เศรษฐีไทยไม่ยั่นอยู่แล้ว



ส่วน version Spider นั้นยังไม่มีกำหนดเปิดตัวในปี 2005 ซึ่งตามธรรมเนียมของ Ferrari มักจะเปิดตัวรุ่น Spider หลังจาก version ธรรมดาประมาณ 1 ปี ซึ่งหมายความว่า version Spider จะมีกำหนดเปิดตัวในปี 2006 ซึ่งตามข่าวที่ได้รับ version Spider จะมาพร้อมกับ หลังคาแข็งแบบพับได้เช่นเดียวกับ Benz SL Class ส่วนกำหนดการผลิดรุ่นลดน้ำหนัก หรือที่เรียกว่า Challenge Stradale ของ F430 นั้นยังคงเงียบสนิทซึ่ง ดีไม่ดีอาจต้องรอไปถึงต้นปี 2007 นู้น

สุดท้าย เรามี preview ของรถอีกคันอีกนึง ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามอง มาให้ชมกันครับ >> click here


Article By Narun Lee & Mae









Specifications

Engine 90° V8
Cylinder Capacity 4,308 cc
Max. Power 490 bhp @ 8,500 rpm
Max. Torque 465 Nm (47.4 kgm / 343 lbs-ft) @ 5,250 rpm
Weight/Power Ratio 114 bhp/kg
Transmission MR
Gear Box 6-Speed F1 with Electronic Differential - "Impluse"
0-100 4.0 sec
0-400 12.18 sec
0-1000 - sec
100-0 - sec
Top Speed 315 km/h
Length 4,512 mm
Width 1,923 mm
Height 1,214 mm
Weight 1,395 kg



Test Model









Concept Model