Feature Article: Enzo vs Carrera GT vs SLR McLaren
Which one is the king?


Image Copyright -Road & Track

          Faenza เมืองเล็กๆอันเงียบสงบใกล้กับเมือง Bologna ในประเทศอิตาลี ณ. จตุรัส Piazza Del Popolo จะเป็นที่นัดพบกันของรถทั้ง 3 คัน รถที่มาในครั้งนี้ไม่ใช่รถ Sport ธรรมดา แต่เป็นสุดยอดรถแห่ง ศตวรรษที่ 21 ที่แสดงถึงภาพลักษณ์ของบริษัท นั้นก็คือ Ferrari Enzo, Porsche Carrera GT, Mercedes Benz SLR

การมาของรถทั้ง 3 คันที่ จตุรัส Piazza Del Popolo ถูกนำมาก่อนด้วยเสียงคำรามของเครื่องยนต์ ยิ่งถนนแคบและถูกขนาบด้วยสิ่งก่อสร้างรอบๆจตุรัสแล้วยิ่งทำให้ เสียงคำรามดังก้องกังวานมากขึ้นไปอีก

การมาถึงของรถ 2 คันสีแดงที่มาพร้อมกับเสียงกังวานแหบแห้ง ทำให้จตุรัส Piazza Del Popolo ถูกครอบงำไปด้วยเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุด เครื่อง V-12 ของ Ferrari Enzo แผดเสียงหวีดร้อง ราวกับเสียงของรถ Formula 1 ก่อนที่จะเงียบ ส่วน Carrera GT ก็เหยียบคันเร่ง 2-3 ที เสียงเครื่องยนต์ V-10 ออกมาในแนว กังวานแหบห้าว ก่อนที่จะเข้าสู่เสียงโทนต่ำในรอบเดินเบา หากคุณเป็นคนชอบเสียงเครื่องยนต์แล้ว คงไม่มีเสียงใดเพราะไปกว่าการได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถสองคันนี้ บรรเลง symphony ด้วยกัน



ในทางตรงกันข้าม SLR มาพร้อมกับความสุภาพ เสียงรอบเดินเบาของเครื่องยนต์วางหน้าขนาด V-8 supercharge ออกมาในแนวกังวานแบบทุ้มๆ นับว่าเป็นสัญลักษณ์และมรดกสืบทอดของ Mercedes Benz ที่มาพร้อมกับเสียงนุ่มเงียบ แต่ใครจะรู้ว่าเครื่องที่เงียบเช่นนี้จะสามารถผลิตแรงม้าได้ถึงระดับ 600 แรงม้า

รถทั้ง 3 คันเปิดประตูออกมาแถบจะพร้อมกัน ประตูของ Ferrari Enzo และ SLR เปิดในแบบปีกนก และมันสามารถเรียกความสนใจจากผู้คนที่พบเห็นได้เป็นอย่างดี ส่วน Carrera GT นั้นประตูเป็นแบบธรรมดา ซึ่งทำให้มันไม่เด่นสะดุดตาเท่าไร หากมองแบบผ่าน ๆ อย่างไรก็ดีรถทั้ง 3 คันล้วนมีจุดเด่นที่สำคัญ ซึ่งแสดงถึงภาพลักษณ์ของบริษัทได้เป็นอย่างดี

Ferrari Enzo งานศิลปะจากสนาม Formula 1 รถที่ได้รับการหลอมรวมความเป็นรถระดับ supercar ของบริษัทไว้ได้อย่างครบถ้วน เฉกเช่นเดียวกับ 288GTO, F40, F50 ที่มีเอกลักษณ์ในตัวของมันเอง และ Ferrari มักจะมีข้อแม้ในการที่คุณจะเป็นเจ้าของรถแต่ละคัน โดยเฉพาะรถที่ผลิตเป็นพิเศษ การผลิตแบบจำนวนจำกัด ยิ่งทำให้การเป็นเจ้าของยิ่งยากขึ้นไปอีก รถถูกผลิตเพียงแค่ 399 คัน ยิ่งทำให้โอกาศที่คุณจะเห็นรถรุ่นนี้บนท้องถนนเป็นไปได้ยาก การที่คุณจะเป็นเจ้าของคุณต้องได้รับสิทธิในการเชิญให้ซื้อกับบริษัท Ferrari เท่านั้น



เชื่อหรือไม่ว่ารถทั้ง 399 คันขายหมดตั้งแต่ที่บริษัท ส่งจดหมายไปบอกลูกค้าของบริษัท ว่าจะมีการผลิต supercar ที่เป็นรุ่นพิเศษ แบบจำกัดจำนวน ทั้งๆที่แบบบนกระดาษยังไม่ได้รับการร่างซะด้วยซ้ำ ด้วยราคา $650,000 ดูเหมือนว่าจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าที่หลงใหลในชื่อเสียงของ Ferrari แม้แต่น้อย

Porsche Carrera GT มาพร้อมกับเครื่อง V-10 เครื่องของรถรุ่นนี้แรกเริ่มได้รับการพัฒนามาเพื่อการแข่งขันในสนาม มันได้รับการถ่ายทอด technology มาจากสนามแข่งเช่นเดียวกับ Ferrari Enzo แม้ว่าจะไ ม่ใช่สนาม Formula 1 แต่อย่างน้อยมันก็มาจากรายการการแข่งรถที่ทรหดที่สุดในโลก นั้นก็คือ Le Mans แม้ว่าโครงการการพัฒนาเครื่องตัวนี้เพื่อการแข่งขัน Le mans ในปี 1999 จะต้อง จะประสพกับปัญหาด้านเงินทุน และต้องยุติไป แต่อย่างน้อย มันก็ได้มาอยู่ในรถถนนที่แรงที่สุดของ Porsche เครื่องยนต์ใช้วัสดุหลายอย่างที่ทำจาก Titanium เพื่อๆให้น้ำหนักเบา แน่นอนวัสดุที่ใช้ในการทำตัวถังก็เหมือนกับ Enzo และ SLR นั้นก็คือ Cabonfiber

Carrera GT จะผลิตทั้งหมด 1500 คัน ในช่วงระยะเวลา 3 ปี และทั้งหมดจะถูกส่งไปยัง โรงรถส่วนตัวของลูกค้า การที่มันผลิตจำนวน 1500 คัน ทำให้มีโอกาศที่คุณจะพบเห็นรถรุ่นนี้มากขึ้นบนท้องถนน รวมไปถึงในงานต่างๆตามสนามแข่ง หากคุณต้องการจะเป็นเจ้าของ Carrera GT คุณต้องนำเงินไปแลก $440,000 และนั้นก็เป็นราคาที่ลูกค้าที่คลั่งไคล้ Porsche ยอมที่จะจ่ายอย่างเต็มใจ



เช่นเดียวกับ SLR McLaren ด้วยรูปลักษณ์ที่มีความคล้ายคลึงกับ SL class แต่จุดที่แตกต่างที่สุดคือทางด้านหน้าที่มีการออกแบบให้จมูกหน้าคล้ายคลึงการรถแข่ง Formula 1 MP4 ของ McLaren ทาง Mercedes Benz ได้เอาเครื่องยนต์ของ SL55 AMG มาปรับปรุงใหม่ให้มีพลกำลังมากขึ้น ตัวถังได้รับการถ่อยทอด Technology มาจากสนามแข่ง โดยใช้วัสดุประเภท Carbon fiber ในการทำตัวถัง กับราคาค่าตัว 430,000 $ ราคาของ SLR McLaren ถูกที่สุดในรถทั้ง 3 คัน และยังผลิตมากที่สุดถึง 3,500 คันตลอด ระยะเวลา 7 ปีข้างหน้า

เมื่อทั้ง 3 คันได้มาจอดด้วยกัน แต่ละคันได้สะท้อนเอกลักษณ์และพรสววรค์ในการออกแบบของผู้ออกแบบรถยนต์ทั้ง 3 รุ่น ได้อย่างชัดเจน

Ferrari Enzo ยังคงรักษาเอกลักษณ์ในความเป็นรถที่มีความสัมพันธ์กับ Formula 1 อย่างเหนียวแน่น รูปทรงที่ดูดุดัน ความดิบของห้องโดยสาร แสดงถึงความตั้งใจที่จะทำให้รถคันนี้เป็นรถ Formula 1 ทีวิ่งอยู่บนท้องถนน



Porsche Carrera GT แม้ว่าการออกแบบภายนอกจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากสนามแข่ง แต่การตกแต่งภายในกลับสะท้อนถึงความหรูหรา และนั้นก็เป็นจุดที่ถูกวิจารณ์ว่า Porsche ในรุ่นหลังๆได้สูญเสียจุดยืนของตัวเองไปในการออกแบบภายในห้องโดยสาร อย่างไรก็ดีภายใต้หนังแท้ที่หรูหรานี้ Carrera GT ได้พิสูจน์แล้วว่า Porsche ไม่ได้หลงลืมจุดยืนของตัวเองไปหมดซะทีเดียว เพราะมันยังคง performance ที่ยอดเยี่ยมตามเอกลักษณ์ของ Supercar จากเยอรมันเช่นเดิม

SLR McLaren ดูจะชัดเจนที่สุดในการพยายามที่จะเชื่อมระหว่างแนวคิดในการทำรถสปอร์ตสมัยเก่า และ แนวคิดในการผลิตรถสมัยใหม่ SLR ใช้ technology ที่ทันสมัยในการผลิตเพื่อลดน้ำหนักตัวลง เครื่องยนต์ที่ทรงพลัง แต่เพียบพร้อมไปด้วย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นกระจกไฟฟ้า เบาะหนังปรับไฟฟ้า ระบบนำร่องด้วยดาวเทียม และระบบ Electronics ทั้ง Active Safety และ Passive Safety Mercedes Benz พยายามจะพิสูจน์ว่ารถที่ขับสนุกไม่จำเป็นที่จะต้องทิ้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเสมอไป




คันไหนจะเป็นรถที่ยอดเยี่ยมที่สุดของศตวรรษที่ 21 มีทางเดียวที่จะรู้คือต้องทดสอบทั้ง 3 คันเท่านั้น

เมื่อเปิดประตูเข้าไปนั่งในห้องโดยสาร เสียบกุญแจ คาดเข็มขัด แล้วกดปุ่ม Start สีแดงที่ console กลาง เครื่องยนต์ V 12 ขนาด 6000 cc. กับแรงม้า 650 ตัว ของ Ferrari Enzo ก็ทำงาน น่าแปลกใจที่เสียงเครื่องยนต์ในรอบเดินเบาของ Enzo กลับสุภาพกว่าที่คิด ระบบเกียร์ F1 ทำงานโดยการ ดึงแป้นเกียร์ทางด้านขวาเข้าหาตัว ได้ยินเสียงเข้าเกียร์ดังคลิกข์ ค่อยๆ แตะคันเร่งลงไป Enzo ก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า ไม่จำเป็นอีกต่อไปที่ต้องออกแรงในการเหยียบคันเร่ง ณ.รอบเครื่องยนต์ 1000 rpm เสียงเครื่องของ Enzo กลับเหมือนกับเครื่องปั่นน้ำผลไม้ พูดอีกอย่างก็คือเสียงเครื่องยนต์ของ Ferrari ในรอบเครื่องต่ำๆ มันดูเหมือนกับเสียงของ luxruy car มากกว่าจะเป็นเสียง supercar ที่ก้าวร้าว และ ดุดันที่สุดคันหนึ่ง



แต่เมื่อคุณกดคันเรงลงไปจนมด สิ่งที่เกิดขึ้นมันยากที่จะอธิบาย อัตราเร่งอันน่าตกใจมาพร้อมกับเสียงแหบห้าวของเครื่องยนต์ที่อยู่หลังคุณมาจากดูดอากาศเข้าเครื่องโดยการปรับระยะท่อไอดีให้สั้นขึ้น พลังมหาศาลส่งผ่าน ยาง Bridgestone Potenza RE050 Scuderia ขนาด 345/35 ZR19 ลงสู่พื้นถนน รถพุ่งออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แรง G เล่นงานคุณจนคุณต้องเกร็งคอไว้ตลอดเวลา หลอดไฟขนาดเล็กบนพวงมาลัย สว่างเป็นจังหวะตามลำดับขึ้นมาจนถึงไฟหลอดสีแดง เข็มวัดรอบเครื่องกวาดขึ้นมาถึง 7000 rpm ในเศษเสี้ยววินาที พร้อมกับโทนเสียงที่เปลี่ยนจากเสียงคำรามแหบห้าวไปเป็นเสียงหวีดแหลมสูงก้องกังวานคล้ายกับเสียงเครื่องของรถ Formula 1

Shift เข้าสู่เกียร์ 2 โดยการดึงแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย ทำให้ Enzo ขึ้นนำรถทั้ง 2 คันที่เหลือ และภายในชั่วอึดใจก็เปลี่ยนเข้าสู่เกียร์ 3 เสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานอยู่ข้างหลังหวีดร้องโหยหวนมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อ Enzo ทะลุผ่านความเร็ว 200 kph เสียง camshaft, valve, เสียงดูดอากาศ, เสียงจุดระเบิด, เสียงท่อ ทั้งหมดทำงานอย่างสัมพันธ์กัน เป็นเสียงเครื่องยนต์ในรถถนนที่ไพเราะที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา

เพียงชั่วพริบตา Enzo กำลังเร่งความเร็วเข้าหาโค้งขวา ตัดสินใจเหยียบเบรค รถถูกกดลงกับพื้น ตัวคุณกำลังพุ่งไปข้างหน้า แต่ถูกดึงไว้ด้วย เข็มขัดนิรภัย หักพวงมาลัยไปทางขวา หน้ารถจิกเข้าโค้ง ตามพวงมาลัย ตัวรถมีอาการเป็นกลางสูงมาก ใน normal mode ตัวรถมีอาการ understeer บางๆ ให้พอสัมผัสได้ ไม่ได้ทำให้คุณเกิดความรู้สึกกลัวว่าจะเสียการควบคุม ไม่มีอาการที่ท้ายจะกวาดออก ล้อหลังยังคงเกาะแน่นกับพื้น track การช่วยเดินคันเร่งทำให้ Enzo ออกจากโค้งได้ง่ายขึ้น



ต้องยกเครดิตให้กับระบบ aerodynamic ของรถคันนี้ ที่ทำให้ Enzo วิ่งเข้าโค้งความเร็วสูงที่ระดับ 200 ได้เหมือนกับเข้าโค้งที่ความเร็วแค่ 100 km/h

พวงมาลัยแม่นยำและเฉียบคม เมื่อต้องเจอกับโค้งซ้ายขวาสลับกัน พวงมาลัยของ Enzo สามารถควบคุมได้อย่างถูกต้องผนวกกับเกียร์ แบบ paddle shift ทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องละมือจากพวงมาลัย เพื่อเปลี่ยนเกียร์และนั้นทำให้สามารถสนุกกับการขับ Enzo ในโค้งทุกโค้งที่พุ่งเข้าใส่ ต้องขอบคุณ Michael Schumacher แชมป์โลก 5 สมัย (ในตอนนั้น) ที่ช่วยออกแบบและ set ช่วงล่างให้กับรถรุ่นนี้

พวงมาลัยมีน้ำหนักเบา ทำให้เหมาะกับการขับขี่ในช่วงที่การจราจรหนาแน่น แต่ก็ไม่ได้ไวจนน่ากลัวเมื่อใช้ความเร็วสูง ทำให้ Enzo เป็น super exotic car ที่ควบคุมได้ง่ายที่สุดรุ่นหนึ่ง

เบรกของ Enzo ที่ทำจาก carbon ceramic แน่นอนว่าระบบเบรกนี้ถูกผลิตโดย Brembo ซึ่งทำงานกับ Ferrari มานานหลายสิบปี เบรกทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยไม่มีอาการ fade แม้จะผ่านการใช้งานอย่างหนักหลายสิบครั้ง แป้นเบรกของ Enzo ช่วงระยะในการเหยียบสั้น และสามารถกะน้ำหนักได้ง่ายแม่นยำ การเบรกแต่ละครั้งกดหน้ารถลงติดพื้น ความเร็วถูกลงลดอย่างรวดเร็วจนสามารถ ทำให้ปล่อยรถวิ่งเข้าไปในโค้งได้ลึกกว่าปกติ ในอีกมุมก็หมายความว่า Enzo สามารถเข้าโค้งได้ลึกกว่าทุกๆคันที่เคยขับมา



ในช่วงทางตรงความเร็วสูง Enzo สามารถทำความเร็วได้ในระดับเกิน 300 km/h ตัวรถถูกกดแนบลงกับพื้นถนน active spoiler ทางด้านหลังลดมุมต้านลง spoiler ด้านหน้าถูกปล่อยลงมาจนสุด เพื่อสร้าง downforce ให้มากที่สุด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความเร็วสูงสุด

เพื่อต้องการเห็นประสิทธิภาพสูงสุดของรถคันนี้ ในรอบต่อมาของการขับจึงปิดระบบ ASR (Traction control) แล้วก็ set ระบบช่วงล่างให้เป็น race mode ใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกค้างไว้ แล้วแช่คันเร่งไว้ที่ระดับ 2800 rpm ไม่มากไปกว่านี้เพราะจะทำให้ล้อหลังฟรีทิ้งมากเกินไป และเสียเวลาโดยไม่จำเป็น

ปล่อยเท้าซ้ายออกจากเบรก ระบบ Launch Control เข้ามาควบคุม clutch ถูกปล่อยออก ระบบ Launch Control หาแรงที่เหมาะสำหรับล้อหลัง เครื่องยนต์ V12 เปล่งเสียงคำรามก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นเสียงหวีดร้องหวานแหลมในรอบสูง ตัวรถพุ่งออกไปเหมือนกับลูกธนู และทะลุผ่านความเร็วระดับ 0-100 ในเวลาเพียง 3.28 วินาที และEnzo สามารถทำความเร็วปลายที่ 347.2 km/h

ทำลายสถิติของยอดรถในศตวรรษที่ 20 ลง นั้นก็คือ McLaren F1 ที่สามารถพุ่งผ่านหลักความเร็ว 100 kph ด้วยเวลา 3.4 แม้จะเร็วกว่าเพียงเศษเสี้ยว แต่สถิติที่ยืนยาวได้ถูกทำลายลงแล้ว



รถเปลี่ยนจากรถที่ควบคุมง่ายกลายเป็นรถที่ผยศขึ้นมาทันที ในโค้งรถมีสามารถจิกเข้าแต่ละ apex ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าเดิม ไม่มีอาการ understeer แต่การเดินคันเร่งรวดเร็วและมากเกินไปในโค้งโดยปราศจากระบบ ASR ทำให้ท้ายรถกวาดออกอย่างรวดเร็ว และเป็น counter oversteer ต้องอาศัยสมาธิและความสามารถในการควบคุมมาก

ด้วยเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม ช่วงล่างที่สมบูรณ์แบบ ระบบเกียร์ที่ดีเลิศ ทำให้ Enzo สามารถสร้างสถิติ 0-188.4-0 ในเวลาเพียงแค่ 14.2 วินาทีเท่านั้น และสามารถทำความเร็วในการ slalom ได้ถึง 116.8 km/h สามารถวิ่งผ่านระยะ quarter mile ได้ในระยะเวลาเพียง 11.1 วินาที ที่ความเร็ว 212.8 km/h

แน่นอนว่า Ferrari Enzo ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของ suprecar ในเรื่องการขับขี่ให้รถรุ่นอื่นต้องไล่ตาม

ลงจากFerrari Enzo ก้าวขึ้นสู่รถที่ดีที่สุดของ Porsche ในศตวรรษที่ 21 นั้นก็คือ Porsche Carrera GT รถที่ใช้เครื่องยนต์จากสนามแข่ง Le Mans คาดเข็มขัดแล้วกดปุ่มสตาร์ทที่อยู่ทางด้านซ้ายของพวงมาลัย เครื่องยนต์ start ติด เสียงเครื่องในรอบเดินเบาบ่งบอกถึงความเป็น Porsche แม้ว่าจะไม่ใช่เครื่อง Boxer แต่เสียงของมันก็ยังคงเอกลักษณ์ไว้ได้ดี ลองเหยียบคันเร่ง 2 ครั้ง เสียงที่ออกมาแสดงถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ว่ารถคันนี้ต่างจาก 911 มาก เสียงตอนเร่งคันเร่งเป็นเสียงแหบห้าวในโทนต่ำ ที่เต็มไปด้วยพลัง ก่อนที่จะกลายเป็นเหมือนเสียงฮัมตอนยกคันเร่ง



เหยียบ clutch ลงไป clutch ค่อนข้างแข็ง ต้องใช้แรงมากพอสมควรในการเหยียบ clutch แม้ว่าทาง Porsche จะใช้ clutch แบบ ceramic แล้วก็ตาม เข้าเกียร์ 1 ค่อยๆแตะคันเร่ง พร้อมกับปล่อย clutch รถเคลื่อนตัวออกไปอย่างนิ่มนวล เมื่อกดคันเร่งลงไปจนสุดเสียงเครื่อง V10 แผดเสียงร้องแหบห้าวออกมา เสียง V10 ของ Carrera GT นั้นทุ้มกว่าเสียง V12 ของ Enzo แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงของ Carrera GT นั้นเพราะน้อยกว่าแต่อย่างใด

หลังจากปรับและจับความรู้สึกของรถ ก็ทำการทดสอบประสิทธิภาพที่แท้จริง เข้าเกียร์ 1 เหยียบ clutch ไว้ แล้วเร่งรอบเครื่องค้างไว้ที่ 4,400 rpm เสียงเครื่อง V10 คำรามอยู่ข้างๆหู ปล่อย clutch ออก พร้อมกับทั้งเดินคันเร่ง รอบเครื่องกวาดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ยกคันเร่ง เหยียบ clutch เกียร์ 2 กระแทกคันเร่งสวนเข้าไป รถยังคงพุ่งต่อไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กำลังจากเครื่อง V10 605 แรงม้า สามารถทำให้รถคันนี้พุ่งทะลุหลักความเร็ว 100 km/h ได้ในเวลา 3.6 วินาที ช้ากว่า Enzo เพียงชั่วอึดใจ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือเกียร์ของ Carrera GT นั้นระยะเข้าเกียร์สั้นมาก แม้ว่าจะดูเป็นข้อดี แต่ว่ามันก็เป็นจุดที่ต้องระวัง เนื่องจาก short shift ที่สั้นมากๆ ทำให้มีโอกาศที่จะเข้าเกียร์ผิดได้ง่ายมากๆเช่นกัน จากเกียร์ 2 เข้าสู่เกียร์ 3 แถบจะไม่ต้องขยับมือเลย



รถพุ่งไปด้วยความเร็วสูง จนถึงโค้งขวาข้างหน้า ยกเท้าขวาออกจากคันเร่ง และเหยียบเบรกลงไปน้ำหนักของแป้นเบรกถือว่าดี เบรกที่ทำจาก ceramic หรือที่ Porsche เรียกว่า PCCB สามารถตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างยอดเยี่ยม ความเร็วลดลงอย่างรวดเร็ว

หักพวงมาลัยไปทางขวาเพื่อเข้าโค้ง Carera GT นิ่งและเป็นกลางมาก หน้ารถจิกเข้าหา apex พร้อมที่จะเดินคันเร่ง เพื่อเร่งออกจากโค้ง ระบบ Traction Control ของ Carrera GT ไม่ได้ควบคุมรถจนหมดความสนุกในการขับขี่ รถยังมีอิสระให้ผุ้ขับสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ พวงมาลัยเบาและไวมาก แต่ก็ยังแม่นยำ

ตอนออกจากโค้งเป็นจุดสำคัญที่ต้องระวังในCarrera GT ไม่ควรที่จะรีบเดินคันเร่งมากเกิน เพราะหากเดินคันเร่งมากเกินไปในโค้ง ท้ายของ Carrera GT พร้อมที่จะกวาดออก และรถเครื่องวางกลางเมื่อท้ายกวาดนั้นมันควบคุมยากมาก แต่อาการ Oversteer ที่จะเกิดขึ้นนั้นสามารถรู้สึกได้ก่อนบ้างและทำให้มีเวลาที่จะแก้ไขอาการเหล่านั้นได้

แม้ว่า จะผ่านการใช้เบรกอย่างรุนแรงมาหลายโค้ง แต่ว่าเบรก Ceramic ของ Carrera GT ยังคงสามารถทำงานได้ดีไม่มีอาการ fade ให้เห็น น้ำหนักของแป้นเบรกถือว่าดี แม้ว่าจะไม่ได้ดีถึงระดับ Enzo แต่ประสิทธิภาพในการเบรกก็ไม่ได้ด้อยกว่าแต่อย่างใด



จุดเด่นที่สุดของ Carrera GT ก็คือเรื่อง aerodynamic ที่สามารถทำให้รถคันนี้วิ่งในช่วง top speed ได้อย่างมั่นคง รถไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้นในช่วงที่ใช้ความเร็วสูง ซึ่งความนิ่งของรถในช่วงการทำความเร็วสูงนั้น Carrera GT ทำได้ดีกว่า Enzo เสียอีก ณ ระดับความเร็ว 288 km/h ขึ้นไป Carrera GT ยังคงนิ่งเหมือนกับวิ่งอยู่บนราง

จุดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือ Carrera GT เป็นรถที่มีแรงบิดสูงในรอบต่ำนั้นก็หมายความว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง shift down บ่อยๆ และทำให้การขับรถรุ่นนี้สะดวกสบายมากขึ้น ยามที่การจราจรหนาแน่น

Carrera GT สามาถทำความเร็วในช่วงทางตรงได้ถึง 328 km/h น้อยกว่า Enzo อยู่เกือบ 20 kph และสามารถทำความเร็วในช่วงสลาลมได้ที่ 113.76 และทำเวลาผ่านระยะ quarter mile ได้ในเวลา 11.3 ที่ความเร็ว 210.56 km/h ซึ่งเห็นได้ว่าPerformance ของ Carrera GT แพ้ Enzo ทุกกรณี อย่างไรก็ดีอย่าลืมว่า Carrera GT เต็มไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องเสียง ระบบนำร่องด้วยดาวเทียม และอุปกรณ์อื่นๆที่คุณสามารถนึกได้ ทำให้น้ำหนักของ Carrera GT หนักว่า Enzo อยู่ 10 กิโลกรัม

Carrera GT ไม่ใช่รถ F1 บนท้องถนน จุดประสงค์ของ Porsche ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ Carrera GT คือรถ Le mans ที่คุณสามารถขับไปไหนมาไหนได้ทุกวัน Performance ของมันไม่ได้ดีกว่า Enzo แต่อย่าลืมว่ามันถูกกว่า Enzo ถึง $200,000 เช่นกัน แถมยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากกว่า ดังนั้นคงพูดไม่ได้ว่า Ferrari Enzo ชนะ Carrera GT ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ



SLR ตัวอักษรแต่ละตัวมีความหมายคือ Sport, Light, Racing ใช้เครื่องยนต์ขนาด V8 พ่วงด้วยระบบอัดอากาศ เป็นรถคันเดียวที่แตกต่างกับอีกสองคันที่เหลืออย่างสุดขั้ว เพราะมันเป็นเครื่องวางหน้า ใช้ระบบอัดอากาศ และเป็นเกียร์ automatic 5 speed ทำให้ก่อนการทดสอบรถคันนี้มีข้อกังขาไว้ในใจว่า มันจะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ขนาดไหน

ด้วยหน้าที่คล้ายคลึงกับ SL Class แต่ราคาแพงกว่า SL55 AMG ถึง 3 เท่า ทั้งๆที่ใช้เครื่องยนต์ block เดียวกัน และสามารถทำความเร็ว 0-100 km/h ได้น้อยกว่าเพียงแค่ 0.6 วินาที นั้นไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้รถคันนี้น่าสนใจ จุดที่แตกต่างกันก็คือรถคันนี้เบากว่า SL55 AMG ถึงเกือบครึ่งตัน เพราะวัสดุที่ใช้ในการทำตัวถังกว่า 95% เป็น carbon fiber และคำกล่าวอ้างของ Mercedes Benz ที่ว่านี่คือรถที่ใกล้เคียง รถ Formula 1 McLaren MP4 มากที่สุดที่คุณสามารถขับได้บนท้องถนน ซึ่งยังต้องรอการพิสูจน์หลังจากได้ทดลองขับเท่านั้น

ประตูเปิดแบบปีกนกที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของต้นแบบมันได้เป็นอย่างดี ภายในห้องโดยสารถูกตกแต่งไว้ด้วยวัสดุอย่างดี อุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพียบพร้อม ทำให้รถคันนี้เป็นรถแนว Grand Touring มากกว่าที่จะเป็นรถ sport แท้ๆแบบ Enzo หลังจากที่กดปุมสตาร์ทที่หัวเกียร์ เสียงเครื่องยนต์ทำงานได้ค่อนข้างเงียบกว่าทั้งสองคันก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน เสียงเดียวที่ได้ยินขณะที่ยังไม่ปิดประตูก็คือ เสียงท่อไอเสีย ที่ปล่อยออกมาข้างๆรถ ซึ่งออกมาในแนวทุ้มต่ำ



แต่เมื่อปิดประตู ทุกอย่างกลับเงียบสนิท และทำให้ความรู้สึกตื่นเต้นที่จะขับรถคันนี้น้อยลง เหยียบเบรกเพื่อเข้าเกียร์ 1 รถสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นของเกียร์มาถึงพวงมาลัย ในช่วงความเร็วต่ำ SLR เป็นรถที่สบายที่สุดในสามคัน การเก็บเสียงดีมากตามสไตล์ และทำให้ความรู้สึกว่าตัวเองกำลังขับรถ Sport 600 กว่าแรงม้า แถบไม่หลงเหลืออยู่เลย

เมื่อเข้าสู่ทางตรงกดคันเร่งลงไปเต็มที่ สิ่งที่น่าตกใจไม่ใช่อัตราเร่งอันรวดเร็ว แต่เป็นอาการที่จมูกส่วนหน้ารถเบา ไม่มั่นคง และหน้ารถส่ายเมื่อกดคันเร่งเต็มที่ อาการอย่างนี้ไม่น่าจะเกิดกับ supercar ราคา กว่า 430,000 $ อย่างไรก็ดีด้วย body ที่แข็งแรงและยางขนาด 255/35 ZR19 ทางด้านหน้าและ 295/35ZR19 ทางด้านหลังที่ยังทำให้รถคันนี้เกาะอยู่กับพื้นถนนได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าเครื่องยนต์ของ SLR จะมีแรงม้าและแรงบิดมากกว่า Carrera GT แต่เครื่องของ SLR กลับดูกระตือรือร้นต่อการตอบสนองได้ไม่ดีเท่ากับ Carrera GT ซึ่งนั่นก็หมายความว่าไม่ต้องไปเทียบกับ Enzo

อย่างไรก็ดีเมื่อกดคันเร่งหมด SLR สามารถทำความเร็วจาก 0-100 ได้ในเวลา 3.7 ช้ากว่า Carrera GT เพียง 0.1 วินาทีทั้งๆที่แบกน้ำหนักมากกว่าเกือบ 600 ปอนด์ ความเร็วยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย เพื่อ shift up รถแถบจะไม่กระตุกเลย smoothจนน่าประหลาดใจ



SLR พุ่งเข้าหาโค้งขวาแรกด้วยความเร็ว ตัดสินใจเหยียบเบรก รถมีอาการเหมือนจะเบรกไม่อยู่ในตอนแรก แต่พอเหยียบแป้นเบรกลงไปอีกครึ่งนิ้วอาการเบรกไม่อยู่หายไปกลายเป็นอาการเบรกจับมากเกินไป แป้นเบรกกะน้ำหนักยากเหมือนกับ Porsche 911 รุ่นที่ยังใช้ระบายความร้อนด้วยอากาศ ต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัว ถึงจะทำการเบรกเพื่อเข้าโค้งได้ smooth มากขึ้น

ต่างกับการเหยียบเบรกอย่างกระทันหันรุนแรงทำให้ความเร็วของรถลดลงอย่างรวดเร็ว ผลอันเนื่องมาจากairbrake ทางด้านท้าย ที่ทำงานเป็น active spoiler ไปในตัว ซึ่งบางครั้งทำให้ความเร็วของรถลดลงไปมากเกินความจำเป็น

ข้อดีของ SLR คือการควบคุมรถภายในโค้ง ที่ดูเหมือนว่าหน้ารถจะเกาะอยู่กับพื้นถนนมากขึ้น ตัวรถเป็นกลางมาก แม้ว่าจะเป็นรถเครื่องวางด้าหน้า แต่ขับเครื่องล้อหลัง SLR สามารถที่จะควบคุมรถได้อย่างแม่นยำในโค้ง โดยการลดเกียร์ลงโดยการกดปุ่มเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย เพื่อ set รถเข้าโค้ง และหันรถออกเพื่อที่จะเดินคันเร่งออกจากโค้ง เนื่องจาก SLR มีจมูกหน้ารถที่ยาวตอนวิ่งเข้าหาโค้งทำให้รถมีอาการ understeer แต่ถ้าหากคุณเหยียบคันเร่งมากเกินไปรถก็อาจจะเกิดอาการ oversteer ได้แต่ไม่ชัดเจนเท่ากับ Carrera GT ที่แนะนำให้เปิดระบบ traction control ไว้ตลอดช่วงการขับทดสอบ

พวงมาลัยของ SLR นั้น ไวและแม่นยำในทุกช่วงความเร็วเหมือนกับว่ามันสามารถคาดเดาได้ว่าคุณคิดจะทำอะไรต่อไปก่อนที่คุณจะทำซะอีก คล้ายว่ารถพยายามปรับตัวเข้าหาคนขับมากกว่าที่คนขับต้องปรับตัวเข้าหารถ เมื่อเข้าสู่ช่วงทางตรงยาว SLR สามารถทำความเร็วได้สูงสุดที่ 331.2 km/h มากกว่า Carrera GT เพียงแค่ปลายจมูก ดังนั้นหากจะวัดกันจริงๆบนท้องถนนคงอยู่ที่ฝีมือและความกล้าของคนขับว่าใครจะกล้าบ้าบิ่นกว่ากัน

จุดด้อยของ SLR ก็คือมันเป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อให้ขับทางไกลได้สบาย และทำให้บุคลิกความเป็น sportแท้ๆลดลง ความเป็นรถแข่งของ McLaren ในรถคันนี้แถบจะมองไม่เห็น แต่ถูกทดแทนด้วยความสะดวกสบายตามสไตล์ Mercedes Benz รถคันนี้ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่า Formula1 บนท้องถนนอย่างทมี่กล่าวอ้างไว้แต่อย่างใด
ความตื่นเต้นที่ได้รับจากการขับรถคันนี้น้อยกว่า Ferrari Enzo และ Carrera GT อย่างชัดเจน



จุดสุดท้ายคือใครเป็นผู้ชนะในครั้งนี้ รถทั้ง 3 คันมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง หากแยกย่อยไปเป็นข้อถ้ามองที่ Performance Ferrari Enzo นั้นยอดเยี่ยมที่สุด เสียงเครื่องยนต์ที่ใกล้เคียงกับรถ F1 ระบบเกียร์ Sequential 6 speed ทำให้เหมือนกับว่าคุณขับรถ Formula1 บนท้องถนน Enzo เป็นรถที่สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับรถ sport รุ่นอื่นๆที่ต้องปฏิบัติตาม

Porsche Carrera GT คือจุดกึ่งกลางระหว่างรถแข่งที่สามารถวิ่งบนท้องถนนกับรถที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ด้วยราคาที่ถูกว่า Enzo ถึง 200,000 $ แต่มี Performance ต่างกันเพียงแค่นิดเดียวทำให้เราสามารถมองข้ามข้อด้อยไปได้ไม่ยาก แน่นอนว่ามันไม่ใช่รถ Formula1 บนท้องถนน แต่มันใกล้เคียงความเป็นรถ Le Mans ที่วิ่งบนท้องถนนมากกว่าและคุณสามารถที่จะขับรถคันนี้ได้ทุกวัน

SLR เป็นรถที่ยังห่างไกลความเป็นรถแข่งบนท้องถนน มันไม่ได้ใกล้เคียงคำกล่าวของผู้ผลิตเลยว่านี้คือโอกาศที่คุณจะได้ขับรถที่มีความคล้ายคลึงกับ McLaren MP4 มากที่สุดบนท้องถนน แต่ถ้าวัดทางด้านความสะดวกสบาย SLR เป็นที่หนึ่งมันเป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้เจ้าของสามารถใช้ขับเดินทางไปไกลๆได้โดยไม่เหนื่อย เกียร์ automatic 5 speed AMG Speedshift ทำให้ความสนุกในการขับขี่ลดลง แต่ถ้ามองถึงความเหมาะสมในการใช้งานประจำวันมันก็อีกเรื่อง

รถทั้ง 3 คันเป็นรถที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของผู้ผลิต ทั้ง 3 เป็นรถที่มี performance ยอดเยี่ยมและมีข้อดีที่แตกต่างกันไป จุดเดียวที่เหมือนกันก็คือรถทั้ง 3 คันนี้คือรถที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยได้สัมผัสมา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร รถทั้ง 3 รุ่นนี้จะเป็นที่กล่าวถึงไปอีกนาน


Original article & images from 'Road & Track' July 2004
Article By Narun Lee






Specifications Ferrari Enzo Carrera GT SLR McLaren

Engine DOHC 48-valve V12 DOHC 40-valve V10 SOHC 24-valve V8 Supercharged
Cylinder Capacity 5,998 cc 5,733 cc 5439 cc
Max. Power 650 bhp @ 7,800 605 bhp @ 8,000 617 bhp @ 6,500
Max. Torque 485 lb-ft @ 5,500 435 lb-ft @ 5,750 575 lb-ft @ 5000
Weight/Power Ratio - - -
Transmission MR MR FR
Gear Box 6-speed manual F1 6-speed manual 5-speed automatic AMG Speedshift
0-100 3.3 sec 3.6 sec 3.7 sec
0-400 11.1 sec 11.3 sec NA
0-1000 - - -
100-0 109 ft 124 ft NA
Top Speed 350 km/h 329 km/h 333 km/h
Length 4702 mm 4613 mm 4656 mm
Width 2035 mm 1920 mm 1908 mm
Height 1148 mm 1166 mm 1260 mm
Weight 1370 kg 1380 kg 1768 kg